มาครงคว้าชัยเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศส ใช้สิทธิน้อย คาดฝ่ายซ้ายไร้ตัวเลือก

เอ็มมานูเอล มาครง สายหนุนอียู-เอื้อประโยชน์สายธุรกิจ ชนะการเลือกตั้งรอบสุดท้ายของฝรั่งเศส ด้วยคะแนนร้อยละ 65 มีการตั้งข้อสังเกต ผู้มาใช้สิทธิน้อยเป็นประวัติการณ์ เป็นไปได้ที่ฝ่ายซ้ายของฝรั่งเศสมองว่าไม่มีผู้ใดเลยที่พวกเขาอยากเลือก

ภาพจากวิดีโอปราศรัยของเอ็มมานูเอล มาครง เมื่อ 8 พฤษภาคม (ที่มา: Twitter/EmmanuelMacron)

8 พ.ค. 2560 การเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสในรอบตัดสินผลออกมาว่า เอ็มมานูเอล มาครง ผู้สมัครสายกลางจากพรรค "อองมาร์ช"  (En Marche!) เอาชนะคู่แข่งคือมารีน เลอ แปน จากพรรคฝ่ายขวา ด้วยคะแนนร้อยละ 65 ต่อ ร้อยละ 35 ส่งผลให้ มาครง เป็นคนที่ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีฝรั่งเศสในขณะที่มีอายุน้อยที่สุดคืออายุ 39 ปี

บีบีซี ระบุว่า มาครงยังจัดเป็นประธานาธิบดีฝรั่งเศสคนแรกที่ที่มาจากนอกสายพรรคการเมืองกระแสหลักดั้งเดิม 2 พรรคนับตั้งแต่ก่อตั้งสาธารณรัฐยุคใหม่ในปี 2501

มาครง กล่าวถึงชัยชนะของเขาว่านี่จะเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของฝรั่งเศสและเขาต้องการให้มันเป็น "หน้าประวัติศาสตร์แห่งความหวังและความเชื่อใจ" ทางด้านประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ฟรองซัวส์ ออลลองด์ แสดงความยินดีกับมาครงโดยบอกว่าผลการเลือกตั้งในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าประชาชนชาวฝรั่งเศสยังคงร่วมมือกันใน "คุณค่าของสาธารณรัฐ"

เลอ แปน จากพรรคเแนวร่วมแห่งชาติ (FN) ผู้แพ้การเลือกตั้งในรอบที่สองแถลงขอบคุณประชาชน 11 ล้านคนที่โหวตลงคะแนนให้เธอ เลอ แปน บอกว่าการเลือกตั้งในครั้งนี้แสดงให้เห็นการแบ่งแยกระหว่าง "คนรักชาติ" และ "พวกโลกนิยม" เลอ แปน บอกอีกว่าพรรค FN ของเธอจะปรับปรุงตัวเองและจะเปลี่ยนแปลงเชิงขบวนการอย่างถึงรากเพื่อเตรียมตัวกับการเลือกตั้ง ส.ส. ที่จะมีขึ้นในอนาคต เลอ แปนยังแสดงความยินดีกับมาครงและบอกว่ามันเป็น "เรื่องท้าทายอย่างมาก" ที่ได้ขับเคี่ยวกับเขา

มาครง กล่าวปราศรัยหลังชัยชนะโดยให้สัญญาว่าตลอด 5 ปีที่เขาดำรงตำแหน่งจากนี้ไปเขาจะช่วยแก้ไขปัญหาการแบ่งแยกกันในฝรั่งเศส ทำให้ฝรั่งเศสมีเอกภาพขณะเดียวกันก็จะปกป้องยุโรป มีผู้สนับสนุนมาครงมากันเฉลิมฉลองกันหน้าพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ใจกลางกรุงปารีส

ในช่วงการเลือกตั้งรอบแรกนั้นทั้งมาครงและเลอ แปน มีคะแนนค่อนข้างใกล้เคียงกันคือร้อยละ 23.8 กับร้อยละ 21.4 โดยที่เดอะการ์เดียนเคยคาดการณ์ว่าในการเลือกตั้งรอบที่สองกลุ่มคนที่เคยโหวตให้กับ ฌอง-ลุค เมลองชอง จากพรรคฝ่ายซ้าย และเบอนัว อามง จากพรรคสังคมนิยม มีโอกาสจะโหวตให้กับมาครงมากกว่าเลอ แปน

