ราชวงศ์อินเดียหายไปไหน......



แม้อังกฤษจะเข้ามามีอิทธิพลเหนืออินเดียนับตั้งแต่ปี 1757 แต่ยังมีดินแดนกว่า 565 แห่งที่ยังคงสถานะเป็นรัฐที่มีเจ้าปกครอง บ้างเรียกว่ามหาราชา รานา รานี บางที่เรียกนาวับ นิซาม หรือฉัตรบดี ตามแต่ละธรรมเนียมของราชสำนัก

เจ้าเหล่านี้ยังคงมีอำนาจบริหารจัดการภายในดินแดนของตน สามารถตัดสินคดีความได้อย่างเต็มที่ และยังเรียกเก็บภาษีในกิจการที่เกิดขึ้นภายในรัฐอย่างสมบูรณ์ เพียงแต่ยกอำนาจการตัดสินใจในกิจการต่างประเทศและการติดต่อกับเจ้าอื่นๆ ให้แก่รัฐบาลอังกฤษผ่านผู้แทนพระองค์ของสมเด็จพระราชา/ราชินีแห่งอังกฤษ

ในการวัดแสนยานุภาพของรัฐน้อยใหญ่เหล่านี้ สามารถดูได้จากปริมาณการถือครองปืนใหญ่ในฐานะเครื่องประดับยศ รัฐจิ๋วๆ หลายรัฐอาจไม่ได้ครอบครอง แต่หากรัฐใดมีความมั่งคั่งและมีสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลอังกฤษ ก็จะสามารถมีปืนใหญ่ได้มากถึง 21 กระบอก เช่นรัฐไฮเดอราบาด บาโรดา ไมซอร์ จัมมูร์แคชเมียร์เป็นต้น


ภาพถ่ายทางการของพระราชวงศ์แห่ง Junagadh หนี่งใน 565 รัฐที่มีเจ้าปกครองของอินเดีย
https://en.wikipedia.org/wiki/Princely_state#/media/File:Nawab_junagadh1885.jpg

ภายหลังที่ดินแดนอินเดียทั้งหมดได้รับเอกราชในปี 1947 รัฐที่มีเจ้าปกครองเหล่านี้ บางส่วนได้แปรสภาพเป็นดินแดนภายใต้สหพันธรัฐ พร้อมเปลี่ยนจากสถานะกษัตริย์ ถูกเรียกขานใหม่ในตำแหน่งเทียบเท่ากับผู้ว่าการ พร้อมยังคงได้รับอภิสิทธิ์ในฐานะเจ้าชาย/เจ้าหญิงโดยสมบูรณ์ แต่กระนั้นก็ตาม ยังมีบางรัฐที่ดื้อดึงอยากแยกตนเองเป็นเอกราช รัฐบาลกลางของอินเดียจึงต้องใช้กองกำลังเข้าประชิด จนกระทั่งต้องยอมจำนนเข้าเป็นส่วนหนี่งของสาธารณรัฐอินเดีย

เมื่ออินเดียจัดระบบการปกครองใหม่ ในปี 1956 ดินแดนที่อดีตเคยเป็นอาณาจักรถูกผนวกรวมกันป็นรัฐบาลท้องถิ่นตามพื้นฐานทางภาษาและชาติพันธุ์ ส่งผลให้เจ้าผู้ปกครองทั้งหลายต้องสูญเสียดินแดนและอำนาจทางการเมือง อนี่งรัฐบาลอินเดียเยียวยาด้วยการชดเชยโดยให้เงินเดือนแก่พระราชวงศ์ แต่นโยบายดังกล่าวยุติลงในปี 1971 อย่างไรก็ตามแม้อำนาจทางการเมืองของกษัตริย์อินเดียและสิทธิได้รับเงินเดือนจากรัฐบาลได้ถูกยกเลิกไป แต่สถานะทางสังคม เจ้าชายและเจ้าหญิงทั้งหลายยังคงได้รับการยอมรับและปฏิบัติในฐานะพระราชวงศ์เหนือดินแดนเดิมและประชาชนที่ตนเคยปกครอง รวมถึงยังคงกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินทั้งหลายที่มีมาแต่ดั้งเดิม

