จำเลยฉีกบัตรประชามติ เบิกความต่อศาล ไม่เห็นด้วยกับกับการจำกัดสิทธิรณรงค์ค้าน ร่าง รธน.

ปิยรัฐ จงเทพ จำเลยคดีฉีกบัตรลงเสียงประชามติ เบิกความต่อศาล ระบุเหตุที่ฉีกบัตรเพราะต้องการแสดงออกว่า สถานการณ์ทางการเมืองในเวลานั้นมีการละเมิดสิทธิผู้ที่ค้านร่าง รธน. ในขณะที่ฝ่ายสนับสนุนร่าง รธน. สามารถทำกิจกรรมรณรงค์ได้

ทรงธรรมน์ แก้วพันธุ์พฤกษ์, ปิยรัฐ จงเทพ และจิรวัฒน์ เอกอัครนุวัฒน์ แฟ้มภาพ Banrasdr Photo

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2560 ศาลจังหวัดพระโขนงนัดสืบพยานคดีฉีกบัตรประชามติเมื่อวันที่ 7 ส.ค.59 พยานที่มาในวันนี้เป็นตัวจำเลยในคดีทั้ง 3 คน ได้แก่ปิยรัฐ จงเทพ จำเลยที่ 1 จิรวัฒน์ เอกอัครนุวัฒน์ จำเลยที่ 2 ทรงธรรมน์ แก้วพันธุ์พฤกษ์ จำเลยที่ 3 จากการที่อัยการได้ฟ้อง นายปิยรัฐใน 4 ข้อหา ได้แก่ ข้อหาทำลายบัตรออกเสียง และก่อความวุ่นวายในหน่วยลงคะแแนน ตามพ.ร.บ.ประชามติ, ข้อหาทำลายเอกสารราชการ และข้อหาทำให้ทรัพย์สินสาธารณะเสียหาย ตามประมวลกฎหมายอาญา ขณะที่จิรวัฒน์ และทรงธรรมแก้ว ซึ่งได้ติดตามถ่ายวีดีโอขณะที่ปิยรัฐทำการฉีกบัตร ก็ได้ถูกกล่าวหาดำเนินคดีในข้อหาก่อความวุ่นวายในหน่วยลงคะแนนด้วย

ปิยรัฐเบิกความตอบคำถามทนายว่าตนรู้จักกับจำเลยอีก 2 คนก่อนเกิดเหตุในคดีนี้ โดยเช้าวันเกิดวันที่ 7ส.ค.2559เหตุปิยรัฐตนตั้งใจไปใช้สิทธิของตนที่หน่วยออกเสียงประชามติที่สำนักงานเขตบางนาเพราะตนมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดกาฬสินธ์ แต่ตนที่เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจมีพื้นที่ทำงานอยู่ในเขตบางนาจึงต้องใช้สิทธิออกเสียงนอกเขต ปิยรัฐยังเบิกความอีกว่าวันนั้นตนได้นัดจำเลยที่ 2และ3 มาพบเพื่อคุยงานเพราะเห็นว่าหลังไปใช้สิทธิแล้วจะมีเวลาว่าง

ปิยรัฐเดินทางไปถึงที่สำนักงานเขตในเวลาประมาณ11.00น. เมื่อไปถึงตนได้พบจำเลยที่ 2 อยู่ที่ลานจอดรถจึงเข้าไปพบปะพูดคุยก่อนที่ตนจะแยกไปที่เต๊นท์อำนวยการของหน่วยออกเสียงไปดูรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงหน้าสำนักงานเขต หลังจากปิยรัฐตรวจสอบชื่อแล้วจึงเดินผ่านเต๊นท์หน่วยออกเสียงที่ 1 และ2 ไปที่หน่วยที่3

เมื่อเดินไปถึงหน่วยที่ 3 แล้วเห็นจำเลยที่3กำลังตรวจสอบรายชื่อของตนที่บอร์ดรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงหน้าหน่วยปิยรัฐก็ทักทายกันตามปกติ ส่วนก็ตรวจรายชื่อผู้มีสิทธิที่หน้าหน่วยก่อนไปรับบัตรออกเสียงเมื่อได้รับบัตรแล้วตนจึงเดินไปที่หีบใส่บัตรออกเสียงแล้วทำการฉีกบัตรพร้อมกับพูดว่า “เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ” ในตอนนั้นเขาไม่ทราบว่าจำเลยที่ 2และ3อยู่ตรงไหน แต่เห็นครั้งสุดท้ายอยู่ที่หลังบอร์ดรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียง

