แนะรัฐบาลอาเซียน คัดแยกสถานะชาวโรฮิงญา เพื่อแก้ปัญหาได้ตรงจุด

ราชดำเนินเสวนาถกปัญหาผู้ลี้ภัยโรฮิงญา ศรีประภา เพชรมีศรี แนะรัฐบาลอาเซียนคัดแยกและจัดกลุ่มชาวโรฮิงญาเพื่อที่ทางรัฐบาลที่เกี่ยวข้องจะสามารถมองเห็นปัญหาได้ชัดเจนขึ้นและหาทางแก้ไขได้ตรงจุดมากขึ้น

28 พ.ค. 2558 ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยวันนี้ มีการจัดเสวนาราชดำเนิน เรื่อง ชะตากรรมโรฮิงญาว่าด้วยมนุษยธรรมและหลักการของอาเซียนและสังคมโลก เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับชาวโรฮิงญา สถานะที่ถูกต้อง และข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาของชาวโรฮิงญา ก่อนการประชุมการโยกย้ายถิ่นฐานที่ไม่ปกติในมหาสมุทรอินเดียที่รัฐบาลไทยได้เชิญตัวแทนประเทศในอาเซียนเข้าร่วมในวันพรุ่งนี้

ผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย ดร. ศรีประภา เพชรมีศรี อดีตผู้แทนคนแรกของประเทศไทยในคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ปัจจุบันสอนที่สถาบันสิทธิมนุษยชน และสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล, ศิววงศ์  สุขทวี ผู้ประสานงาน เครือข่ายองค์กรที่ทำงานด้านประชากรข้ามชาติ, อับดุล กาลัม ชมรมชาวโรฮิงญาแห่งประเทศไทย และวินมิตร โยสาละวิน ผู้สื่อข่าว บีบีซี ภาษาพม่า

ศรีประภา เสนอรัฐบาลอาเซียนที่จะเข้าร่วมการประชุมในวันพรุ่งนี้ว่าพวกเขาควรจะพิจารณาคัดแยกและกำหนดสถานะของชาวโรฮิงญาที่อพยพออกมาจากประเทศพม่า ทั้งนี้ เนื่องจากไม่ใช่ทุกคนเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์เพียงอย่างเดียว หากแต่โดยแท้ที่จริงแล้วมีสถานะต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น ผู้อพยพหนีภัย เหยื่อการค้ามนุษย์ ผู้ลักลอบเข้าเมือง และอื่นๆ

ศรีประภากล่าวว่า ที่ผ่านมาก็พยายามเรียกร้องให้รัฐบาลอาเซียนมี status determination เช่นการให้มีสถานะผู้ลี้ภัยได้ เพื่ออย่างน้อยที่สุดจะสามารถไปตั้งหลักปักฐานในประเทศที่สามได้ ฉะนั้นต้องให้มีการระบุสถานะให้ชัดว่าเป็นอะไร เพราะแต่ละสถานะจะได้มีแนวทางแก้ ถ้าไม่ทำปัญหาชาวโรฮิงญาก็จะพูดไปรวมๆ หมดเลย อยากให้ทุกประเทศทำ แต่ถ้าไม่ทำก็ควรให้ UNHCR เข้าช่วยระบุสถานะ

ศรีประภากล่าวว่าประเทศไทยเคยทำเรื่องนี้ในสมัยอินโดจีน ช่วงนั้นหลายประเทศรวมทั้งไทยยอมรับผู้ลี้ภัยโดยให้ UNHCR เข้ามาจัดการ แล้วยังมี comprehensive action plans ออกมาด้วยเพราะเป็นวิกฤต

“มองว่าตอนนี้ถึง crisis แล้ว ถ้าการประชุมในวันพรุ่งนี้สามารถมีความชัดเจนในเรื่องนี้และแผนออกมาได้ ก็จะถือเป็น outcome ที่ชัดเจนที่สุดของการจัดประชุมครั้งนี้” ศรีประภากล่าว

นอกจากนี้ ศรีประภายังได้เสนอให้กลไกอาเซียนอย่างคณะกรรมาธิการฯทำงาน เพราะเรื่องนี้ในประเด็นสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่มนุษยธรรมอย่างเดียว เธอกล่าวว่ารัฐบาลไทย พรุ่งนี้จะจัดประชุม ก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ช้าไป เพราะเพื่อนบ้านในขณะที่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ให้ความช่วยเหลือไปแล้ว ไทยควรรีบเสนอด้วยเลย

ในส่วนของนโยบายไทยกับเพื่อนบ้านบางนโยบายในขณะนี้ เช่นการตั้งทุ่นกลางทะเล ศรีประภากล่าวว่า เป็นเรื่องน่ากลัวถ้า 3 ประเทศร่วมมือกัน โดยให้อยู่กลางน้ำ แล้วผลักออกไป อย่าให้ขึ้นฝั่ง เป็นเรื่องน่ากลัวมาก เหมือนมีมนุษยธรรม แต่ไม่เป็นตามหลักสิทธิมนุษยชน ซึ่งเธอไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจน

