คำสั่งหัวหน้า คสช. 14/2559 ตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาชายแดนใต้-โละสภาที่ปรึกษา ศอ.บต.

คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 14/2559 ตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวนไม่เกิน 60 คน ทำหน้าที่แทนสภาที่ปรึกษาของ ศอ.บต. ที่มาจากการเลือกกันเองของคนในพื้นที่ และให้เลขาธิการ ศอ.บต. รับฟังข้อเสนอแนะจากเลขาธิการ กอ.รมน. ด้านสุณัย ผาสุก ชี้คณะกรรมการที่ปรึกษาชุดใหม่มีมีฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายปกครอง จะมาแทนที่สภาที่ปรึกษา ศอ.บต. ที่มีองค์ประกอบของภาคประชาสังคม ขณะที่แกนนำมารา ปาตานี เห็นว่าคำสั่งฉบับนี้ไม่มีผลต่อการพูดคุยเจรจา

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อ 5 เมษายน 2559 (ที่มา: เว็บไซต์รัฐบาลไทย)

5 เม.ย. 2559 ใน เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 133 ตอนพิเศษ 79 ง ลงวันที่ 4 เมษายน 2559 มีการเผยแพร่คำสั่งหัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 14/2559 เรื่อง คณะกรรมการที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และการกำหนดอำนาจหน้าที่ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร

โดยในคำสั่งกำหนดให้มีให้มีคณะกรรมการที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้คณะหนึ่ง ประกอบด้วยกรรมการจํานวนไม่เกินหกสิบคนซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจากบุคคลซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญ หรือมีผลงานเป็นที่ยอมรับในด้านการแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้หรือด้านอื่นที่เป็นประโยชน์แก่การบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้

ทั้งนี้ตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 14/2559 ดังกล่าว มีผลให้ คณะกรรมการที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนใต้ ทำหน้าที่แทน สภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เดิมมีอำนาจตาม พ.ร.บ.การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2553

นอกจากนี้ยังระบุว่าเพื่อประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในกรณีที่ต้องมีการบูรณาการการทํางานร่วมกันระหว่างกองอํานวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และศูนย์อํานวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ให้เลขาธิการ ศอ.บต. ปรึกษาหารือและรับข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะของเลขาธิการ กอ.รมน. ไปดําเนินการหรือปฏิบัติงาน

ในกรณีที่มีปัญหาว่าการดําเนินการหรือการปฏิบัติงานใดต้องมีการบูรณาการการทํางานร่วมกันตามวรรคหนึ่งหรือไม่ หรือในกรณีที่การดําเนินการตามวรรคหนึ่งมีความจําเป็นต้องพิจารณาเพื่อให้ได้ข้อยุติให้เลขาธิการ กอ.รมน. เสนอเรื่องดังกล่าวต่อรองผู้อํานวยการ กอ.รมน. เพื่อพิจารณาวินิจฉัยสั่งการ

นอกจากนี้ยังกำหนดให้ กอ.รมน. มีอํานาจหน้าที่ในการอํานวยการประสานงาน หรือดําเนินการอื่นที่จําเป็นเพื่อป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานหรือองค์กรที่มีหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยด้วย

ทั้งนี้ สุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาฮิวแมนไรท์วอทซ์ กล่าวว่า ผลของคำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 14/2559 ทำให้ ศอ.บต. อยู่ภายใต้ กอ.รมน. และมีผลยุบสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีองค์ประกอบของภาคประชาสังคม แล้วแทนที่ด้วยคณะกรรมการที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีที่มาจากการแต่งตั้งของฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายปกครอง

ด้านอาบูฮาฟิซ อัลฮากีม (Abu Hafez Al-Hakim) แกนนำกลุ่มเจรจา มารา ปาตานี บอกกับประชาไทว่า คำสั่งหัวหน้า คสช. ดังกล่าวเป็นความเคลื่อนไหวของรัฐบาลทหารที่ต้องการรวบทุกอย่างเข้ามาอยู่ภายใต้การกำกับ ในขณะที่สภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เดิมก็ไม่มีบทบาทอะไรอยู่แล้ว และไม่เกี่ยวข้องกับกระบวนการพูดคุยเจรจา อาบูฮาฟิซ กล่าวด้วยว่า ในขณะที่กระบวนการเจรจาสันติภาพจะไม่ได้รับผลกระทบเนื่องจากคณะกรรมการ 3 ระดับของปาร์ตี A อยู่ในกระบวนการและมีบทบาทในการเจรจาอยู่แล้ว

สำหรับคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 14/2559 มีรายละเอียดดังนี้

000

คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 14/2559

เรื่อง คณะกรรมการที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้และการกําหนดอํานาจหน้าที่ของกองอํานวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร

โดยที่ได้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า องค์ประกอบและอํานาจหน้าที่ของสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ตามพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2553 ยังไม่สอดคล้องกับการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในปัจจุบัน อันเป็นสาเหตุสําคัญประการหนึ่งที่ทําให้กฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่อาจใช้บังคับได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ จึงจําเป็นต้องกําหนดให้มีคณะกรรมการที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้น เพื่อทําหน้าที่แทนสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ อีกทั้งในการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้จําเป็นต้องมีการประสานการทํางานร่วมกันกับกองอํานวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีอํานาจหน้าที่และรับผิดชอบเกี่ยวกับการติดตาม ตรวจสอบ ประเมิน และอํานวยการในการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร จึงสมควรเพิ่มเติมอํานาจหน้าที่ของกองอํานวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เพื่อบูรณาการการบริหาร การพัฒนา และการรักษาความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นไปอย่างมีเอกภาพอันจะเป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาและปฏิรูปการบริหารราชการในจังหวัดชายแดนภาคใต้และการบริหารราชการแผ่นดิน

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จึงมีคําสั่งดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ให้มีคณะกรรมการที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้คณะหนึ่ง ประกอบด้วยกรรมการจํานวนไม่เกินหกสิบคนซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจากบุคคลซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญ หรือมีผลงานเป็นที่ยอมรับในด้านการแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือด้านอื่นที่เป็นประโยชน์แก่การบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ดังต่อไปนี้

(1) ผู้ซึ่งได้รับการเสนอชื่อโดยการพิจารณาร่วมกันของกองอํานวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรและศูนย์อํานวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ จํานวนไม่เกินสี่สิบห้าคน

(2) ผู้ซึ่งได้รับการเสนอชื่อจากผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล และผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา จังหวัดละไม่เกนสองคน

(3) ผู้ทรงคุณวุฒิอื่นจํานวนไม่เกินห้าคน

ให้กรรมการตามวรรคหนึ่งเลือกกันเองเป็นประธานกรรมการที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้หนึ่งคน รองประธานกรรมการที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้สองคน และเลขานุการกรรมการที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้หนึ่งคน

ข้อ 2 กรรมการที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีวาระการดํารงตําแหน่งคราวละสองปี

ให้กรรมการซึ่งพ้นจากตําแหน่งตามวาระปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่ากรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่

ในกรณีที่กรรมการพ้นจากตําแหน่งด้วยเหตุตาย ลาออก หรือนายกรัฐมนตรีให้ออก ให้คณะกรรมการที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วยกรรมการเท่าที่มีอยู่ และให้นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งกรรมการแทนตําแหน่งที่ว่างตามที่เห็นสมควร โดยให้ผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งแทนอยู่ในตําแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งตนแทน

ข้อ 3 ให้งดใช้บังคับบทบัญญัติมาตรา 19 มาตรา 20 มาตรา 21 มาตรา 22 มาตรา 23 (1) (3) (5) (6) (7) และ (8) มาตรา 26 และมาตรา 27 แห่งพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2553 จนกว่าจะมีคําสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น และให้คณะกรรมการที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นผู้ใช้อํานาจหน้าที่แทนสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ตามมาตรา 23 (2) (4) และ (8) แห่งพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2553

ข้อ 4 ให้งดใช้บังคับบรรดาบทบัญญัติแห่งกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คําสั่ง หรือมติของคณะรัฐมนตรีใด ในส่วนที่อ้างถึงสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือประธานสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ จนกว่าจะมีคําสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น

ข้อ 5 เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในกรณีที่ต้องมีการบูรณาการการทํางานร่วมกันระหว่างกองอํานวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรและศูนย์อํานวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้เลขาธิการศูนย์อํานวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ปรึกษาหารือและรับข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะของเลขาธิการกองอํานวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรไปดําเนินการหรือปฏิบัติงาน

ในกรณีที่มีปัญหาว่าการดําเนินการหรือการปฏิบัติงานใดต้องมีการบูรณาการการทํางานร่วมกันตามวรรคหนึ่งหรือไม่ หรือในกรณีที่การดําเนินการตามวรรคหนึ่งมีความจําเป็นต้องพิจารณาเพื่อให้ได้ข้อยุติให้เลขาธิการกองอํานวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เสนอเรื่องดังกล่าวต่อรองผู้อํานวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรเพื่อพิจารณาวินิจฉัยสั่งการ

ข้อ 6 ในกรณีที่เกิดหรือคาดว่าจะเกิดสาธารณภัยตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ให้กองอํานวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรมีอํานาจหน้าที่ในการอํานวยการประสานงาน หรือดําเนินการอื่นที่จําเป็นเพื่อป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานหรือองค์กรที่มีหน้าท่ตามกฎหมายว ี ่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยด้วย

ข้อ 7 คําสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

สั่ง ณ วันที่ 4 เมษายน พุทธศักราช 2559

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