หลังจากฉีกแล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำหน่วยก็ทำการจับกุมและถามว่ารู้หรือไม่ว่าเป็นความผิดตามกฎหมาย ปิยรัฐบอกว่ารู้ว่าเป็นความผิดตามมาตรา59พ.ร.บ.ประชามติฯ เพราะอ่านมาเนื้อหาของกฎหมายฉบบนี้มาบ้างและสมชาย ศรีสุทธิยากร โพสต์เฟซบุ๊กว่าการฉีกบัตรเป็นความผิด

เมื่อตำรวจทำการจับกุมแล้วได้นำเก้าอี้มาให้นั่งรอแต่ในหน่วย แต่ปิยรัฐบอกกับเจ้าหน้าที่ว่าขอออกไปนั่งข้างนอกหน่วยเพราะกลัวว่าจะกีดขวางคนอื่น ตำรวจจึงพาปิยรัฐออกไปข้างนอกหน่วยออกเสียง หลังจาากฉีกบัตรแล้วประชาชนคนอื่นๆ ก็ยังคงไปใช้สิทธิได้ตามปกติ

เมื่อปิยรัฐนำตัวออกไปข้างนอกหน่วยแล้วก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาควบคุมตัว แต่มีจำเลยที่ 2 และ3 เข้ามาถ่ายภาพตอนที่ถูกจับกุม แต่ในขณะนั้นมีแค่ปิยรัฐที่ถูกควบคุมตัวอยู่คนเดียวเท่านั้น และตำรวจแจ้งว่าจะนำตัวปิยรัฐ ไปสน.บางนาและเขาเข้าใจว่าตำรวจให้จำเลยที่ 2และ3 ไปเป็นพยาน

ปิยรัฐถูกนำตัวขึ้นรถกระบะของตำรวจไปคนเดียวแล้วถูกนำไปที่สน.บางนา เพื่อพบพนักงานสอบสวน แต่ระหว่างรอเขาถูกพาไปห้องประชุมที่มีกล้องวิดีโอและพนักงานสอบสวนแจ้งว่าจะให้การว่าอย่างไรหรืออยากพูดอะไรก็พูดได้เลยจะมีการถ่ายทอดสดให้กับทาง คสช. ดู

จากนั้นในตอนบ่ายพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 59 พ.ร.บ.ประชามติ พ.ศ.2559 เพียงข้อหาเดียว

ภายหลังเวลาประมาณ 18.00น.พนักงานสอบสวนก็แจ้งข้อหาทำลายทรัพย์สินราชการและทำให้เสียทรัพย์เพิ่มกับปิยรัฐ และเวลา19.00น.ยังแจ้งข้อหาร่วมกันก่อความวุ่นวายในที่ออกเสียง ตามมาตรา 60พ.ร.บ.ประชามติเพิ่มร่วมกับจำเลยที่ 2และ3อีก1ข้อหา

ปิยรัฐให้เหตุผลที่ตนฉีกบัตรว่าเพราะสถานการณ์ในช่วงก่อนวันออกเสียงประชามติมีการละเมิดสิทธิของคนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์และแสดงออกว่าไม่สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เพิ่งประกาศใช้ ทั้งมีการจับกุมเข้าค่ายทหาร ดำเนินคดีกับบุคคลเหล่านั้นอยู่ฝ่ายเดียว

ปิยรัฐยังเบิกความถึงการฉีบบัตรของตนด้วยว่าเขาทราบว่าการกระทำของเขาเป็นความผิดตามมาตรา 59 ของพ.ร.บ.ประชามติฯ และยังเป็นกฎหมายเฉพาะ อีกทั้งสมชาย สุทธิยากร ประธาน กกต. ยังกล่าวด้วยว่าเป็นความผิดตามมาตรา 59 เท่านั้น แต่ไม่ได้เป็นความผิดตามกฎหมายทั่วไปเนื่องจากไม่ได้มีเจตนา

