สำนักพระราชวังญี่ปุ่นปฏิเสธข่าวสมเด็จพระจักรพรรดิมีพระราชประสงค์สละราชบัลลังก์

เอ็นเอชเคอ้างแหล่งข่าวที่ระบุว่าสมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะมีพระราชประสงค์ที่จะสละราชสมบัติให้กับเจ้าชายนะรุฮิโตะ และพระองค์จะแสดงพระราชประสงค์นี้ต่อสาธารณชนอีกด้วย ขณะที่วันนี้รองผู้อำนวยสำนักพระราชวังญี่ปุ่นปฏิเสธข่าวดังกล่าว ด้านนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ชินโสะ อาเบะ ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นเนื่องจากเป็นประเด็นละเอียดอ่อน

สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ และสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ เมื่อครั้งต้อนรับประธานาธิบดีบารัก โอบามา แห่งสหรัฐอเมริกา เมื่อ 24 เมษายน ค.ศ. 2014 (ที่มา: แฟ้มภาพ/Wikipedia/State Department/William Ng/Public domain)

 

14 ก.ค. 2559 บริษัทการกระจายเสียงและแพร่ภาพแห่งญี่ปุ่น หรือเอ็นเอชเค ภาคภาษาอังกฤษ รายงานเมื่อคืนวันที่ 13 ก.ค. นี้โดยอ้างแหล่งข่าวภายในสำนักพระราชวังญี่ปุ่นว่า สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ ได้มีพระราชประสงค์ที่จะสละราชสมบัติให้กับ เจ้าชายนะรุฮิโตะ มกุฏราชกุมารแห่งญี่ปุ่น ภายในอีกไม่กี่ปีนี้ โดยปัจจุบันเจ้าชายนะรุฮิโตะมีพระชนมายุ 56 พรรษา

นอกจากเอ็นเอชเคแล้ว สำนักข่าวเกียวโด ก็รายงานข่าวนี้เช่นกัน โดยประเด็นดังกล่าวกลายเป็นพาดหัวหลักในหนังสือพิมพ์ญี่ปุ่นเช้าวันนี้ (14 ก.ค.)

อย่างไรก็ตามในเวลาต่อมา เดอะการ์เดียนรายงานว่า ชินิจิโระ ยะมะโมะโตะ รองผู้อำนวยการสำนักพระราชวังญี่ปุ่น หน่วยงานในกำกับรัฐบาลที่รับผิดชอบในกิจการของรัฐอันเกี่ยวข้องกับพระราชวงศ์ญี่ปุ่น และเป็นผู้เก็บรักษาตราพระราชลัญจกร ได้ปฏิเสธข่าวนี้ว่าไม่เป็นความจริง

เขากล่าวด้วยว่า สมเด็จพระจักรพรรดิทรงหลีกเลี่ยงมาโดยตลอดที่จะพูดถึงประเด็นเชิงระบบ เนื่องจากทรงคำนึงถึงสถานะตามรัฐธรรมนูญของพระองค์

ด้านนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นชินโสะ อาเบะ วันนี้ (14 ก.ค.) ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นต่อข่าวสละราชสมบัติของสมเด็จพระจักรพรรดิ โดยระบุว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน รวมทั้ง โยะชิฮิเดะ สุกะ โฆษกรัฐบาลญี่ปุ่นก็ปฏิเสธแสดงความเห็นเช่นเดียวกัน

 

รายงานของเอ็นเอชเคเกี่ยวกับพระราชประสงค์สละราชสมบัติของจักรพรรดิญี่ปุ่น

รายงานข่าวของเอ็นเอชเค เมื่อคืนวันที่ 13 ก.ค. เรื่องสมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะมีพระราชประสงค์สละราชสมบัติ และในเวลาต่อมาเจ้าหน้าที่ระดับสูงในสำนักพระราชวังญี่ปุ่นได้ออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าว

 

รายงานของก่อนหน้านี้ของเอ็นเอชเคเมื่อคืนวันที่ 13 ก.ค. ซึ่งอ้างแหล่งข่าว ระบุด้วยว่า สมเด็จพระจักรพรรดิซึ่งมีพระชนมายุ 82 พรรษา ได้แสดงพระราชประสงค์สละราชสมบัติต่อเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง และในปัจจุบันพระองค์ยังคงปฏิบัติพระราชกิจรวมถึงพระราชกิจที่กำหนดไว้ตามรัฐธรรมนูญญี่ปุ่น

