วันที่ไม่มีพี่ชาย คำบอกเล่าน้องสาว ไผ่ ดาวดิน กับความอยุติธรรมและครอบครัว

"ฝากรัก ฉันไปกับลม ช่วยไปห่ม ให้เธอคลาย
หนาว ยามเหงา แหงนมองดวงดาว

ส่งยิ้มแพรวพราว ส่งเธอให้นอนฝันดี 
อยู่ไหน แสนไกลเพียงใด คิดถึงสุดใจ หัวใจฉันเฝ้าร่ำหา

จากกัน รักมิร้างลา เรายังสบตา กันและกันที่บนดวงดาว 
ซักวันหนึ่งเราจะกลับมาพบกันเพื่อนรัก

คงไม่นานนักถ้าตีนยังเหยียบย่ำอยู่บนดิน 
แม้อยู่ใต้ฟ้าชะตากำหนดจากคนบนดิน

ก่อนร่างจะพลิกลงดิน ผีเสื้อจะบินไปถึงดวงดาว"

“ฝากรักถึงเจ้าผีเสื้อ” คือชื่อของบทเพลงนี้ เนื้อร้องและทำนองโดย แก้วใส วงสามัญชน ด้วยท้วงทำนองช้าเจือความหม่นเศร้าของคนที่ต้องพรากจากกันแต่ก็ยังเปี่ยมด้วยความหวังและความศรัทธาว่าสักวันจะได้กลับมาพบกันอีกครั้ง จึงไม่แปลกที่บทเพลงนี้จะเสมือนสิ่งแทนความรู้สึกของครอบครัวที่รอคอยวันที่ “ไผ่ ดาวดิน” จะกลับคืนสู่อิสรภาพ

“แม่ก็เศร้า ขับรถไปก็ร้องเพลงของพี่ไผ่ เพลงผีเสื้อ”

“ป๊าไม่ได้พูดอะไร แต่เวลาป๊าเศร้าป๊าจะเล่นดนตรี ร้องเพลงผีเสื้อแล้วก็ร้องไห้”

พิณ หรือ พร้อมพร บุญภัทรรักษา น้องสาวของ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน เล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงร่าเริงเป็นกันเอง เธอเล่าว่าตั้งแต่ที่ไผ่ถูกจับ ชีวิตครอบครัวก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากครอบครัวที่เคยอยู่กันพร้อมหน้า นั่งกินข้าวด้วยกัน แลกเปลี่ยนความเห็นกันหลายเรื่องอย่างสม่ำเสมอ แต่ทุกวันนี้ในครอบครัวต่างคนต่างมีภารกิจ เธอต้องอยู่บ้านคนเดียวที่จังหวัดชัยภูมิ ในขณะที่พ่อและแม่ขับรถไปหาไผ่ที่เรือนจำในจังหวัดขอนแก่น 

พิณ หรือ พร้อมพร บุญภัทรรักษา น้องสาวของ  ไผ่ ดาวดิน 

พร้อมพร เล่าว่า เมื่ออยู่ด้วยกัน ทุกคนในบ้านจะอยู่กับโทรศัพท์มือถือคอยเช็คข่าวสาร บรรยากาศภายในบ้านเคร่งเครียด แม่จะวิตกกังวลและคิดถึงไผ่อยู่ตลอดเวลา แม้เธอจะพยายามทำตัวสดใส บางครั้งก็อดไม่ได้ที่จะร้องไห้ โชคดีที่เพื่อนๆ ทั้งในโรงเรียนและจากที่อื่นต่างให้กำลังใจเธอ บางคนอาจจะไม่รู้ในรายละเอียด แต่เมื่อได้เห็นคลิปที่แม่และเธอไม่สามารถพบกับไผ่ได้ ก็เข้าใจความรู้สึกทุกข์ที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของเธอ

พร้อมพร ในขณะนี้เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งเป็นโรงเรียนเดียวกับที่ไผ่เคยเรียน และขณะนี้กำลังเรียนพรีดีกรี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ควบไปด้วย เธอเล่าว่าตั้งแต่เด็กอยากเป็นผู้พิพากษา ไผ่เองตอนแรกก็อยากเป็นผู้พิพากษา แต่เมื่อเข้ากลุ่มดาวดินก็เปลี่ยนใจหันไปทำกิจกรรมเชิงสังคมแทน ส่วนเธอเองแต่ก่อนก็ปลื้มดารานักร้องไม่ต่างจากวัยรุ่นทั่วไป แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไผ่ถูกจับ เธอจึงเริ่มตั้งคำถามกับกระบวนการยุติธรรมของไทย รวมถึงระบอบเผด็จการในปัจจุบันที่ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบได้