ช่วงอัยการโจทก์ถามค้านปิยรัฐเบิกความว่าตอนที่ตนกำลังเข้าไปในที่ออกเสียงตนไม่ทราบว่าจำเลยที่ 2และ3อยู่ตรงไหน แต่ได้ยินจำเลยที่ 2 บอกว่าขอถ่ายภาพเพื่อนแล้วก็ได้ยินเสียงผู้ชายพูดว่าตรงนี้ถ่ายภาพไม่ได้ ส่วนตนเองก็เดินไปที่หน้าหีบใส่บัตรแล้วก็ทำการฉีกบัตร ในตอนนี้เขาเห็นเพื่อนทั้ง 2คนอยู่ที่หลังบอร์ดรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียง ส่วนตัวปิยรัฐตอนที่ฉีกบัตรยืนอยู่หน้าหีบใส่บัตรและอยู่ข้างหน้าป้ายบอกหมายเลขของที่ออกเสียงซึ่งอยู่ นอกแนวเส้นเหลืองของที่ออกเสียง แล้วตอนที่ตำรวจเอาเก้าอี้ให้นั่งเขาก็นั่งอยู่นอกแนวเส้นเหลือง แล้วที่ตนออกไปยืนฉีกตรงนั้นก็เป็นเพราะว่าหากยืนอยู่หลังป้ายก็เป็นทางแคบจะขวางทางคนอื่น ซึ่งสมชายเคยชี้แจงทางรายการโทรทัศน์ว่าจุดที่เป็นของที่ออกเสียงคือบริเวณในที่มีเส้นเหลืองกั้นเอาไว้เท่านั้น ซึ่งหน่วยที่ตนไปมีการกั้นเส้นเหลืองเป็นรูปตัว U

ปิยรัฐเบิกความตอบอัยการถึงเหตุการณ์ช่วงที่สน.บางนาว่า ตนได้ให้การปฏิเสธโดยตลอดตั้งแต่ถูกแจ้งข้อหาแรก และในส่วนที่ตนถูกพาไปห้องประชุมและมีการถ่ายทอดสดถึง คสช.นั้นทางเจ้าหน้าที่มีการต้องกล้องวิดีโอเอาไว้ แต่เป็นการสื่อสารทางเดียวและเขาทราบจากเจ้าหน้าที่แสดงตัวว่าเป็นทหารแต่อยู่ในชุดนอกเครื่องแบบว่ามีการถ่ายทอดถึง คสช.

ในส่วนของจิรวัฒน์ จำเลยที่ 2 และทรงธรรม จำเลยที่ 3 เบิกความคล้ายกันว่า พวกตนเดินทางไปที่สำนักงานเขตบางนาเนื่องจากมีการนัดพูดคุยธุรกิจกับปิยรัฐต่อในตอนบ่ายจึงนัดเจอกันที่หน่วยออกเสียงจิรวัฒน์และทรงธรรมไปถึงที่สำนักงานเขตบางนาก่อนจำเลยที่ 1

จิรวัฒน์เบิกความว่าเมื่อตนไปถึงสำนักงานเขตบางนาก็ได้เจอกับจำเลยที่ 3แล้วจำเลยที่ 3 ก็แยกไปใช้สิทธิ ตนจึงเดินไปรอจำเลยที่1 บริเวณลานจอดรถ จนจำเลยที่ 1 เดินทางมาถึงสำนักงานเขตแล้วก็ได้ทักทายกันแล้วจำเลยที่ 1ก็แยกออกไปตรวจรายชื่อของตนที่เต๊นท์อำนวยการ จากนั้นจิรวัฒน์จึงเดินไปหาทรงธรรมที่ออกเสียงที่ 3 ตรงบอร์ดติดรายชื่อผู้มีสิทธิ เมื่อไปถึงจิรวัฒน์ได้ถามกับคณะกรรมการประจำหน่วยออกเสียงว่าสามารถถ่ายภาาพตรงไหนได้บ้าง แต่ถูกบอกให้ไปถามกับตำรวจ เขาได้ถามกับตำรวจ ตำรวจชี้บอกให้ไปที่ด้านนอกเต๊นท์ซึ่งก็เป็นจุดที่เขายืนถ่ายวิดีโออยู่ขณะที่จำเลยที่ 1 กำลังฉีกบัตร ซึ่งเป็นด้านหลังของบอร์ดติดรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียง ซึ่งตอนนั้นจำเลยที่ 1ก็น่าจะกำลังเดินมาที่ออกเสียยงที่ 3 แล้ววเมื่อจำเลยที่ 1 เดินมาถึงแล้วก็ทำการฉีกบัตร จากนั้นตำรวจก็เอาเก้าอี้ให้จำเลยที่ 1 นั่งสักครู่ตำรวจก็นำตัวจำเลยที่ 1 ออกไปด้านข้างอาคารสำนักงานเขต เขาจึงเดินตามไปถ่ายภาพ ก็มีตำรวจเข้ามาถามประวัติของจำเลยที่ 1 กับเขาและตำรวจรู้ว่าจิรวัฒน์ถ่ายวิดีโอไว้จึงขอเบอร์โทรศัพท์ไว้เพื่อขอไฟล์

