โง่_จน_เจ็บ ใครเป็นคนทำ


 


หากมองย้อนกลับไปในวัยเด็กที่ผ่านมา  เรามักจะได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิตคนชนบทผ่านนิทานยามเย็นที่คนรุ่นปู่ย่าตายายได้เล่าสืบต่อกันมา  เป็นนิทานที่สะท้อนให้เห็นภาพความเหลื่อมล้ำต่ำสูงทางเศรษฐกิจ  ความแตกต่างของฐานะทางสังคมและโอกาสระหว่างคนเมืองหลวงและคนชนบท  จนกระทั่งเกิดความฉงนสงสัยขึ้นมาว่า  สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติของสังคมเกษตรกรรมล้าหลัง  หรือเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมอุปถัมภ์กันแน่  ซึ่งนิทานเรื่องเดิมนี้ได้ถูกผลิตซ้ำ  ดัดแปลง  เพิ่มเติม  และถ่ายทอดออกมาเป็นชุดความคิดจากชนชั้นศักดินา  กลุ่มผู้ปกครองของรัฐ  บรรดาเทคโนแครต  เอ็นจีโอ  สื่อมวลชน  รวมทั้งนักวิชาการที่อยู่บนหอคอยงาช้างในรั้วมหาวิทยาลัย  การมองสังคมชนบทแบบหยุดนิ่ง  ไม่เปลี่ยนแปลง  ทั้งยังมีการวิเคราะห์ความสัมพันธ์บนสมมติฐานคงที่และไม่ต่อเนื่องนั้น  ได้ก่อให้เกิดวาทกรรมระดับคลาสสิกที่สุดเท่าที่เคยมีมา  นั่นคือ  ทฤษฎี โง่_จน_เจ็บ

ต้นเหตุที่แท้จริงของปัญหาเริ่มต้นที่ใดกันแน่  เพราะเป็นปัญหารากเหง้าของสังคมไทยที่สะสมเพิ่มพูนและยังแก้ไม่ได้มาหลายสิบปี  นับตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 1  หรืออาจจะย้อนกลับไปถึงยุคก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475  ก็เป็นได้  อีกทั้งในระบบคิดและการรับรู้ของคนเมืองหลวงมักจะมองว่า  โง่_จน_เจ็บ เป็นสาเหตุหลักของความวุ่นวายทางการเมืองในปัจจุบันด้วย  ตั้งแต่ยุคศักดินาเป็นต้นมา  สังคมไทยมีรากฐานมาจากความไม่เสมอภาคและความไม่เท่าเทียมกันอยู่แล้ว  ถึงแม้ว่าสยามประเทศได้พัฒนาความเจริญรุ่งเรืองมาได้ระดับหนึ่ง  แต่อุดมการณ์เรื่องการแบ่งชนชั้นวรรณะ  ระหว่างนายกับบ่าว  เจ้ากับไพร่  ก็ยังคงฝังรากลึกอยู่ในจิตวิญญาณ  อยู่ในระบบการศึกษาภาคบังคับ  รวมทั้งอยู่ในวิถีปฏิบัติแบบพิธีการและการดำรงชีวิตในยุค 4G อีกด้วย

สภาพการณ์ปัจจุบัน  คนเมืองหลวงส่วนหนึ่งเชื่ออย่างปักใจว่า  คนชนบทยังคงอยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์ค้ำชูจากผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น  ถูกชักจูงให้หลงทางโดยอามิสสินจ้างจากนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย  และถูกชี้นำไปในทิศทางที่ชนชั้นนำและผู้ปกครองไม่ต้องการ  ทำให้เดินออกนอกเส้นทางของค่านิยม  วัฒนธรรม  และประเพณีอันดีงามตามแบบแผนที่ปัญญาชนรุ่นก่อนได้ขีดเส้นเอาไว้

วาทกรรมเรื่อง โง่_จน_เจ็บ นั้นหากจะย้อนถึงที่มาว่า  สาเหตุเกิดจากอะไร  มีการพัฒนาเป็นมาอย่างไร  เพื่อพิจารณาว่าเหตุใดและทำไม  ปัญหาเหล่านี้จึงคงอยู่คู่กับสังคมไทยเรื่อยมา  ดังนี้
 