แหล่งข่าวภายในสำนักพระราชวังญี่ปุ่นระบุว่า เจ้าหน้าที่กำลังวางแผนจัดเตรียมวโรกาสที่สมเด็จพระจักรพรรดิจะทรงแสดงพระราชประสงค์ต่อสาธารณะ

แหล่งข่าวอ้างด้วยว่า สมเด็จพระจักรพรรดิระบุว่าผู้ที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามที่กำหนดในฐานะสัญลักษณ์ของชาติตามที่ระบุในรัฐธรรมนูญ สมควรอยู่ในตำแหน่งดังกล่าว แหล่งข่าวของเอ็นเอชเค ยังระบุว่า สมเด็จพระจักรพรรดิไม่ทรงต้องการอยู่ในตำแหน่งแล้วต้องลดพระราชกิจลง โดยพระราชประสงค์ของสมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ ได้รับการยอมรับจาก สมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ เจ้าชายนะรุฮิโตะ มกุฏราชกุมารแห่งญี่ปุ่น และเจ้าชายอะคิชิโนะ เจ้าชายพระองค์เล็ก

แหล่งข่าวของเอ็นเอชเคระบุว่า สมเด็จพระจักรพรรดิต้องการสละราชสมบัติภายในไม่กี่ปีข้างหน้า และสำนักพระราชวังก็จะเตรียมการเพื่อให้สมเด็จพระจักรพรรดิประกาศพระราชประสงค์ของพระองค์ต่อสาธารณะ

แหล่งข่าวรายหนึ่งยังให้ข้อมูลกับเอ็นเอชเคว่า หากมีการประกาศของสมเด็จพระจักรพรรดินั้น เนื่องจากพระองค์อยู่ในฐานะสัญลักษณ์ของชาติจึงอ่านหลีกเลี่ยงการแสดงพระราชประสงค์โดยตรง แต่การประกาศนั้นจะสื่อสารความรู้สึกของพระองค์เป็นอย่างดี

 

ครั้งหลังสุดที่สมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่นสละราชสมบัติคือเมื่อ 200 ปีที่แล้ว

เอ็นเอชเครายงานด้วยว่า เมื่อ 3 ปีก่อน สมเด็จพระราชินีแห่งเนเธอร์แลนด์ ก็ประกาศสละราชสมบัติ และสมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ก็ประกาศสละสมณศักดิ์ เช่นกัน ข้อมูลของเอ็นเอชเค ระบุด้วยว่าในญี่ปุ่น เกือบครึ่งหนึ่งของสมเด็จพระจักรพรรดิ 124 พระองค์ ก่อนถึงยุคของสมเด็จพระจักรพรรดิองค์ก่อน คือ สมเด็จพระจักรพรรดิฮิโระฮิโตะนั้น สมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่นมีธรรมเนียมสละราชสมบัติ

แต่หลังยุคปฏิรูปเมจิ ซึ่งมี 3 รัชสมัยก่อนถึงยุคเฮเซของสมเด็จพระจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน ระบบการสละราชสมบัติก็ได้สิ้นสุดลง โดยไม่มีการสละราชสมบัติของสมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่นมานานกว่า 200 ปีแล้ว

ทั้งนี้ข้อมูลใน วิกิพีเดีย ระบุว่า สมเด็จพระจักรพรรดิโกคะกุ ซึ่งเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิลำดับที่ 119 ของญี่ปุ่น ครองราชย์ระหว่าง ค.ศ. 1780 ถึง 1817 หลังจากนั้นได้สละราชสมบัติให้กับ สมเด็จพระจักรพรรดินินโก

รายงานของเอ็นเอชเคยังระบุด้วยว่า ในขณะที่กฎมณเฑียรบาลของราชสำนักญี่ปุ่นก็ไม่มีการบัญญัติถึงการสละราชสมบัติ ทั้งนี้พระราชประสงค์ของสมเด็จพระจักรพรรดินั้นมีแนวโน้มที่จะนำไปสู่การอภิปรายในระดับชาติ รวมไปถึงความเป็นไปได้ที่จะมีการทบทวนกฎหมายดังกล่าว

 

