ผอ.ทัณฑสถานหญิงขอโทษ ‘กรกนก’ กรณีตรวจภายใน ย้ำเลิกแล้วมาตรการ 'ขาหยั่ง'

กรกนกเปิดใจอีกครั้งบนเวที กสม. สิทธิในเนื้อตัวร่างกายถูกพรากไป ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยผ้าถุงหนึ่งผืนต่อหน้าผู้คุมและผู้ต้องขังคนอื่น ทั้งต้องถูกตรวจช่องคลอด ผู้อำนวยการทัณฑสถานหญิงกลางกล่าวขอโทษ กำลังตั้งกรรมการสอบ ระบุเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ถูกกดดันทั้งจากนโยบายและสังคม

จากกรณีที่กรกนก คำตา นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถูกฟ้องในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 3/2558 เรื่อง ห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน จากกรณีจัดกิจกรรม ‘นั่งรถไฟไปอุทยานราชภักดิ์ ส่องแสงหากลโกง’ ซึ่งก่อนที่จะได้รับการประกันตัว กรกนกถูกคุมตัวไปที่ทัณฑสถานหญิงกลาง

ภายหลังกรกนกได้ออกมาเธอเปิดเผยว่า เธอได้รับการปฏิบัติอย่างไรระหว่างที่อยู่ในทัณฑสถานหญิงกลาง จนกลายเป็นกระแสข่าวตามมาถึงการปฏิบัติที่ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง เป็นเหตุให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จัดเวที ‘ก้าวสู่ปีที่ 6 ข้อกำหนดกรุงเทพฯ: ยังมีผู้หญิงถูกละเมิดสิทธิ เพียงก้าวแรกที่เดินเข้าแดนแรกรับ’ ขึ้นเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมา

โดยกรกนก เล่าเหตุการณ์เมื่อวันที่ 25 เมษายนอีกครั้ง ภายหลังที่อัยการส่งฟ้องและรอประกัน เธอถูกควบคุมตัวไปยังทัณฑสถานหญิงกลาง เมื่อไปถึงประมาณบ่าย 2 บริเวณหน้าเรือนจำเธอถูกตรวจด้วยเครื่องสแกน แต่หลังจากก้าวเข้าไปภายในเรือนจำ เธอก็พบกับผู้คุมคนหนึ่งที่ถูกเรียกว่า แม่ดำ ซึ่งบริเวณนั้นเป็นเหมือนอาคารที่ผู้ต้องขังจะมาติดต่อขอพบญาติ และเธอถูกแม่ดำบอกให้เปลี่ยนเสื้อผ้าตรงนั้นโดยให้ผ้าถุงมาหนึ่งผืน

“ตรงนั้นทุกคนมองเห็นหนูเปลี่ยนเสื้อผ้า คือมีผ้าถุงอยู่ผืน แต่หนูต้องเปลี่ยนในที่ที่ผู้คุมและนักโทษทุกคนมองเห็นหนูได้ รู้สึกสงสัยว่าทำไมต้องเปลี่ยนตรงนั้นเลย ผู้ต้องขังคนอื่นก็ยิ้ม หัวเราะคิกคัก เพราะก็มีการเห็นเนื้อตัวบ้าง แล้วก็มีการสั่งให้หมุนตัวในผ้าถุง ผู้คุมเป็นคนถือผ้าถุง เราก็หมุนตัวแบบเปลือย สั่งให้ชูแขนลุกนั่งในผ้าถุงตรงนั้นเลย ผู้ต้องขังทุกคนตรงนั้นสามารถมองเห็นหนูได้ ผู้คุมก็มองเข้ามาในผ้าถุง หนูไม่ทราบว่าขั้นตอนนั้นทำเพื่ออะไร เพราะผู้คุมไม่ได้แจ้ง

“หลังจากนั้นก็ให้เสื้อผู้ต้องขังมาตัวหนึ่งแล้วพาหนูไปเรือนพยาบาล ให้หนูตรวจปัสสาวะโดยคนที่มีลักษณะเหมือนผู้ต้องขัง พอหนูฉี่ใส่แก้วเล็กๆ คนคนนี้ก็เอาปัสสาวะหนูไปหยดใส่บางอย่างที่คล้ายกับที่ตรวจครรภ์ ไม่มีใครแจ้งหนูว่ามันคือขั้นตอนอะไร มีการแซวว่าท้อง มันไม่ชัดเจนในมาตรฐาน ใครเป็นผู้ตรวจ และทำอะไรหนูอยู่ตอนนั้น หนูแอบถามนักโทษแถวนั้นว่าทำอะไร เขาบอกว่าตรวจหาสารเสพติด