1. โง่  นิยามหรือคำจำกัดความว่า โง่ คืออะไร

คนเมืองหลวงมักให้นิยามคนชนบทหรือชาวบ้านว่า โง่  เนื่องจากด้อยการศึกษา  เรียนมาน้อย  ไม่ฉลาด  ไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมคนเมือง  ไม่มีความรอบรู้ในแบบที่คนเมืองต้องการ  เช่น  เรียนจบเพียงแค่ระดับประถม , ไม่มีปริญญาติดข้างฝาบ้าน  เป็นต้น  หรือสิ่งที่คนชนบทรู้นั้นสร้างมูลค่าเพิ่มไม่ได้  จึงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ในยุคสังคมเทคโนโลยีสมัยใหม่  เช่น  ทำนาปลูกข้าวปีละครั้ง  แต่ขายข้าวได้ราคาไม่กี่พันบาทต่อ 1 เกวียน  หรือ  ต้องใช้ข้าวสักกี่เกวียนเพื่อแลกกับโทรศัพท์ไอโฟนเพียง 1 เครื่อง  เป็นต้น  สังคมทั่วไปมักจะตราหน้าคนชนบทว่า  โง่  เพราะไม่ยอมเรียนหนังสือให้สูง  ไม่ขยันไขว้คว้าหาความรู้  จนกระทั่งคิดว่า  คนชนบทเป็นคนเกียจคร้าน   ไม่สามารถพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นได้  รวมทั้งไม่เสาะแสวงหาความรู้ใหม่มาใส่ตัว  เมื่อไม่มีความรู้ที่เพียงพอจึงต้องพึ่งพิงและพึ่งพาผู้มีอำนาจหรือตกอยู่ใต้อาณัติของผู้มีอิทธิพลหรือนักการเมืองท้องถิ่น  จนต้องเข้าสู่ระบบอุปถัมภ์ในฐานะผู้รับใช้โดยปริยาย
 

2. จน  นิยามหรือคำจำกัดความว่า จน คืออะไร

คนเมืองหลวงให้นิยามความยากจนว่า  เพราะเรียนมาน้อยจึงต้องทำงานใช้แรงงานเพื่อแลกกับค่าจ้างขั้นต่ำในระดับพอเลี้ยงชีพเท่านั้น  หรืออาจจะกล่าวได้ว่า  คนจนเป็นเพียงแรงงานราคาถูกโดยกำเนิด  เกิดขึ้นมาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานในการผลิตความมั่งคั่งให้กับคนเมืองหลวงเท่านั้น  คนจนไม่มีทักษะความชำนาญที่จะทำงานเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มได้  จึงใช้แต่แรงงานในการประกอบอาชีพ  ไม่มีสติปัญญาในการหารายได้เพื่อยกระดับฐานะทางสังคม  ดังนั้นผลตอบแทนที่ได้รับก็ควรเป็นแค่เพียงเศษเงินที่ได้รับเป็นรายวันเท่านั้น  ซึ่งค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันยังถือว่าสูงไปเสียด้วยซ้ำ


3. เจ็บ  นิยามหรือคำจำกัดความว่า เจ็บ คืออะไร

คนเมืองหลวงให้นิยามความเจ็บว่า  เพราะความโง่และความจนจึงเป็นสาเหตุทำให้เกิดปัญหาความเจ็บ  เชื่อว่าคนจนเจ็บป่วยเพราะไม่ดูแลรักษาสุขภาพร่างกาย  ไม่เรียนรู้เรื่องสุขอนามัย  กินแต่ของมึนเมา  เช่น  สุรา , ยาดอง , บุหรี่  เป็นต้น  หรือ  กินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย  เช่น  กินอาหารไม่ครบ 5 หมู่ , กินอาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ  เป็นต้น  เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยแล้วก็ไม่ยอมไปพบแพทย์เพื่อรักษาโรคตั้งแต่ต้น  กลับปล่อยปละละเลยจนกระทั่งโรคภัยไข้เจ็บดังกล่าวลุกลามใหญ่โตจนไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้  หรือต้องจำยอมเสียชีวิตลงเพื่อไม่ให้ลูกหลานต้องมาเป็นภาระเรื่องค่าใช้จ่าย


