'แกร็บ' ยันจดทะเบียนนิติบุคคลและเสียภาษีถูกต้องตามกฎหมายไทย

แกร็บ ยืนยันเป็นบริษัทที่จดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมายของประเทศไทย และได้ชำระภาษี รวมถึงยื่นแบบและจัดเก็บเอกสารสำคัญต่างๆ ตามที่กรมสรรพากรบัญญัติไว้อย่างถูกต้องทุกประการ

14 ก.ค. 2560 รายงานข่าวระบุว่า ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้มีรายงานข่าวอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าแกร็บไม่ได้ชำระภาษีตามกฎหมายของประเทศไทยนั้น บริษัทฯ ขอยืนยันว่าการรายงานข่าวดังกล่าวนั้น ไม่เป็นความจริง ทั้งนี้ ขอชี้แจงข้อเท็จจริงว่าแกร็บ เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมายกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ และดำเนินการให้บริการทุกบริการในประเทศไทยภายใต้ชื่อบริษัทอย่างเป็นทางการว่าบริษัท แกร็บแท็กซี่ (ประเทศไทย) จำกัด (เลขทะเบียนนิติบุคคล 0105556090377)  ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มดำเนินธุรกิจในประเทศไทยเมื่อปี 2556  แกร็บปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ด้านภาษีอากรของกรมสรรพากรอย่างเคร่งครัด รวมถึงการชำระภาษีที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ตลอดจนการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้และเอกสารอื่น ๆ ตามระเบียบข้อบังคับของทางกรมสรรพากรตลอด เนื่องจากแกร็บเป็นบริษัทที่จดทะเบียนก่อตั้งในประเทศไทย บริษัทฯ จึงมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 3 จากรายได้ที่นำจ่ายแก่สมาชิกผู้ขับขี่ทุกคนจากทุกบริการ และบริษัทฯ นำเงินภาษีที่หักนั้นส่งให้กรมสรรพากรอย่างครบถ้วน 

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังออกใบกำกับภาษีและหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายให้สมาชิกผู้ขับขี่ทุกคน เพื่อให้สามารถนำไปเป็นหลักฐานประกอบการแสดงรายการและชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามที่กรมสรรพากรบัญญัติไว้ทุกประการ นอกจากนี้ รายได้ทั้งหมดของแกร็บ ที่ได้รับจากการให้บริการแอพพลิเคชั่นเรียกรถในประเทศไทยยังได้รับการบันทึกอย่างครบถ้วนในบัญชีของบริษัท  รวมถึงการชำระภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 จากรายได้ดังกล่าว และในฐานะที่เป็นบริษัทที่จดทะเบียนก่อตั้งในประเทศไทย บริษัทฯ จึงพร้อมสนับสนุนและส่งเสริมภารกิจของรัฐบาลไทยในการยกระดับการให้บริการขนส่งมวลชนรูปแบบต่าง ๆ ให้ปลอดภัยและมอบความสะดวกสบายแก่ผู้ใช้บริการยิ่งขึ้น บริษัทฯ ขอให้คำมั่นว่าพร้อมจะสนับสนุนโครงการต่าง ๆ ของภาครัฐ เพื่อร่วมสร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่สาธารณชน

แกร็บ ยึดหลักความถูกต้องโปร่งใสด้านภาษีอากรตามกฎหมายของแต่ละประเทศที่ดำเนินธุรกิจอย่างเคร่งครัด เชื่อว่าบริษัทฯ จะต้องทำประโยชน์เพื่อสังคมทุกที่ที่ให้บริการอยู่ และคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบริษัทด้านเทคโนโลยีต่าง ๆ จะยึดหลักปฏิบัติเช่นเดียวกัน ด้วยการจดทะเบียนดำเนินธุรกิจในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : สำนักข่าวไทยและประชาชาติธุรกิจออนไลน์