ขออย่าได้เป็นดังเถ้าถ่านของกาลเวลา: บทสนทนากับคนรักของ “ไผ่ ดาวดิน”

คุยกับแฟนไผ่ ดาวดิน สะท้อนมุมมองความเป็นมนุษย์ของนักกิจกรรมทางสังคมและการเมือง ผู้ถูกดำเนินคดีร้ายแรง มาตรา 112 จากการแชร์บทความจาก BBC Thai

When you can't have what you want, the best you can do is not to forget.  

เมื่อคุณไม่สามารถได้ในสิ่งที่คุณต้องการ สิ่งที่ดีที่สุดที่คุณทำได้คือ อย่าลืม

Ashes of Time (1994)

 

ประโยคนี้ลอยเข้ามาในหัวผมอีกครั้ง ขณะที่นั่งถอดเทปสัมภาษณ์เด็กสาวนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งเธอเป็นคนรักของนักกิจกรรมคนหนึ่งที่ชื่อว่า “ไผ่ ดาวดิน”

ผมหยิบยกมันมาจากภาพยนตร์ฮ่องกงเรื่อง Ashes of Time กำกับโดยผู้กำกับชื่อดัง หว่อง กาไว หนังเรื่องนี้เข้าฉายเมื่อปีค.ศ. 1994 เนื้อหาในหนังมีหลายแง่มุมที่สามารถหยิบยกมาพูดถึงได้ไม่รู้จบ แต่ก่อนจะไปพูดถึงเรื่องเหล่านั้น สิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างมาจากโครงเรื่องของมหานิยายอมตะของ กิมย้ง ซึ่งก็คือเรื่องมังกรหยกที่เราต่างก็คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี

ทว่าแตกต่างออกไปจากละครทีวี หนังจีนกำลังภายในที่เคยรู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก ภาพยนตร์เรื่องนี้กลับเลือกที่จะฉายภาพของ ความเป็นปุถุชน ความเป็นคนธรรมดาของเหล่าจอมยุทธ ภาพที่เราเห็นได้จากหนังเรื่องนี้คือ เรื่องราวซับซ้อนของจิตใจ แง่มุมความรัก ความผิดหวัง ความหม่นเศร้า รอยน้ำตา และความทรงจำที่ไม่อาจลบเลื่อน ซึ่งแน่นอนเรื่องเหล่านี้คือ เรื่องธรรมดาของมนุษย์

ไม่รู้ว่าจะโยงใยให้เกี่ยวข้องกันกับเรื่องราวของ ไผ่ ดาวดิน อย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดคือ นอกจากภาพลักษณ์ที่ถูกมองอย่างแตกต่างกันจากคนอย่างน้อยสองฝ่ายใหญ่ๆ ภาพหนึ่ง ไผ่คือนักต่อสู้เพื่อความยุติธรรม ส่วนในอีกภาพหนึ่งไผ่คืออาชญากรของยุคสมัย นอกเหนือไปจากสองภาพลักษณ์ และภาพของรอยยิ้มที่เรามักจะเห็นอยู่บ่อยครั้ง ภายใต้รอยยิ้มที่ว่า ภายใต้การให้คุณค่า และภายใต้การตีตรา เรื่องราวทั้งหมดที่เราได้พูดคุยกับ แฟนของไผ่ และกำลังจะเริ่มต้นเล่าในย่อหน้าถัดไปนี้ อาจจะเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สะท้อนออกมาให้เห็นว่า ไผ่ ดาวดิน ก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีความเป็นมนุษย์ไม่มีมาก และไม่น้อยไปกว่าใคร

ผมพบกับแฟนของไผ่ อยู่หลายครั้ง หากจำไม่ผิดครั้งแรกน่าจะเป็นช่วงที่ผมต้องเดินทางขึ้นไปขอนแก่น หลังการลงประชามติเสร็จสิ้นไปเดือนเศษ เพื่อเก็บข้อมูลเขียนสกู๊ป และไผ่ก็เป็นหนึ่งในแหล่งข่าวที่เราต้องการข้อมูลจากเขา วันนั้นเรานัดกันที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง ในย่านที่คนแถวนั้นเรียกกันว่า หลังมอ ทั้งที่ความจริงแล้วผมกลับรู้สึกว่ามันควรจะเรียกว่า ข้างๆ มอ มากว่า