“ป๊าบอกว่า สิ่งที่เรียนกับสิ่งที่เป็นจริงมันไม่เหมือนกัน พิณไม่เคยเชื่อ จนมันเกิดขึ้นกับเรา ความยุติธรรมไม่มี กฎหมายมันดีแต่ถ้าคนใช้กฎหมายไม่ดี ประชาชนที่ไม่รู้กฎหมายจะเป็นไง ขนาดเราที่รู้กฎหมายยังโดนแบบนี้ สิทธิที่จะได้รับการประกันตัวเป็นสิทธิที่ผู้ต้องหาควรได้รับ ผู้พิพากษาควรรู้อยู่แล้ว กระบวนการยุติธรรมมันดีแต่มีบางอย่างมาทำให้เพี้ยนไป ผู้พิพากษาควรทำหน้าที่สืบเสาะความจริงให้ประชาชนรู้ แต่เขาโดนใครสักคนทำให้ไม่กล้าทำหน้าที่ของตัวเอง พี่ไผ่พูดเสมอว่าตำรวจไม่ผิด ผู้พิพากษาไม่ผิด แต่มีบางอย่างมาทำให้ผิด”

ดังนั้นด้วยสถาการณ์ปัจจุบัน พร้อมพรจึงเริ่มไม่มั่นใจนักกับความฝันที่อยากเป็นผู้พิพากษาภายใต้ระบอบเผด็จการ เพราะเธอมองว่าหากต้องอยู่ภายใต้อำนาจ โดยไม่อาจใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนมาทำหน้าที่อย่างยุติธรรม คงจะทำให้รู้สึกอึดอัด จึงอาจดีกว่าถ้าได้ทำงานเกี่ยวกับกฎหมายในด้านอื่นๆ ที่ช่วยเหลือประชาชนได้ เช่นการเป็นทนายแบบพ่อของเธอ

เมื่อถามว่าสามารถฝากความหวังในการสร้างความยุติธรรมในสังคมไว้กับคนรุ่นเธอได้ไหม พร้อมพร กล่าวว่า ก็ไม่แน่ใจ เพราะเมื่อเทียบกับรุ่นป๊าตอนเกิดการปฏิวัติ นักศึกษาคือรวมตัวออกมาหมด เป็นพลังที่น่าชื่นชม แต่สมัยนี้แม้จะเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆ ได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าหากเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับตัวเองโดยตรงคนก็คงไม่สนใจเท่าไรนัก ถ้าจะให้ออกมาเคลื่อนไหวก็คงเป็นเรื่องยาก อย่างตนก็คงไม่กล้าถ้าจะต้องออกมาคนเดียว ต้องมีกลุ่มเพื่อน และยิ่งการที่พี่ไผ่โดนจับก็เป็นตัวอย่างที่ทำให้คนในสังคมเกิดความกลัว อาจเป็นเหตุผลให้ไม่มีใครกล้าออกมา ดังนั้นจึงต้องมีคนแรกที่ออกมาเคลื่อนไหวก่อน ซึ่งก็คือพี่ไผ่ แต่เมื่อโดนจับไป แล้วใครกันที่จะเป็นคนแรก เพราะตนจะขอเป็นคนที่สอง

สำหรับ ไผ่ ดาวดิน นั้น ถูกเจ้าหน้าที่ทหารกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากกรณีการแชร์ข่าวพระราชประวัติรัชกาลที่ 10 จากสำนักข่าวบีบีซีไทย ซึ่งเมื่อวันที่ 9 ก.พ.ที่ผ่านมา อัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดขอนแก่น โดยศาลรับฟ้องเป็นคดีหมายเลขดำที่ 301/2560 ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 3 และ 14 (3) แม้ยื่นสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราวหลายครั้งก็ได้รับการปฏิเสธ เช่นเดียวกับครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 22 ก.พ.60 วิบูลย์ บุญภัทรรักษา พ่อของไผ่ ที่เป็นนายประกัน และวางหลักทรัพย์ในการขอประกันตัว 7 แสนบาทแล้ว ยังมี สุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ มาเป็นนายประกันอีกคน และนอกจากนี้ยังมีใบรับรองพฤติกรรมของจตุภัทร์ว่าจะไม่หลบหนีจาก รองศาสตราจารย์ โคทม อารียา นักวิชาการด้านสันติวิธี อดีตผู้อำนวยการสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล น.พ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อดีตคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง คณบดีวิทยาลัยแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และ เอกพันธุ์ ปิณฑวณิช ผู้อำนวยการสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ด้วย ซึ่งศาลระบุว่า พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว ให้ยกคำร้อง คืนหลักประกัน