กลุ่มปัญญาชนอนุรักษ์นิยมในอดีตได้วางพื้นฐานแนวคิดที่ทรงอานุภาพ  มีการโฆษณาชวนเชื่อและผลิตซ้ำวาทกรรม โง่_จน_เจ็บ  มาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน  จนแพร่กระจายอย่างกว้างขวางไปสู่ปัญญาชนในยุคต่อมา  เช่น  นักศึกษาในยุค 14 ตุลา  ซึ่งในยุคสมัยนั้นได้มีแนวคิดในการแบ่งงานกันทำเพื่อขจัดปัญหา โง่_จน_เจ็บ ให้หมดไป  โดยมอบหมายให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แก้ไขปัญหาความโง่เขลา  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์แก้ไขปัญหาความยากจน  และมหาวิทยาลัยมหิดลแก้ไขปัญหาความเจ็บป่วย 
กลุ่มคนเหล่านี้มีวิสัยทัศน์อันคับแคบว่า สาเหตุหลักของปัญหาเกิดจากตัวชาวบ้านเองทั้งสิ้น ไม่ได้เกิดจากใครที่ไหน  คนเมืองหลวงผู้เป็นปัญญาชนในฐานะผู้สูงศักดิ์โดยชาติกำเนิดและเพียบพร้อมไปด้วยสติปัญญา ศีลธรรมอันสูงส่ง พร้อมทั้งมีความเจริญสมัยใหม่ จึงมีอาญาสิทธิ์ในการปกปักรักษาบ้านเมือง มีความชอบธรรมและมีหน้าที่สำคัญในการแก้ปัญหาดังกล่าวผ่านการปกครองแบบอำนาจนิยม  ผ่านการชี้นำและสั่งการให้ทำตาม  ทั้งนี้เพื่อเป็นการผดุงและรักษาไว้ซึ่งความเจริญรุ่งเรืองของคนในชาติ  รวมไปถึงการปราบปรามและกำจัดคนส่วนน้อยเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของคนส่วนใหญ่ด้วย 

ชนชั้นนำต้องการจัดระเบียบสังคม สร้างอัตลักษณ์และค่านิยมทางวัฒนธรรมความเป็นไทยขึ้นมาใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์ในการดัดแปลงความคิดและจิตใจเพื่อรักษาความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ไม่เท่าเทียมกันเอาไว้ รวมทั้งเป็นการสร้างความปรองดองและปลูกฝังสามัคคีของคนในชาติภายใต้การปกครองแบบพระผู้มีแต่ให้  หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ  ระบบพ่อขุนอุปถัมภ์เผด็จการในนามของคนดี ซึ่งเป็นการปกครองแบบโปรยทาน  เน้นการอุปถัมภ์พึ่งพาด้วยเมตตาธรรมจากชนชั้นนำผู้เจริญ  หรือจากผู้ปกครองที่มีความลึกซึ้งในคุณธรรมขั้นสูง


สิ่งที่ย้อนแย้งและตรงข้ามกับ โง่_จน_เจ็บ  อย่างสิ้นเชิง  ก็คือ  ฉลาด_ร่ำรวย_แข็งแรง  เหตุใดและทำไมจึงทำให้คนส่วนน้อยเกิดความได้เปรียบคนส่วนใหญ่  และอะไรเป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้น

ก. ฉลาด  เพราะพ่อแม่มีกำลังทรัพย์ในการส่งเสียเล่าเรียน  มีโอกาสเข้าถึงบริการทางการศึกษาที่ดี  มีคุณภาพอย่างทั่วถึง  สังคมเมืองมีความหลากหลายทางวิชาการที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนได้ตามความถนัด  ความฉลาดและความรอบรู้นั้นสามารถใช้หาช่องว่างทางกฎหมายเพื่อหาประโยชน์ใส่ตนหรือใช้เพื่อเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น

ข. ร่ำรวย  เพราะใช้ความรู้ที่เรียนมาสร้างมูลค่าเพิ่มในงานที่ทำ  เก็งกำไรและแสวงหากำไรสูงสุดเท่าที่จะทำได้  เพียงเพื่อดำรงสถานภาพทางสังคมในยุคบริโภคนิยมต่อไป  นอกจากสร้างความร่ำรวยให้ตนเองแล้ว  ก็ยังสร้างอุปสรรคกีดกัน  กดทับ  และสกัดกั้นไม่ให้คนชั้นล่างได้เลื่อนสถานะมาทัดเทียมกับพวกตนอีกด้วย

ค. แข็งแรง  เพราะได้รับการรักษาพยาบาลอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ  มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางให้การดูแลสุขภาพ  เพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับการแสวงหารายได้และรักษาอำนาจต่อไป

ปัจจัยที่ทำให้เกิด  ฉลาด_ร่ำรวย_แข็งแรง  จะเกิดขึ้นเฉพาะสังคมเมืองหลวงเท่านั้น  ไม่สามารถเผื่อแผ่ไปยังสังคมชนบทได้  นิยามที่คนทั่วไปรู้จัก  ก็คือ  รวยกระจุก  จนกระจาย  สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างหรือเป็นปัญหาที่มนุษย์กลุ่มหนึ่ง  ชนชั้นกลุ่มหนึ่ง  จงใจทำให้เกิดขึ้นกันแน่  โดยเป็นการจงใจให้เกิดการจัดชั้นและแบ่งแยกเพื่อง่ายต่อการปกครอง  ใช่หรือไม่  จึงเป็นคำถามที่ยังค้างคาใจมาจนทุกวันนี้