ครองราชย์เป็นสมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่นแล้ว 27 ปี

ทั้งนี้ สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ ขึ้นครองราชย์ตั้งแต่ ค.ศ. 1989 โดยก่อนหน้านี้เมื่อครั้งเป็นมกุฏราชกุมารอะกิฮิโตะทรงอภิเษกสมรสกับ มิชิโกะ โชดะ บุตรสาวของประธานบริษัทนิชชิน เมื่อ ค.ศ. 1959 หลังพบกันครั้งแรกที่สนามเทนนิสในเมืองคะรุอิซะวะ เมื่อ ค.ศ. 1957 จากนั้น เมื่อมกุฎราชกุมารอะกิฮิโตะสืบราชสมบัติเป็นจักรพรรดิ มกุฎราชกุมารีมิชิโกะจึงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ

สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ ยังทรงเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องสัตว์น้ำผู้หนึ่ง โดยทรงศึกษาวิชามีนวิทยา จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยกะคุชุอิน กรุงโตเกียว สำหรับความรับรู้ของชาวไทย เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จมายังประเทศไทย และทรงทูลเกล้าถวายปลานิลจำนวน 50 ตัว แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2508 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครั้งนั้นได้โปรดเกล้าฯ ให้ทดลองเลี้ยงปลานิลในบ่อสวนจิตรลดา โดยปัจจุบันปลานิลกลายเป็นหนึ่งในปลาเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่งของประเทศไทย

 

บทบาทของสมเด็จพระจักรพรรดิ-เยียวยาบาดแผลสงครามโลกครั้งที่ 2

ในส่วนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ พระองค์ได้รับความชื่นชมจากการที่ในห้วงรัชสมัยของพระองค์ทรงวางระยะห่างของสถาบันสมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่นให้ออกห่างจากลัทธิชาตินิยมก้าวร้าวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

ทั้งนี้แม้มีข้อจำกัดในทางรัฐธรรมนูญ แต่สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะก็ทรงมีพระราชดำรัสแสดงความเสียใจอย่างยิ่งต่อประเทศในเอเชียที่ได้รับผลกระทบอันเนื่องมาจากการยึดครองของญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยทรงเริ่มต้นกล่าวแสดงความเสียใจต่อชาวจีน เมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. 1989 สามเดือนภายหลังจากการสวรรคตของพระราชบิดา คือ สมเด็จพระจักรพรรดิฮิโระฮิโตะ

ในโอกาสพบกับสื่อมวลชนในวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อ 23 ธันวาคม ค.ศ. 2001 สมเด็จพระจักรพรรดิได้ตอบคำถามสื่อมวลชนต่อเรื่องความตึงเครียดระหว่างญี่ปุ่น-เกาหลี โดยพระองค์กล่าวว่าพระองค์ยังคงรู้สึกถึงความเป็นญาติร่วมกับชาวเกาหลี และทรงอธิบายว่าตามโชกุ นิฮงงิ หรือ พงศาวดารญี่ปุ่น พระมารดา ของจักรพรรดิคัมมุ (ครองราชย์ ค.ศ. 781 ถึง 806) นั้นมีเชื้อสายสืบมาจากกษัตริย์มูรยอง แห่งอาณาจักรแพ็กเจ ของเกาหลี

ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2005 สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ และสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ ได้เสด็จเยือนเกาะไซปัน ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะนอร์ทเทิร์น มาเรียนา ไอส์แลนด์ ดินแดนของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสมรภูมิในสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยพระองค์ได้แสดงความเคารพและวางพวงมาลาให้กับอนุสรณ์สถานหลายแห่งบนเกาะ โดยไม่เพียงแสดงความเคารพต่อทหารญี่ปุ่นที่เสียชีวิต แต่ยังรวมถึงทหารสหรัฐอเมริกา แรงงานเกาหลี และชาวพื้นเมืองบนเกาะด้วย โดยการเยือนเกาะไซปันถือเป็นการเยือนเป็นครั้งแรกของราชวงศ์ญี่ปุ่น ในพื้นที่สมรภูมิสงครามโลกครั้งที่ 2 นอกประเทศญี่ปุ่น

โดยการเยือนเกาะไซปันนี้ได้รับการชื่นชมจากประชาชนญี่ปุ่น ในขณะที่ก่อนหน้านี้สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะยังเคยเยือนอนุสรณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 ที่โตเกียว ฮิโรชิมา นะงะซะกิ และโอะกินะวะ เมื่อ ค.ศ. 1995