ไผ่ พาผมไปส่งที่ร้านกาแฟ ก่อนจะขอตัวออกไปรับแฟน ไม่นานนักเขาก็กลับมาพร้อมเด็กสาวคนหนึ่ง แน่นอนเธอสวย น่ารัก ยิ้มหวาน นิสัยท่าทางก็คล้ายๆ กับเด็กวัยรุ่นเด็กมหาลัยทั่วไป และที่สำคัญเธอไม่ใช่แอคตี้วิค ผมเห็นสองคนคุยกันแม้จะอายุห่างกันประมาณ 5 ปี แต่พวกเขาใช้คำเรียกแทนชื่อกันว่า ‘เค้า’ กับ ‘ตัวเอง’

วันนั้นสองคนสั่งขนมหวาน ซึ่งผมมารู้ชื่อทีหลังว่ามันคือ ฮันนี่โทสต์ ส่วนเครื่องดื่มพวกเขาสั่งโกโก้ปั่น และชาเขียวปั่นคนละแก้ว ผมกับไผ่นั่งสัมภาษณ์พูดคุยกัน โดยมีเธอนั่งอยู่ด้านข้างร่วมฟังด้วยเงียบๆ การพบกันครั้งแรกผมกับเธอแทบจะไม่ได้มีบทสนทนาด้วยกันมากนัก และสุดท้ายเราได้กลับมาคุยกันแบบเป็นการเป็นงานอีกครั้งหลังศาลรับฟ้องคดีที่ไผ่แชร์บทความจาก BBC Thai และศาลใช้อำนาจสั่งขังเขาระหว่างพิจารณาคดี พร้อมกันกับที่อัยการโจทก์มีความเห็นคัดค้านการประกันตัว  แน่นอนว่าครั้งนี้ไผ่ ไม่ได้นั่งคุยกับเราด้วย

แฟนของไผ่ ไม่สามารถที่จะเปิดเผยชื่อจริง และนามสกุลได้ ด้วยเหตุที่ว่าพ่อแม่ของเธอเป็นข้าราชการ และขอร้องเธอไว้ว่าอย่ายุ่งกับเรื่องการเมือง เพราะพี่ชายเธอก็เป็นหนึ่งใน 7 นักศึกษากลุ่มดาวดินที่ถูกจับกุมดำเนินคดีและถูกฝากขังเป็นเวลา 12 วัน หลังจากที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านการรัฐประหารในเหตุการณ์ที่หลายคนมักเรียกมันสั้นๆ ว่า การจับกุม 14 นักศึกษาขบวนการประชาธิปไตยใหม่

ทุกครั้งที่ผมเดินทางไปขอนแก่นเพื่อที่จะติดตามทำข่าวคดีของไผ่ มักจะเห็นเธอค่อยช่วยพ่อ และแม่ของไผ่ ประสานงานจัดการเรื่องคนที่จะมาเยี่ยม แต่หลังจากช่วงที่มหาวิทยาลัยเปิดเทอมในวันที่มีเรียนเธอก็จะไม่ได้มาเยี่ยมไผ่ แต่หากวันไหนมีโอกาสที่สามารถมาได้ เธอจะมาหาเขาทุกวัน อย่างน้อยได้เห็นหน้าได้พูดคุยกันบ้างวันละ 5-10 นาทีก็ยังดี เธอบอก

เธอเล่าให้ฟังว่า รู้จักกับไผ่มาตั้งแต่ยังไม่เข้ามหาวิทยาลัย เพราะไผ่เป็นเพื่อนของพี่ชาย และก่อนหน้านั้นเธอได้เข้าไปที่บ้านดาวดินอยู่หลายครั้ง