มาครงเคยบอกว่าขบวนการอองมาร์ชของเขาไม่ใช่ทั้งซ้ายและขวา เขามีแนวคิดนิยมเสรีทางเศรษฐกิจและมีท่าทีสนับสนุนสหภาพยุโรปก่อนหน้าที่เขาจะก่อตั้งอองมาร์ชเขาเคยอยู่ร่วมกับรัฐบาลพรรคสังคมนิยมกับออลลองด์มาก่อนแล้วขอออกจากพรรคในเดือน ส.ค.ปีที่แล้ว

มาครง มีท่าทีสนับสนุนกลุ่มธุรกิจโดยหาเสียงว่าจะปรับลดขนาดของภาครัฐและปรับลดงบประมาณรัฐลงแล้วกันมาส่งเสริมการลงทุนแทน นอกจากนี้ยังต้องการผ่อนผันกฎหมายแรงงาน การลดภาษีธุรกิจ และสัญญาว่าจะคุ้มครองธุรกิจขนาดเล็กหรืออาชีพอิสระ

ในแง่ท่าทีของสหภาพยุโรป ฌอง-คล็อด ยุงเกอร์ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรประบุแสดงความยินดีผ่านทวิตเตอร์ว่าเขา "ยืนดีที่ฝรั่งเศสเลือกอนาคตของชาวยุโรป" ทางด้าน แองเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีของเยอรมนีที่มีท่าทีสนับสนุนอียูก็แสดงความยินดีกับมาครงเช่นกันโดยระบุว่าชัยชนะของเขาเป็น "ชัยชนะสำหรับยุโรปที่รวมตัวกันเข้มแข็ง"

ทางด้านผู้นำสหรัฐฯ และนายกรัฐมนตรีพรรคอนุรักษ์นิยมของอังกฤษต่างก็แสดงความยินดีด้วยน้ำเสียงกลางๆ เป็นพิธี ขณะที่ไนเจล ฟาราจ อดีตผู้นำพรรคขวาจัดในอังกฤษพยายามให้กำลังใจเลอ แปน และบอกว่ามาครงจะมีห้าปีที่ล้มเหลว

บีบีซีวิเคราะห์ว่าผู้ชนะอย่าง มาครง รับศึกหนักในการเป็นผู้นำคนต่อไปของฝรั่งเศส ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบรรยากาศของความโกรธและการแบ่งแยกของคนในประเทศ การเลือกตั้ง ส.ส. ที่จะมีขึ้นในวันที่ 11 มิ.ย. และ 18 มิ.ย. นี้ ซึ่ง อองมาร์ชจะลงชิงชัยในฐานะพรรคการเมือง โดยที่มาครงจะต้องรวบรวมพรรคแนวร่วมรัฐบาลเพื่อให้บริหารได้ราบรื่น แม้เขาจะมีพรรคอื่นหนุนอยู่แต่ก็ต้องพยายามเข้าหากลุ่มคนผู้ไม่มาใช้สิทธิในรอบที่ 2 ที่ไม่ไว้ใจแนวทางการเมืองของพวกเขาด้วยซึ่งน่าจะเป็นกลุ่มฝ่ายซ้ายที่ไม่ชอบผู้สมัครรอบสุดท้ายทั้ง 2 คน

มีการตั้งข้อสังเกตว่าการเลือกตั้งรอบสองในครั้งนี้มีผู้ไม่มาออกเสียงสูงเป็นประวัติการณ์ถึงราวร้อยละ 25.3 ซึ่งถือว่ามากที่สุดนับตั้งแต่การเลือกตั้งในปี 2512

เรียบเรียงจาก

French election: Macron defeats Le Pen to become president, BBC, 08-05-2018

French election 2017: Emmanuel Macron wins presidency and vows to restore France's confidence – live, The Guardian, 07-05-2017