จริงหรือไม่ที่ว่า รากเหง้าของปัญหาที่แท้จริงที่ไม่มีใครกล้ากล่าวถึงมาก่อนก็คือ  การรวบอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง  เพื่อคงอำนาจการตัดสินใจให้อยู่กับกลุ่มคนกลุ่มเดียว  รวมทั้งไม่ต้องการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นปกครองตนเอง  นี่อาจเป็นการควบคุมชนบทให้อยู่ในระเบียบอย่างแยบคายก็เป็นไป เพราะคนชนบทส่วนใหญ่ยังอยู่นอกสังคมประชาธิปไตย  ยังคงโง่เขลาเบาปัญญา ตัดสินใจด้วยตัวเองไม่ได้ ใช้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล  ตื้นเขินทางความคิด  ถูกชักจูงได้ง่ายเพียงแค่เศษเงิน  ขาดความเจริญทางวัตถุ  ไม่ตั้งอยู่ในศีลธรรมอันดี จึงต้องใช้ระยะเวลาในการขัดเกลาจิตใจอย่างน้อย 2 เจนเนอเรชั่นหรืออย่างน้อย 50 ปี เพื่อพัฒนายกระดับสติปัญญาให้สูงขึ้นและมีความพร้อมในการเป็นประชาธิปไตย  ดังนั้นจึงยังไม่ไว้วางใจและไม่อาจมอบสิทธิ์ทางการเมืองให้ปกครองและจัดการตนเองได้

จริงหรือไม่ที่ว่า ชนชั้นนำไม่ต้องการให้เกิดกระจายความเจริญออกไปสู่ชนบท และต้องการสร้างมหานครกรุงเทพให้เป็นเมืองหลวงที่โตเพียงลำพังเท่านั้น  รวมทั้งไม่มีความจริงใจในการยกระดับชนบทให้อยู่ดีกินดีและมีความเจริญทัดเทียมกัน  โดยจำกัด  บั่นทอน  และตีกรอบให้ต้องพึ่งพาเมืองหลวงตลอดไป

จริงหรือไม่ที่ว่า  เป็นกุศโลบายทางการเมืองที่แยบยลในการควบคุมและสร้างเมืองชายขอบ โดยจัดชั้นให้เป็นเพียงหัวเมืองประเทศราช  เพื่อทำการดูดซับทรัพยากรธรรมชาติ  เงินทุน  แรงงาน  มาสร้างความเจริญให้กับเมืองหลวงเท่านั้น  เสมือนหนึ่งเป็นการนำส่งเครื่องบรรณาการสมัยใหม่เข้าสู่ส่วนกลางในรูปภาษี  เพื่อสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกและสาธารณูปโภคให้กับคนเมืองหลวงได้บริโภคกันอย่างสุขสำราญ เช่น รถไฟลอยฟ้า , รถไฟฟ้าใต้ดิน , ทางด่วน เป็นต้น

จริงหรือไม่ที่ว่า  ชนชั้นนำได้อ้างความศักดิ์สิทธิ์เพื่อสร้างความชอบธรรมในการปกครอง  โดยการประยุกต์หลักการทางศาสนาเรื่องกฎแห่งกรรมขึ้นมาใหม่  มีการแต่งเติมและบิดเบือนคำอธิบายเพื่อใช้ในการควบคุมคนและครอบงำสังคมให้เป็นไปตามอุดมการณ์และค่านิยมที่ตนเองกำหนดขึ้น  รวมถึงจัดระเบียบสังคมให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน  ชี้นำและกล่อมเกลาให้ชาวบ้านยอมรับในโชคชะตา  ยอมรับว่าเป็นกรรมเก่าในอดีตชาติ  การเกิดในชาตินี้จึงเป็นเพียงการชดใช้กรรมเก่าและรอรับความเมตตาจากผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่เท่านั้น  มีการสร้างวัฒนธรรมและปลูกฝังค่านิยมให้ใช้ชีวิตตามอัตภาพ  พออยู่พอกิน  อยู่อย่างพอเพียง  ไม่ต้องขวนขวายพัฒนาตนเอง  อย่ามักใหญ่ใฝ่สูงเกินฐานะและชาติกำเนิด  อย่าทำอะไรจนเกินตัว  จงทำหน้าที่ตามฐานะและการแบ่งงานของสังคม  ที่สำคัญที่สุดคือ  จงปล่อยวางอำนาจการตัดสินใจให้อยู่กับกลุ่มผู้ปกครองซึ่งเป็นผู้มีวาสนาสูงส่งให้เป็นผู้ดูแลทุกข์สุขของชาวบ้าน  ทั้งนี้เมื่อปฏิบัติตามคำสั่งโดยพร้อมเพรียงกันแล้ว  สังคมจะเกิดความสามัคคีปรองดอง  มีความสงบสุขเป็นระเบียบเรียบร้อย  ส่วนการคิดที่แตกต่าง  การสงสัย  การตั้งคำถาม  การเรียกร้องสิทธิความเสมอภาค  และการท้าทายอำนาจรัฐ  เป็นสิ่งที่ไม่พึงกระทำเพราะจะทำลายความสงบร่มเย็นของคนในชาติได้