เมื่อครั้นถามถึงสถานะปัจจุบันของเหล่าบรรดาเชื้อสายของเจ้าผู้ปกครองทั้งหลาย บางราชวงศ์มีทรัพย์สมบัติและอสังหาริมทรัพย์จำนวนมาก ได้เปลี่ยนพระราชวัง ป้อม ปราสาท ของตนให้เป็นโรมแรมระดับ 5++++ ดาว เพื่อสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวเงินหนาที่ต้องการสัมผัสชีวิตอลังการในรั้วในวัง เช่น The Royal Dynasty of Mewar ที่นำพระราชวังกลางน้ำแห่งเมืองอุทัยปุระเพื่อเป็นโรงแรมในปี 1963 (ดูรูปโรงแรมกลางน้ำประกอบ) บ้างก็ถือครองที่ดินนำไปสู่การพัฒนาทั้งทางเกษตรกรรมและอุตสาหรรม


โรงแรม Taj Lake Palace ในเมืองอุทัยปุระ แห่งรัฐราชาสถาน ของพระราชวงศ์เมวาร์
http://www.tajhotels.com/luxury/grand-palaces-and-iconic-hotels/taj-lake-palace-udaipur

ด้วยพื้นฐานชีวิตที่ดีเหล่านี้ทำให้พวกเขายังคงมีบทบาทในสังคม ทั้งการเป็นนักการเมือง นักธุรกิจ หรือผู้มีอิทธิพลในแวดวงสังคมระดับสูง ดังตัวอย่าง เช่น Yaduveer Krishnadatta มหาราชาแห่งรัฐไมซอร์องค์ปัจจุบันวัย 22 ปี ที่พี่งสำเร็จการศึกษาจากสหรัฐอเมริกา พร้อมกลับมาดูแลธุรกิจของครอบครัว หรือ เจ้าชาย Jaivardhan Singh แห่งอาณาจักร Raghogarh ซี่งได้รับการยกย่องให้เป็นหนี่งใน 5 เจ้าชายโสดที่ฮอตที่สุด ซี่งอยู่ในแวดวงการเมืองท้องถิ่นและกำลังจะไปศึกษาต่อยังมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย


เจ้าชาย Jaivardhan Singh แห่งอาณาจักร Raghogarh หนี่งใน 5 เจ้าชายโสดที่ฮอตที่สุด
http://www.idiva.com/photogallery-entertainment/top-5-indian-royal-bachelors/4623/4

แต่ยังมีอีกหลายคนที่ชีวิตผกผัน อาทิ เจ้าหญิง Amrit Kaur วัย 80 ปี ธิดาของมหาราชาแห่ง Faridkot (รูปคุณยายที่ถือรูปถ่ายของมหาราชา) ภายหลังการสิ้นพระชนม์ของมหาราชาผู้เป็นพ่อในปี 1989 ผู้ใกล้ชิดได้ทำเอกสารปลอมเพื่อฉ้อโกงเอาทรัพย์สินเป็นของตนเอง เจ้าหญิงต้องต่อสู้กว่ากว่า 30 ปี จนกระทั่งปีที่ผ่านมาศาลได้ตัดสินให้เธอได้รับเงินและสมบัติมูลค่า 2.6 พันล้านเหรียญสหรัฐคืนกลับมา


เจ้าหญิง Amrit Kaur วัย 80 ปี ธิดาของมหาราชาแห่ง Faridkot ผู้ต้องต่อสู้ให้ได้มาซี่งสมบัติของราชวงศ์
dailymail.co.uk/news/articleAmrit-Kaur-The-princess-just-Indias-newest-BILLIONAIRE-age-80