“หลังจากนั้นก็มีการตรวจภายใน มีการซักประวัติ ผู้ที่มีซักประวัติก็เหมือนเป็นผู้ต้องขังอีกท่านหนึ่ง หลังจากนั้นก็เรียกหนูเข้าไปในห้องเหมืองห้องตรวจภายใน ในนั้นมีโต๊ะที่เป็นขาหยั่ง มีเจ้าหน้าที่ท่านหนึ่งใส่เสื้อผ้าเหมือนพยาบาลบวกกับผู้คุม ผู้ช่วยของเขาก็เหมือนกับเป็นผู้ต้องขัง ในห้องนั้นเป็นห้องปิด มีผู้ตรวจ มีนักโทษผู้ช่วย แล้วก็หนู เจ้าหน้าที่บอกให้หนูขึ้นไปนั่งบนขาหยั่ง แล้วก็บอกให้หย่อนก้นลงมา เปิดผ้าถุงออก แล้วเขาก็ใส่ถุงมือ แล้วก็ตรวจ ไม่ใช่แค่มอง เป็นการตรวจค้น มีการตรวจช่องคลอด ล้วงช่องคลอด หนูยังไม่ได้เป็นคนผิด หนูแค่รอประกัน และหนูคิดว่าหมายประกันออกวันนั้นแน่ๆ ทำไมต้องทำกับหนูถึงขนาดนี้”

“หลังจากตรวจภายใน หนูก็ผ่านไปแดนต่อไป ก็มีการถอดเสื้อผ้าหมุนตัวในผ้าถุงอีกต่อหน้าผู้คุมอีก ข้างนอก ทุกคนมองเห็นได้ จนหนูได้อาบน้ำ สระผม ทานข้าว ได้ขึ้นไปบนเรือนนอนแล้ว จนเวลาประมาณสองทุ่ม เขาก็เรียกหนูลงมาบอกว่ามีการประกันตัว ตอนก่อนจะออกก็มีหมุนตัว ค้นตัวอีก”

กรกนกตั้งคำถามว่า ทำไมเธอจึงไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีการทำแบบนี้ในเรือนจำ ทั้งที่สังคมน่าจะรู้กระบวนการทั้งหมดว่าผู้ต้องขังจะต้องเข้าไปเผชิญกับอะไร

“แต่หนูเกิดมาในชีวิตนี้ ไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่าจะต้องทำแบบนี้ มีการพูดถึงการตรวจค้นร่างกาย แต่หนูไม่คิดว่าจะต้องทำต่อหน้าธารกำนัลแบบนี้ มันรู้สึกว่าสิทธิในเนื้อตัวร่างกายเราถูกพรากไป และที่สังคมไทยไม่เคยรู้มาก่อนเพราะไม่เคยมีใครพูดออกมา หนูเข้าใจว่าผู้ต้องขังกลัวโดนประนามว่าคุณเป็นคนผิด สมควรที่จะเป็นแบบนั้นแล้ว แต่กับหนูมันต่างกัน หนูรู้สึกว่าหนูไม่ผิดที่เรียกร้องให้มีการตรวจสอบการทุจริต เป็นหน้าที่ของประชาชนด้วยซ้ำที่จะเรียกร้องให้รัฐตรวจสอบตัวเอง พอมาเจอแบบนี้ หนูยิ่งรู้สึกว่าต้องออกมาพูดอะไรบางอย่างเพื่อให้สังคมรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในเรือนจำ ไม่อย่างนั้น ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป คนที่จะโดนคือผู้ต้องขังทั้งหมดที่ไม่ว่าจะผิดหรือไม่ผิด”

ทางด้านสิริพร ชูติกุลัง ผู้อำนวยการทัณฑสถานหญิงกลาง กล่าวว่า

“ก่อนอื่นเลยก็ต้องขอโทษน้องที่ถ้าเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีต่อเรือนจำนะคะ จริงๆ แล้ว ตัวดิฉันเองคงพูดอะไรได้ไม่ดีเท่าผู้ที่ปฏิบัติงาน”