สิ่งเหล่านี้เป็นทัศนคติทางการเมืองของคนเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยอคติ  จนเกิดเป็นม่านบังตา  บดบังจิตใจ  ไม่ให้พบกับสัจจะแห่งธรรมและแสงสว่างทางปัญญา


ทั้งนี้มีนักวิชาการรุ่นใหม่ได้ทำการสำรวจ  วิจัย  และทบทวนความเข้าใจในภูมิทัศน์การเมืองไทยสมัยใหม่  จนได้ข้อสรุปที่แน่ชัดว่า  นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540  เป็นต้นมา  สังคมชนบทได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องและมีพลวัต  อีกทั้งได้เดินมาไกลจากจุดเดิมมากแล้ว  นั่นคือ 

1. คนชนบทมีการศึกษาสูงขึ้น  ตื่นตัวทางการเมืองมากขึ้น  มีสำนึกและเข้าใจระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น  ต้องการเรียกร้องความเสมอภาคและความเท่าเทียมกันในสังคม  โดยยืนยันในหลักการที่ว่า 1 คน 1 เสียง  และไม่ต้องการประชาธิปไตยแบบสั่งการที่กินไม่ได้อีกต่อไป

2. เกิดการกระจายอำนาจการปกครองออกไปสู่ท้องถิ่น  ส่งผลให้เกิดการปลดปล่อยผู้คนออกจากพื้นที่เล็กๆ มาสู่สังคมประชาธิปไตยที่ใหญ่ขึ้น  คนชนบทสามารถกำหนดชะตาชีวิตเองได้  จึงมีการทำลายกำแพงจนหลุดพ้นจากกรอบศีลธรรมแบบเพ้อฝันของผู้ปกครองจากส่วนกลาง

3. เศรษฐกิจดีขึ้น  เงินทุนกระจายไหลเวียนไปลงทุนในชนบทมากขึ้น  ทำให้ความยากจนลดลง  เกิดชนชั้นกลางรุ่นใหม่ที่มีอิสระทางความคิดมากขึ้น  ถึงแม้ว่าการซื้อเสียงจะยังคงมีอยู่  แต่ก็ไม่สามารถกำหนดผลการเลือกตั้งได้อีกต่อไป  ก็เพราะว่า  คนชนบทมีสำนึกรู้และเข้าใจอุดมการณ์ทางการเมืองมากขึ้น  โดยจะเลือกพรรคการเมืองที่นำเสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและสังคม  ซึ่งแตกต่างไปจากทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตยที่ได้สร้างภาพลวงตาให้กับชนชั้นนำและคนทั่วไป  รวมทั้งถูกใช้เป็นข้ออ้างกับสังคมมาโดยตลอด

ซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว  นักวิชาการกลุ่มนี้ได้เริ่มต้นเล่านิทานเรื่องใหม่ให้คนรุ่นต่อไปได้รับรู้รับฟัง เกิดตาสว่างเพื่อตื่นขึ้นจากสังคมชวนฝันว่า ทฤษฎี โง่_จน_เจ็บ  ไม่อาจใช้อธิบายสภาพสังคมการเมืองไทยในปัจจุบันได้อีกต่อไป  คนชนบทได้หลุดพ้นจากการครองงำทางสังคมของชนชั้นปกครองแล้ว และลุกขึ้นมาเพื่อเรียกร้องสิทธิ์ทางการเมืองในการเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่บริบทใหม่อย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน ทั้งนี้เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างถาวรในการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ  สังคม  และการเมืองของสยามประเทศต่อไป