จิรวัฒน์เบิกความต่อว่าหลังจากที่จำเลยที่ 1 ถูกตำรวจนำตัวไปแล้ว และเขากำลังกลับไปที่รถก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบเข้ามาแสดงตัวว่าเป็นตำรวจถามว่าเขาากำลังจะไปที่ไหน พอจิรวัฒน์ตอบว่ากำลังจะตามจำเลยที่ 1 ไปสน.บางนา ตำรวจทั้ง 2 นาย ก็ขอติดตามขึ้นรถมาด้วยโดยตำรวจให้เหตุผลว่ารถกระบะของตำรวจเต็มแล้ว เมื่อเดินทางไปสน.บางนาแล้วตำรวจทั้ง 2 นายก็หายไปแล้ว จิรวัฒน์กับทรงธรรมก็ไม่ได้ถูกควบคุมตัวแต่อย่างใด พวกเขารอจำเลยที่ 1 อยู่จนกระทั่งถึงตอนเย็น จึงมีตำรวจเดินมาบอกว่าพวกเขาทั้ง 2 คนว่าข้างนอกมีสื่อกับคนมาเยอะแล้วจึงเชิยไปที่ห้องรับรอง ในตอนนั้นพวกเขายังเดินออกไปไหนมาไหน ไปเข้าห้องน้ำเองได้อยู่

จนกระทั่ง 2 ทุ่ม ขณะที่จิรวัฒน์กำลังจะกลับไปที่รถของตนก็มีตำรวจ2 นายเดินเข้ามาแจ้งว่าตนกับทรงธรรมถูกตั้งข้อหา แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นข้อหาอะไรและพาตัวพวกเขาไปที่ชั้น 2 ของสถานี

จิรวัฒน์เบิกความว่าที่ตนถ่ายวิดีโอเหตุการณ์ที่จำเลยที่ 1 ฉีกบัตรเนื่องจากปกติเป็นคนชอบเล่นโซเชียลมีเดียอยู่แล้ว เวลามีกิจกรรมอะไรก็ถ่ายลงโซเชียลมีเดีย ในวันนั้นตนเพียงแค่รู้ว่าจำเลยที่ 1 ว่าจะมาขีดฆ่าชื่อของตัวเองออกเพราะก่อนหน้านั้นในวันออกเสียงมีคนเคยทำมาแล้ว แต่ตนไม่รู้ว่าจำเลยที่ 1 จะฉีกบัตรออกเสียง

หลังจากที่จำเลยที่ 1 ฉีกบัตรแล้วก็ยังมีประชาชนมาใช้สิทธิกันปกติ

จิรวัฒน์เบิกความตอบคำถามค้านของอัยการโจทก์ว่าเจ้าหน้าที่ในที่ออกเสียงการผลักดันจิรวัฒน์ออกไปนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะขณะที่ตนกำลังยืนถ่ายอยู่ไม่ได้ถูกดันออก เขาได้ขออนุญาตก่อนแล้ว เจ้าหน้าที่ก็บอกให้ไปถามกับตำรวจแล้วตำรวจก็บอกว่าให้เขาไปถ่ายภาพข้างนอก แล้วเขาเองก็ไม่ได้เดินตามถ่ายภาพจำเลยที่ 1ด้วย