ในรายงานของบีบีซี สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะยังคงหาทางเยียวยาบาดแผลจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เรื่อยมา โดยเมื่อ ค.ศ. 2015 ในโอกาสครบรอบ 70 ปีสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 พระองค์ทรงตรัสว่า "เมื่อมองย้อนกลับไปยังอดีต ก็รู้สึกเสียใจร่วมกันต่อสงคราม ข้าพเจ้าขอสวดอ้อนวอนต่อเหตุโศกนาฏกรรมสงครามว่าอย่าให้เกิดขึ้นซ้ำอีก และเคียงข้างไปกับประชาชน ข้าพเจ้าขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อผู้ที่เสียชีวิตจากทั้งในสมรภูมิและจากการทำลายล้างของสงคราม"

นอกจากนี้เมื่อเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน สำนักพระราชวังญี่ปุ่น ยังได้ทำการรีมาสเตอร์และเผยแพร่ไฟล์ดิจิทัลของพระสุรเสียงความยาว 4 นาทีเศษ ของสมเด็จพระจักรพรรดิฮิโระฮิโตะ พระราชบิดาในสมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ ซึ่งทรงมีพระราชดำรัสต่อชาวญี่ปุ่นให้ยอมรับปฏิญญาพอตสดัมของฝ่ายสัมพันธมิตร และให้ทหารญี่ปุ่นยอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไขเพื่อยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งพระราชดำรัสดังกล่าวเคยเผยแพร่เมื่อ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1945 อีกด้วย

ล่าสุดในการเยือนประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 29 มกราคม ค.ศ. 2016 สมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ และสมเด็จพระจักรพรรดินีมิชิโกะ ได้เยือนอนุสรณ์สถานสงครามโลกครั้งที่ 2 ในกรุงมะนิลา เพื่อวางช่อดอกไม้ไว้อาลัยด้วย

ทั้งนี้แม้ไม่มีการกล่าวพระราชดำรัสต่อสาธารณะในระหว่างพิธี แต่ก่อนหน้านี้ในงานเลี้ยงรับรองของประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ เบนิกโน อากีโน ที่ 3 หรือ นอยนอย อากีโน เมื่อ 27 มกราคม ค.ศ. 2016 ตอนหนึ่งสมเด็จพระจักรพรรดิมีพระราชดำรัสว่าญี่ปุ่นไม่อาจลืมความสูญเสียชีวิตครั้งใหญ่ในสงครามเมื่อ 70 ปีก่อน "ในระหว่างสงคราม การสู้รบดุเดือดระหว่างญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกาเกิดขึ้นบนผืนดินฟิลิปปินส์ เป็นผลให้ชาวฟิลิปปินส์จำนวนมากเสียชีวิต และชาวฟิลิปปินส์จำนวนมากได้รับบาดเจ็บ" สมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่นรับสั่ง และยังกล่าวว่า "เราชาวญี่ปุ่นต้องไม่ลืม"

 

หมายเหตุ: ปรับปรุงรายงานล่าสุดเมื่อวันที่ 14 ก.ค. 2559 เวลา 11.30 น. ภายหลังมีข่าวเพิ่มเติมว่า รองผู้อำนวยการสำนักพระราชวังญี่ปุ่น ปฏิเสธข่าวพระราชประสงค์สละราชสมบัติของสมเด็จพระจักรพรรดิญี่ปุ่น

 

แปลและเรียบเรียงจาก

Japan's Emperor Akihito not preparing to abdicate, palace insists, The Guardian, 14 July 2016 https://www.theguardian.com/world/2016/jul/14/japans-emperor-akihito-not-preparing-to-abdicate-palace-insists

Emperor mulls abdication while still alive, NHK, 13 July 2016 http://www3.nhk.or.jp/nhkworld/en/news/20160713_34/

Emperor Akihito honors Japanese war dead in Philippines, Philstar, Jan 29 2016 http://www.philstar.com/headlines/2016/01/29/1547615/emperor-akihito-honors-japanese-war-dead-philippines

Japan's Imperial Household releases original audio of Emperor Hirohito's WWII surrender speech, ABC, 2 Aug 2015 http://www.abc.net.au/news/2015-08-02/japan-releases-original-audio-of-wwii-emporers-surrender-speech/6666520

Akihito, Wikipedia https://en.wikipedia.org/wiki/Akihito