“หนูก็ไม่รู้เหมือนกันว่า มันเริ่มชอบกันได้ยังไง แต่ช่วงแรกๆ จะไม่ค่อยอะไรมากมาย คือตอนนั้นหนูก็ยังเด็กด้วย แต่แค่รู้สึกว่าคุยกันแล้วสบายใจก็คุย แล้วตอนแรกๆ ก็ไม่ได้บอกใครว่าคบกัน ที่ไปชอบแกก็เพราะแกเป็นคนน่ารัก แกเป็นให้เราได้ทุกอย่าง เป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นที่ปรึกษา แกเป็นได้ทุกอย่าง คือคนอื่นมองแกก็จะเห็นว่าแกเป็นนักกิจกรรมจ๋า วันๆ ก็จะพูดแต่เรื่องการเมือง เรื่องปัญหาชาวบ้าน แต่จริงๆ แกก็เป็นวัยรุ่นปกติคนหนึ่ง และแกเป็นคนอบอุ่นชอบเก็บรายละเอียด แกรู้ว่าเรามีปัญหาอะไร รู้ว่าเราชอบอะไร ไม่ชอบอะไร หนูรู้พี่ก็รู้สึกแบบนี้เหมือนกัน”

เธอเล่าต่อว่า ไผ่ ที่หลายคนรู้จักคือ ภาพของนักกิจกรรม นักต่อสู้เพื่อความยุติธรรม เป็นคนชอบพูด ชอบเล่าปัญหาความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับชาวบ้าน กับเพื่อนๆ กันคนทั่วไปที่ได้รู้จักกับไผ่ แต่กับเธอ ไผ่ มักจะไม่ค่อยเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้ฟังเท่าไหร่นัก จะเล่าก็ต่อเมื่อเธอเป็นคนถาม เธอคิดว่าไผ่ น่าจะเข้าใจว่าเธอไม่ได้เป็นนักกิจกรรม และคงอยากให้เธอได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง โดยที่ไม่ต้องไปบังคับ หรือยัดเยียด

“คือหนูก็ไม่ได้เป็นนักกิจกรรมอะไรกับเขานะ หนูก็เป็นวัยรุ่นทั่วไป ที่หนูเข้าไปรู้จักกับพี่ๆ เขาก็เพราะมันสนุก เข้าไปคุยกัน ไปเจอพวกพี่ๆ เขา แต่หนูก็พอจะซึมซับนะ คือเราเห็นสิ่งที่พี่ๆ เขาทำกัน เขาคุยอะไรกัน จนเราเริ่มเข้าใจว่าที่พี่ๆ เขาทำกันมันคืออะไร และมันเกิดอะไรขึ้นกับชาวบ้านบ้าง จนบางที่กลับมานั่งคิดอยู่คนเดียวว่าทุกวันนี้เราจะเรียนกฎหมายไปทำไม ในเมื่อตอนเรียนเป็นอีกอย่าง แต่พอมาเจอของจริงมันเป็นคนละเรื่องกันเลย”

ในฐานะที่เธอเป็นคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ตัวไผ่ ผมถามเธอว่าวันที่ไผ่ รู้ว่าจะมีการไต่สวนคำร้องของเพิกถอนสิทธิประกันตัวเขา เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2559 วันนั้นเขาเป็นอย่างไรบ้าง คำตอบที่เราได้คือ ไผ่ไม่แสดงออกว่าเป็นกังวัลมากนัก กับเธอเขาเพียงแต่บอกว่าวันที่ 22 ธันวาคม เขาจะไปรายงานตัวตามที่ศาลนัด และบอกให้เธอไม่ต้องมาที่ศาล เพราะอย่างไรก็จะได้กลับไปเจอกันอยู่ดี และตามที่ได้สัญญากันไว้ว่า หลังจากขึ้นศาลเสร็จ เธอกับเขาก็จะไปเที่ยวช่วงปีใหม่ด้วยกัน

แต่ตอนนี้เลยมาถึงวาเลนไทน์ ทั้งสองคนก็ยังไม่มีโอกาสได้ไปเที่ยวด้วยกันสักครั้ง

“ก็เป็นอย่างที่หลายๆ คนรู้กัน คือแกจะไม่ค่อยเอาเรื่องของตัวเองมาพูดเท่าไหร่ ส่วนมากแกจะเก็บไว้คนเดียวเพราะแกเชื่อว่าจัดการกับความเครียด และความรู้สึกของตัวเองได้ แกก็จะไม่ค่อยพูดเรื่องอะไรพวกนี้ให้เราฟัง แต่เราก็สังเกตได้ว่าแกเครียดกว่าทุกครั้ง ก่อนหน้าที่จะไปขึ้นศาลบางคืนแกก็นอนละเมอ เหมือนใครจะมาทำร้าย บางทีแกก็เล่าแบบไม่จริงจังว่า เมื่อคืนฝันร้าย”