ทรงธรรม จำเลยที่ 3เบิกความว่าตนได้ทำเรื่องขอใช้สิทธิออกเสียงนอกเขตเอาไว้ที่สำนักงานเขตบางนา เมื่อตนเดินทางมาถึงสำนักงานเขตแล้วจึงไปที่หน่วยออกเสียงเพื่อหาชื่อของตน ตอนแรกหาชื่อตัวเองไม่เจอเพราะมีคนมาใช้สิทธิเยอะ จึงออกมาจากที่ออกเสียงไปเข้าห้องน้ำแล้วกลับมาที่ออกเสียงอีกครั้งตอนเวลาประมาณ9.00น. แล้วได้พบกับจิรวัฒน์จำเลยที่ 2เมื่อได้ทักทายกันแล้วก็ได้แยกตัวไปตรวจสอบรายชื่อของตนอีกครั้ง

จนเวลาประมาณเที่ยงทรงธรรมจึงได้พบกับจำเลยที่ 1 ขณะที่อยู่ที่ออกเสียงที่ 3 นั่งอยู่ตรงม้านั่งกับจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 1 เดินมาถึงก็ทักทายกันตามปกติแล้วก็เอากระเป๋ามาฝากเอาไว้ก่อนเดินเข้าไปใช้สิทธิ ทรงธรรมก็เลยจะถ่ายภาพเอาไว้ ทรงธรรมจึงเดินจากด้านหลังบอร์ดติดรายชื่อผู้มีสิทธิไปถามเจ้าหน้าที่ว่าถ่ายภาพได้หรือไม่ ในตอนที่ถ่ายจำเลยที่ 1 ฉีกบัตรเขาอยู่ที่ด้านหลังบอร์ดรายชื่อ แต่ตอนนั้นเขาไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1จะทำการฉีกบัตร

ทรงธรรมเบิกความอีกว่าตอนเกิดเหตุการณ์สถานการณ์ก็ยังเป็นปกติยังมีประชาชนคนอื่นๆ มาใช้สิทธิ เมื่อจำเลยที่ 1 ฉีกบัตรเสร็จแล้วก็ไม่ได้มีตำรวจเข้ามาควบคุมตัวทรงธรรม ตำรวจได้เอาเก้าอี้ให้จำเลยที่ 1 นั่ง จากนั้นสักครู่ก็พาจำเลยที่ 1 ไปด้านหลังอาคารสำนักงานเขต ทรงธรรมจึงเดินตามไปถ่ายภาพเอาไว้ ตำรวจก็ไม่ได้ควบคุมตัวเขาไว้เพียงแต่มีการถามข้อมูลเกี่ยวกับจำเลยที่ 1 และขอเบอร์โทรศัพท์ของทรงธรรมไป และตตำรวจได้ส่งโทรศัพท์ของตัวเองให้กับทรงธรรมเพื่อคุยกับผู้บังคับบัญชาด้วย โดยเขาถูกถามข้อมูลเกี่ยวกับจำเลยที่ 1

ในตอนที่จำเลยที่ 1ถูกตำรวจนำตัวไปขึ้นรถ ทรงธรรมได้ติดตามไปถ่ายภาพด้วย ในตอนนั้นเขาก็ยังไม่ได้ถูกควบคุมตัว และตำรวจก็ยังไม่ได้แจ้งข้อหาอะไรกับเขา

ทรงธรรมเบิกความต่อว่าเมื่อจำเลยที่ 1 ถูกนำตัวไปแล้ว เขาก็แยกไปห้องน้ำแล้วเดินกลับมาจึงเห็นว่ามีชาย 2 คนเดินตามจำเลยที่ 2 ขณะที่จำเลยที่ 2 กำลังเดินไปที่รถ เขาจึงเดินตามไปห่างๆ เพราะกังวลว่าในช่วงหลังการรัฐประหารมีคนที่ถูกอุ้มไปโดยเจ้าหน้าที่ทหาร เมื่อทั้ง 2 คนขึ้นไปบนรถของจำเลยที่ 2 แล้ว เขาจึงเปิดประตูขึ้นไปบนรถด้วยโดยไม่ได้บอกจำเลยที่ 2 ก่อน ต่อมาเขาทราบในภายหลังว่าชาย 2 คน เป็นตำรวจนอกเครื่องแบบ แต่ก็ไม่ได้มีการแจ้งข้อหาหรือสิทธิขั้นพื้นฐานอะไรกับพวกเขาทั้ง 2 คน