จากนั้น ผอ.ได้มอบหมายให้สมสกุล แอลเฟรด ผู้อำนวยการส่วนปกครองห้องขัง ชี้แจงและยอมรับความบกพร่องของเจ้าหน้าที่ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยสมสกุลกล่าวว่า ผู้ต้องขังส่วนใหญ่จะมาถึงเรือนจำประมาณ 6 โมงเย็น และจะมอบหมายหน้าที่ให้เวรรักษาการณ์มีหน้าที่เฉพาะและมีสถานที่ที่กำหนดให้ตรวจค้นคือบริเวณสถานพยาบาลที่มีความมิดชิด ในส่วนพื้นที่ที่ไม่มิดชิด ทางเรือนจำก็จัดให้มีฉากกั้นไว้ให้เจ้าหน้าที่ใช้ แต่ว่าเจ้าหน้าที่อาจจะมีความบกพร่องในวันที่กรกนกไป ซึ่งอยู่ระหว่างสอบข้อเท็จจริงอยู่

“วันนั้นศาลทหารส่งเร็ว บ่ายสอง เช็คประวัติน้องแล้วส่งเข้าไปบ่ายสาม ตอนนั้นเจ้าหน้าที่ปกครองมีอยู่สามท่าน ซึ่งมีภารกิจประจำที่ต้องรับผิดชอบอยู่ เขาจะต้องมาทำหน้าที่ตรวจค้นน้อง แล้วเขาก็ไม่ดำเนินการให้มีฉากกั้นหรือพาน้องไปจุดที่ลับตากว่านี้ และให้ผู้ต้องขังพาน้องไปที่สถานพยาบาล เป็นการทำงานที่ไม่เกิดบ่อยสำหรับคนที่กลับจากศาลแล้วมาในเวลาเดย์ไทม์ เขาเลยทำงานผิดพลาด ตอนบ่ายสาม ตอนนั้นเจ้าหน้าที่ออกพักเวร มีเจ้าหน้าที่ต้องพาผู้ต้องขังออกไปรักษาที่โรงพยาบาล อีก 8 คนคุมงานก่อสร้าง เจ้าหน้าที่เรือนจำมีอยู่น้อยมาก แล้วก็เป็นช่วงเปลี่ยนถ่าย คือภารกิจงานประจำจะปิดงานเพื่อรอสี่โมงให้เวรเข้ามา เป็นช่วงที่เขาจะต้องเคลียร์งาน เพราะฉะนั้นคนที่เข้ามาอยู่ข้างในทั้งหมดจะต้องมีสังกัดว่าอยู่ภายใต้ใครจะต้องเป็นคนดูแล เพราะฉะนั้นจะปล่อยให้น้องนั่งอยู่เฉยๆ ไม่ได้ แต่เขาทำงานบกพร่องตรงนี้”

ในช่วงท้าย สิริพร กล่าวถึงความรู้สึกต่อเหตุการณ์นี้ว่า

“ชีวิตผู้คุม เราทำงานท่ามกลางความกดดัน เราอยู่ตรงกลาง บางครั้งเราไม่รู้จะทำยังไงจริงๆ นโยบายห้ามสิ่งของต้องห้ามเข้าในเรือนจำ ซึ่งไม่ได้มีแค่โทรศัพท์ มันไปถึงซิมการ์ดหรืออุปกรณ์อื่นๆ ซึ่งเดี๋ยวนี้เล็กมาก แล้วเราตรวจ เราก็โดน เราไม่ตรวจ เจอของขึ้นมา เราก็โดน ทุกฝ่ายกดดันเราลงมา”

หลังจากที่มีข่าวเรื่องนี้ ทางเจ้าหน้ากล่าวว่า ได้มีการนำขาหยั่งออกไปและจะไม่มีการตรวจภายในอีก โดยระหว่างนี้ทางทัณฑสถานหญิงกลางมีการกำชับในเรื่องการตรวจค้น โดยให้เป็นไปตามข้อกำหนดกรุงเทพ (Bangkok Rule) ซึ่งเป็นข้อกำหนดฉบับแรกของสหประชาชาติที่กำหนดแนวทางปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำ พร้อมกับตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อจะรายงานกรมราชทัณฑ์และให้ทางกรมพิจารณาต่อไป