นอกจากนี้ยังมีกรณีของสุลตานา Begum ภรรยาของเจ้าชาย Mirza Bedar Bukht ซี่งสืบเชื้อสายมาจาก Bahadur Shah Zafar สุลต่านองค์สุดท้ายของราชวงค์โมกุล ที่ปัจจุบันได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลเพียงเดือนละ 3000 บาท และอาศัยอยู่กับลูกหลาน 6 คนที่สลัมในเมืองโกกัลตา



สุลตานา Begum ทายาทของกษัตริย์พระองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์โมกุล
dailymail.co.uk/
The-Mughal-emperor-ancestor-Sultana-Begum-forced-live-slum-washes-street-struggles-feed-children

อีกกรณีน่าจะเป็น Mavendra Singh Gohil องค์รัชทายาทแห่งกษัตริย์ Rajpipla ที่ถูกบังคับให้แต่งงานกับเจ้าหญิง แต่ด้วยรสนิยมทางเพศแบบชอบเพศเดียวกัน นำมาสู่การหย่าร้าง ต่อมาเจ้าชายได้เปิดเผยตัวตนต่อสาธารณะและหันมาทำงานสาธารณะด้านการป้องกันโรคเอดส์/HIV แม้จะถูกต่อต้านจากคนในราชวงศ์และขัดต่อความคาดหวังของประชาชนก็ตาม

ด้านนิซามองค์สุดท้ายแห่งไฮเดอราบาด ซี่งในอดีตเป็นบุคคลที่รวยที่สุดในโลก มีเพชร พลอย ทองคำและอัญมณีเพียงอย่างเด็วเป็นจำนวนเงินถึง 2.5 พันล้านบาท แต่ด้วยการที่มีชายาเป็นจำนวนมากกว่า 86 คนในฮาเรม มีบุตรมากกว่า 100 คน ส่งผลให้มีหลานกว่า 400 คน และมีข้าราชสำนักที่ต้องดูแลรวมกว่า 14,718 คน ในจำนวนนี้คนที่อาภัพที่สุดน่าจะเป็น Mukarram Jah ทายาทในจำนวนหลายร้อยของนิซาม ซี่งปัจจุบันอาศัยอยู่อย่างโดดเดี่ยวและอดอยากในห้องพักคับแคบแห่งกรุงอิสตันบูล

ตัวอย่างสุดท้าย งานอภิเสกสมรสของเจ้าชาย Jaideep Jadeja และเจ้าหญิง Shivatmika Kumar เมื่อปี 2015 ซี่งถือเป็นหนี่งในงาน Reunion ที่บรรดาอดีตเจ้าทั้งหลายได้มาเฉลิมฉลองและพบปะกัน Rupa Jha นักข่าวแห่ง BBC ได้เล่าถึงบทสนทนาในงานของสตรีสูงวัยท่านหนี่งว่า it would be great to have the kings back in power มันคงจะดีมากหากเหล่ากษัตริย์ทั้งหลายจะคืนสู่อำนาจอีกครั้ง แต่ก็มีเสียงตะโกนลั่นออกมาอีกฝั่งว่า "No, We love our democracy." ไม่..พวกเรารักประชาธิปไตย ซี่งเท่ากับว่ามีผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยต่อการรื้อฟื้นสถาบันกษัตริย์ในอินเดีย


ภาพพิธีงานแต่งงานของพระราชวงศ์อินเดียในปัจจุบัน

http://www.bbc.co.uk/news/magazine-31709924

…. แม้ชีวิตของเหล่าเชื้อพระวงศ์ในเจ้าผู้ปกครองอินเดียในปัจจุบันจะแตกต่างกันไป บ้างรวยล้นฟ้า บ้างยากจนข้นแค้น แต่สิ่งหนี่งที่พวกเขายังคงมีเหมือนกันคือความเป็นหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ ที่กาลเวลาก็มิอาจพรากความภูมิใจไปจากพวกเข้าได้ เว้นเสียแต่เจ้าชายหญิงทั้งหลายเลือกที่จะลืม......