เธอได้ยินมาจากเพื่อนของไผ่อีกทีว่า ก่อนหน้าวันที่จะไปขึ้นศาลแล้วถูกสั่งเพิกถอนการประกันตัว ไผ่ขอให้เพื่อนคนหนึ่งพาไปที่ร้านกาแฟช่วงตอนเช้า เพราะเขาอยากไปเสพบรรยากาศที่ร้านกาแฟ... เธอบอกด้วยว่า เหมือนไผ่จะรู้ตัวอยู่แล้วว่ามีโอกาสที่จะติดคุกสูงมาก แต่ไผ่ไม่เคยเล่าเรื่องเหล่านี้ให้เธอฟัง ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะยังเชื่อ และยังมีความหวังในกระบวนการยุติธรรมอยู่ แต่สุดท้ายไผ่ก็ถูกเพิกถอนสิทธิประกันตัว

“มันก็เครียดนะพี่ เพราะปกติถ้าวันไหน ช่วงไหนที่พี่ไผ่ ไม่ได้ออกไปทำกิจกรรมอะไร เขาก็จะอยู่กับหนูตลอด หลายคนคงไม่คิดว่าแกเป็นคนติดแฟนมาก คือเรามีอะไรก็จะปรึกษาคุยกันตลอดเวลา อย่างเวลาไปกรุงเทพอย่างนี้พี่เขาก็จะโทรวีดิโอคอลมาคุยกับหนู ทั้งที่ก่อนหน้านั้นแกไม่ชอบทำอะไรแบบนี้เลย แต่มาตอนนี้ก็ไม่ได้อยู่ด้วยกันเหมือนเมื่อก่อน หนูก็เครียด พี่เขาก็เครียดเหมือนกัน เพราะแกบอกว่าอยากให้หนูไปหาทุกวัน อย่างน้อยได้เจอหน้ากันก็ยังดี”

เธอเล่าด้วยว่า หลายคนที่ไปเยี่ยมไผ่ มักจะเห็นว่าไผ่ จะยิ้มตลอดเวลา แต่เธอกลับรู้สึกว่ารอยยิ้มของคนรักแตกต่างออกไปจากที่เคยเห็น เธอบอกว่ายิ้มบังคับกันได้ แต่สายตาจะบอกความจริงเสมอ และเธอก็เชื่อว่า หลายคนที่รู้จักกับไผ่ ต่างก็รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างเปลี่ยนแปลงไป

ตัวอย่างเช่น ทนายวิบูลย์ บุญภัทรรักษา พ่อของไผ่ ดาวดิน เคยพูดว่าลูกชายตัวเองเป็นคนยิ้มง่าย เวลาเจอปัญหาอะไรไผ่จะยิ้มตลอด แม้แต่ครั้งนี้ซึ่งกำลังถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 ไผ่ ก็ยังยิ้ม แต่หลายคนที่ไม่รู้จักก็อาจจะคิดว่าไผ่ กำลังท้าทาย ซึ่งจริงๆ แล้วอาจจะไม่ใช่ ทนายวิบูลย์บอกต่อไปอีกว่า ต่อให้หนักแค่ไหน ไผ่ก็ยังจะยิ้มอยู่ เพราะเขาเป็นคนอย่างนั้น แต่อย่างไรก็ตามคนเป็นพ่อก็ยังรู้สึกได้ว่า แววตาของลูกเปลี่ยนแปลงไปจากที่เคยเป็น

กลับมาที่แฟนของไผ่ ผมถามเธอว่าเมื่อเจอกับเหตุการณ์อย่างนี้ เธอจัดการกับความรู้สึกของตัวเองอย่างไร เธอนิ่งเงียบและคิดอยู่นานก่อนจะตอบว่า เธอไม่รู้จะหาคำตอบได้จากที่ไหนว่า เมื่อไหร่คนรักจะได้รับการประกันตัว เมื่อถามทนายความก็ไม่สามารถให้คำตอบได้ สิ่งเดียวที่พอจะให้คำตอบได้อยู่บ้างสำหรับเธอคือ หมอดู

