ผู้ว่าฯ สตง. ชี้ทริปฮาวายเหมาะสม ใช้ 'บินไทย'เหมือนกระเป๋าซ้าย-กระเป๋าขวา

ผู้ว่าฯ สตง. ระบุดูวัตถุประสงค์การบินไปฮาวายของคณะ พล.อ.ประวิตร แล้วเหมาะสม งบที่ใช้ไม่มีใครได้ประโยชน์ ใช้บินไทยเปรียบเหมือน "กระเป๋าซ้าย กระเป๋าขวา" โฆษกกลาโหมยันไปครั้งนี้ได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับทางสหรัฐ 

คณะพล.อ.ประวิตร ที่ฮาวาย ที่มาภาพ สำนักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์

5 ต.ค. 2559 จากที่มีการเผยแพร่ราคากลางจัดซื้อ-จัดจ้าง ประจำปี พ.ศ.2559 ในการจ้างการรับขนคนโดยสารทางอากาศโดยเครื่องบินพาณิชย์ ณ เมืองฮอนโนลูลู มลรัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 29 ก.ย.-2 ต.ค. 2559 โดยมีรายละเอียดค่าใช้จ่ายรวม 20,953,800 บาท โดยมีค่าอาหารและเครื่องดื่มระหว่างเที่ยวบิน 600,000 บาท ซึ่งเป็นการเดินทางไปร่วมประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอาเซียน - รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา อย่างไม่เป็นทางการ โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เข้าร่วมประชุม จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความคุ้มค่า (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม) นั้น 

พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส (แฟ้มภาพ ประชาไท)

วันนี้ (5 ต.ค.59) เดลินิวส์ รายงานด้วยว่า พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กล่าวถึงกรณีดังกล่าวด้วยว่า ตามหนังสือเชิญชวนของฝ่ายความมั่นคงของสหรัฐฯ ที่ให้ไทยไปประชุม 29 ก.ย.-1 ต.ค. ดังนั้นจึงมีการขออนุมัติเดินทางวันที่ 20 ก.ย.-2 ต.ค. เพราะไม่ได้มีการเผื่อเวลาอะไรไว้มากมาย ซึ่งในการประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่าง "ทางการกลาโหมสหรัฐ" และ "ประเทศอาเชียน" ดังนั้นดูจากวัตถุประสงค์และจำนวนคนที่ไป ก็มีความเหมาะสม เนื่องจากเป็นบุคคลากรทางความมั่นคงของไทย อีกทั้งมีบุคคลากรทางฝ่ายความมั่นคงของสหรัฐร่วมเดินทางไปด้วย 1 คน ดังนั้นทั้งคณะจึงมีเจ้าหน้าที่ทั้งหมด 38 คน

ส่วนที่มีข่าวว่ามีอดีตนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นเตรียมทหารรุ่น 6 เดินทางไปด้วย พิศิษฐ์ กล่าวว่า จากที่ตนดูรายชื่อมีตำแหน่งกันทั้งนั้น และใกล้ชิดรองนายกฯ ส่วนที่มีการวิจารณ์ว่า การเดินทางครั้งนี้ค่าใช้จ่ายแพงถึง 20.9 ล้านบาทนั้น ตอนนี้เรากำลังขอหลักฐานจากการบินไทยที่เรียกเก็บเงิน ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เบิกเงิน 20.9 ล้านบาทแล้วก็ไป แต่การบินไทยต้องมาวางบิลเก็บเงิน ยังไม่มีตัวเลขออกมา มีแต่ประมาณการเบื้องต้น อย่างไรก็ตามกรณีนี้เปรียบเหมือน "กระเป๋าซ้าย กระเป๋าขวา" คงไม่มีใครได้ประโยชน์

TNN Thailand 24 รายงานด้วยว่า พิศิษฐ์ เปิดเผยว่าภายในวันศุกร์นี้ (7 ต.ค.) จะสรุปได้ว่าการเช่าเหมาลำและค่าใช้จ่ายในการเดินทางครั้งนี้เหมาะสมหรือไม่ ซึ่งตอนนี้ สตง.ได้เก็บข้อมูลจาก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และบริษัทการบินไทย ประเด็นที่จะต้องพิจารณาคือ การเดินทางไปนั้น ถูกหรือแพงอย่างไร จำเป็นต้องใช้เหมาลำหรือไม่ ส่วนการตรวจสอบการบินไทยต้องดูว่า ราคานี้เป็นราคาปกติ เป็นราคาตลาดหรือไม่ ต้องไปดูค่าใช้จ่ายจริงๆ ว่ามีรายละเอียดอย่างไรบ้าง ซึ่งส่วนตัวมองว่า หากอุดหนุนการบินไทยก็ไม่เสียหาย เพราะกำไรของการบินไทยก็กลับมาสู่รัฐ เหมือนกระเป๋าซ้าย-กระเป๋าขวา

สำหรับกรณีนี้ ครอบครัวข่าว รายงานว่า ผู้ที่เดินทางไปยื่นหนังสือขอให้ตรวจสอบก็คือ ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย โดยต้องการให้ สตง.เข้ามาตรวจสอบถึงความเหมาะสม โดยเฉพาะการเช่าเครื่องบินแบบเหมาลำ ค่าอาหาร และรายชื่อผู้ที่ร่วมเดินทางไปกับคณะ แต่อย่างไรก็ตาม 

ขณะที่พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ชี้แจงถึงการที่ทางโลกสังคมออนไลน์ได้นำรายชื่อผู้ร่วมคณะของพล.อ.ประวิตรมาเผยแพร่ โดยขาไปมี 40 คน ส่วนขากลับเพิ่มเป็น 43 คน ว่า เรายังยืนยันว่าคณะที่ไปทั้งหมด 38 คนและกลับเพิ่มเป็น 41 คน ส่วนที่ไม่ได้ไปก็มี 2 คน จาก 40 คน

พล.ต.คงชีพ กล่าวอีกว่า สำหรับนักข่าวช่อง 5 ที่เดินทางไปคือ นางเหมือนฝัน คงศรี บก.ข่าวสายทหาร และนายจักรพงษ์ แพงคำแสง ช่างภาพ ช่อง 5 และในเที่ยวบินลำดังกล่าว มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของสหรัฐร่วมไปด้วย 1คน 

ต่อข้อถามว่า เครื่องบินเช่าเหมาลำขนคนได้ 400 กว่าคน ไปแค่ 40 กว่าคน ทำไมต้องเช่าเหมาลำขนาดนั้น พล.ต.คงชีพ กล่าวว่า เรื่องนี้เราไม่ได้ยื่นเงื่อนไขไป เราบอกแต่ว่า ถ้าเราเดินทางไปแล้วมีบินตรงได้ก็ดี ส่วนการจัดเครื่องบินขนาดใหญ่ รายละเอียดต้องของการบินไทย  เราแค่แจ้งความประสงค์ว่าจะมีคณะเดินทางไปวันนี้-กลับวันนี้ และรองนายกฯท่านไม่เคยไปล่วงหน้า 1-2 วันอยู่แล้ว และจบงานวันไหนก็กลับเลย เพราะท่านมีความรับผิดชอบมากอยู่แล้ว ยืนยันว่าการไปครั้งนี้ได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับทางสหรัฐ และทำให้สหรัฐมีมุมมองที่เปลี่ยนไปกับประเทศไทย