เมื่อทรงธรรมเดินทางไปถึงสน.บางนา ประมาณบ่ายโมง ก็ไปตามหาจำเลยที่ 1 เพราะได้รับการติดต่อจากทนายความว่าให้แจ้งกับจำเลยที่ 1 ว่าอย่าเพิ่งให้การใดๆ จนกว่าจะได้พบทนายความ เขาได้เดินตามหาจนขึ้นไปบนชั้น 2 ของสถานี จึงพบจำเลยที่ 1อยู่ในห้องประชุมแต่เขาถูกเจ้าหน้าที่ทหารนอกเครื่องแบบกันเอาไว้ไม่ให้เข้าไปในห้อง เขาจึงพยายามดันเข้าไปเพื่อแจ้งให้จำเลยที่ 1 ว่าอย่าเพิ่งให้การใดๆ นอกจากนั้นในห้องยังมีพล.ต.ต.สมประสง ไม่ทราบนามสกุล อยู่ในห้องด้วย เขาได้พยายามจะใช้โทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายภาพไว้ทำให้นายตำรวจคนดังกล่าวโกรธ และให้ผู้ใต้บังคับบัญชามายึดโทรศัพท์ของตนไป ทรงธรรมก็รออยู่หน้าห้องเกือบ 10นาที ตำรวจได้นำโทรศัพท์มาคืน และแจ้งว่าได้ลบภาพออกไปแล้ว ทั้งนี้เขายังไม่ได้ทันได้ถ่ายภาพก็ถูกยึดโทรศัพท์ไปก่อน

เมื่อทรงธรรมได้โทรศัพท์คืนแล้วจึงเดินกลับลงมาหาจำเลยที่ 2 แล้วรออยู่จนเกือบ 2ทุ่ม จนเห็นว่ากระบวนการต่างๆ ของจำเลยที่ 1จวนจะเสร็จแล้วจึงกำลังจะกลับ แต่ก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเขามาขวางและแจ้งว่าพวกตนถูกตั้งข้อหาร่วมกันก่อความวุ่นวายในที่ออกเสียงด้วยการถ่ายภาพ เขาได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา

ทรงธรรมตอบในช่วงอัยการโจทก์ถามค้านว่าเหตุที่เขาไปใช้สิทธิที่สำนักงานเขตบางนาเพราะเห็นว่าจะได้สะดวกในการคุยเรื่องธุรกิจกับจำเลยที่ 1และ2 และที่เดินทางไปแต่เช้าก็เพื่อการใช้สิทธิออกเสียงเสร็จแล้วไปคุยกันต่อได้ แต่ที่ไปถึงแล้วไม่ได้ใช้สิทธิทันทีเพราะว่ามีคนมาใช้สิทธิเป็นจำนวนมาก และวันนั้นก็เลยไม่ได้ใช้สิทธิด้วยเพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่จำเลยที่ 1ถูกจับ ก็ติดตามจำเลยที่ 1 ไปเพราะเป็นห่วง

อัยการได้นำภาพจำลองเหตุการณ์ของพนักงานสอบสวนมาถามทรงธรรมว่าที่มีการผลักดันกันขณะเกิดเหตุนี้ ายทรงธรรมได้รู้จักใครในภาพหรือไม่ ทรงธรรมตอบอัยการว่าตนไม่เคยรู้จักกับคนในภาพถ่ายจำลองเหตุการณ์มาก่อน อัยการจึงได้ถามว่าในเมื่อไม่รู้จักเหตุใดคนเหล่านี้จจะต้องมาให้การปรักปรำแก่ตน ทรงธรรมตอบว่าเพราะบุคคลเหล่านี้เป็นข้าราชการและตนเองก็มีการแสดงออกว่าไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล คสช. จึงอาจจะถูกกดดันให้ต้องกระทำตามที่พนักงานสอบสวนต้องการ

ทรงธรรมเบิกความตอบต่อคำถามของอัยการที่ว่าทราบหรือไม่ว่าการร่วมกันแบ่งหน้าที่กัน มีการฉีกบัตร มีการถ่ายวิดีโอไปโพสต์นั้นเป็นความผิด ทรงธรรมตอบว่าเขามั่นใจว่าการกระทำของพวกเขาไม่ได้เป็นความผิดตามกฎหมาย

ภายหลังการสืบพยานทั้ง 3 ปาก ศาลนัดสืบพยานอีกครั้งในวันที่ 8 ส.ค. 2560