“เราก็เห็นอยู่ใช่ไหมว่า กระบวนการยุติธรรมมันเป็นอย่างไร แล้วถามทนาย หรือถามคนอื่นๆ ก็ไม่มีใครสามารถประเมินได้จริงไหม จนหนูต้องไปเพิ่งไสยศาสตร์ ก็คือหมอดู ที่เขาทำนายอนาคต ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่จริง แต่มันก็เป็นสิ่งที่ช่วยให้เรามีความหวังอยู่บ้าง หมอดูเขาก็บอกว่า มีโอกาสที่พี่ไผ่จะได้ออก แต่อาจจะนานหน่อย อย่างน้อยมันก็เป็นการให้กำลังใจเราได้นิดนึง ทั้งที่เราก็ไม่รู้ว่าเปอร์เซ็นต์ความถูกต้องจากการดูดวงมันมีเท่าไหร่”

และนอกจากการไปดูดวง สิ่งที่ช่วยให้เธอคล้ายกังวลได้มากที่สุดคือ การไปเยี่ยมไผ่ทุกวันถ้าไปได้ แต่ก่อนหน้านี้ตอนที่ไผ่ ติดคุกในคดีประชามติที่เรือนจำภูมิเขียว เธอไม่สามารถเดินทางไปเยี่ยมได้ทุกวัน สิ่งที่เธอทำคือการดูรูปเก่าๆ ในสมารท์โฟน ขณะที่เวลานี้สมารท์โฟนเครื่องที่ว่าได้พังไปเสียแล้ว และรูปเก่าๆที่มีเธอและไผ่อยู่ในนั้นก็หายไปหมด เธอพูดออกมาประโยคหนึ่งว่า เหมือนความทรงจำมันหายไป และเธอก็ไม่รู้ว่าจะได้มีโอกาสถ่ายรูปคู่กับไผ่อีกครั้งเหมือนไหร่ การไปเยี่ยมไผ่ทุกวันที่ไปได้จึงเป็นเรื่องเด็กสาววัยยี่สิบยินดีที่จะทำมัน

“แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งที่หนูไม่มีรถไป คือพี่รู้ใช่ไหมว่าหอที่หนูกับเรือนจำมันก็อยู่ไกลกัน ถ้าไม่มีรถไปก็ต้องนั่งรถสองแถวออกไปอีก 3 ต่อ แล้วหนูก็ไม่มีเงินที่จะขึ้นแท๊กซี่ไป บางทีหนูก็ไปไม่ทันแม่พี่ไผ่ แล้วช่วงนั้นก็เป็นช่วงที่มีเพื่อนๆ อาจารย์ คนจากกรุงเทพมาเยี่ยมพี่ไผ่เยอะ หนูก็ไม่อยากให้ผู้ใหญ่เขารอ แล้วอาทิตย์นั้นหนูก็ได้ไปแค่วันเดียว พี่ไผ่เขาก็ถามว่าหนูเปลี่ยนไปหรือเปล่า แล้วเขาก็พูดเหมือนกับว่าเขาเป็นคนคุกไปแล้ว แล้วก็บอกว่าหนูยังเป็นเด็กยังมีอนาคตที่ดีกว่านี้ได้”

ไม่แน่ใจนักว่า คำว่า “อนาคตที่ดีกว่านี้” สำหรับไผ่คืออะไร แต่ตลอดเวลากว่าชั่วโมงที่ผมนั่งคุยกับแฟนของไผ่ ผมรับรู้ได้อย่างหนึ่งว่า อนาคตที่ดีกว่านี้สำหรับเธอคือการที่ เขาได้ออกมาอยู่ข้างๆ เธออีกครั้ง แต่ก็อีกนั่นแหละ เมื่อคุณไม่สามารถได้ในสิ่งที่คุณต้องการ สิ่งที่ดีที่สุดที่คุณทำได้คือ อย่าลืม อย่าลืมความรักที่มีให้กัน และอย่าลืมว่าที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นบ้างในกระบวนการยุติธรรม