ศรีประภากล่าวว่าชาวโรฮิงญาเคยได้รับการยอมรับ โดยอย่างน้อย Burmese Encycopedia ปี 1964 มีคำนี้อยู่ ในปี 1982 มีการแก้ไขกฎหมายสัญชาติ ทำให้โรฮิงญาจำนวนมากสัญชาติหายไป ทำให้การจะเดินทางถูกกฎหมาย คือมีเอกสารประจำตัว เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ดังนั้น เดินทางออกนอกประเทศก็เป็นผิดกฎหมายอยู่ดี การไร้สัญชาตินี่เองที่มีผลต่อการเลือกปฏิบัติในหลายๆ ด้านด้วยกัน นอกเหนือจากการไม่มีเสรีภาพในการเคลื่อนย้ายแล้ว การศึกษา การเข้าถึงหลักสุขภาพอนามัย สิทธิหลายๆ ส่วนก็หายไป

อย่างไรก็ตาม ยังเป็นคำถามใหญ่ที่ว่าสัญชาติหรือเชื้อชาติ อะไรมีความสำคัญกว่ากันในการแก้ไขปัญหาชาวโรฮิงญา ซึ่งเธอมองว่าการยอมรับเรื่องเชื้อชาติจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาในระยะยาวกว่า ปัญหาเรื่องชาวโรฮิงญาเคยถูกผลักดันให้เข้าไปแก้ไขในกรอบของคณะกรรมาธิการฯ ในปี 2009  แต่ก็ถูกปัดออกไป  อย่างไรก็ตามอาเซียนเคยมีการรับรองเอกสารที่เรียกว่าปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยการต่อต้านการค้ามนุษย์ ซึ่งการค้ามนุษย์ก็อยู่ในพิมพ์เขียวของอาเซียน

ศรีประภากล่าว กล่าวต่อว่า อีกกลไกคือ Bali process ที่จะจัดการกับปัญหาการค้ามนุษย์และอาชญากรรมระหว่างประเทศ โดยในปี 2009 UNHCR พยายามผลักดัน เรื่องมนุษย์เรือ (boat people) เข้าไปในวาระของ Bali process คำว่าโรฮิงญาเข้าไปเป็นส่วนหนึ่ง ประเทศอาเซียนจึงไม่สามารถปฏิเสธได้เลย มันจึงเป็นปัญหาระดับภูมิภาคที่ต้องการทางออกในระดับภูมิภาคเท่านั้น  

ศิววงศ์ สุขทวี ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรที่ทำงานด้านประชากรข้ามชาติ กล่าวว่าอาจจะคาดหวังการตอบสนองในกรอบของอาเซียนได้ช้า มิติที่จะมองชาวโรฮิงญาควรเป็นการมองในมิติเพื่อแก้ไขปัญหา ไม่ปฏิเสธว่ามีการมองเป็นผู้ก่อการร้าย แต่นั่นไม่ช่วยให้เกิดการเข้าใจปัญหา และสามารถแก้ปัญหาได้

ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย เขามองว่าควรยุติการบอกว่า เป็นกลางทาง ที่จริงไทยเป็นต้นทางของการค้ามนุษย์ 2 – 3 ปีที่ผ่านมา เรือหลายลำออกไปรับเขาเพื่อการค้ามนุษย์ การค้ามนุษย์เป็นเงื่อนไขหนึ่งที่ทำให้คนอพยพออกมาจากชายแดนมากขึ้น หากไม่มีการหยุดยั้งขบวนการอาจะแตะแสนคน นอกจากนี้ ข้อจำกัดทางนโยบายของไทย ทำให้เขาต้องใช้เส้นทางนอกกฎหมาย ผู้ที่จะเดินทางไปหาญาติที่ประเทศที่สาม แต่ไม่มีเอกสารเลยต้องใช้เส้นทางนี้

ศิววงศ์มองว่าหากไม่มีนโยบายที่ชัดเจนว่าจะมีการจัดการช่วยเหลือทางกฎหมายให้ดีกว่าที่ผ่านมา ก็อาจจะคาดหวังไม่ได้ว่าการแก้ปัญหาจะดีขึ้น

อับดุล กาลัม จากชมรมชาวโรฮิงญาแห่งประเทศไทย กล่าวว่าจะโทษประเทศใดประเทศหนึ่ง หรือประเทศไทยอย่างเดียวไม่ได้ โดยเขามองว่ารัฐบาลไทยทำให้ดีที่สุดแล้ว เริ่มต้นได้ดี แต่ยังเชื่อใจไม่ได้ เพราะยังไม่รู้บทสรุป

เขากล่าวว่าปัญหาจริงๆ อยู่ที่รัฐบาลเมียนมา โรฮิงญาเคยมีกองกำลัง และวางอาวุธแล้ว แต่ก็ไม่ได้รับอะไรเลย การศึกษา ที่ดิน โรงพยาบาล แม้แต่วัวออกลูกมาตัวหนึ่งต้องแจ้งกองทัพ

กาลัมกล่าวต่อไปว่าประชาคมอาเซียนบอกว่าประชาคมของทุกคน แต่ปัญหานี้โยนให้ไทยอย่างเดียว อาเซียนไม่ได้แก้ไขเลย ในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า มาเลเซีย อินโดนีเซียช่วยให้พักพิง แต่จะเกิดในไทยด้วยหรือไม่ ที่ผ่านมาโรฮิงญาจำกัดอยู่ในห้องกัก น่าจะเปิดศูนย์พักพิงเร็วที่สุด ก็จะช่วยโรฮิงญาได้  ส่วนคนที่กำลังมากับเรือ
ต้องแยกแยะออกมาให้ได้ ว่ากลุ่มไหนเป็นโรฮิงญาจริงๆ ถ้ายังใช้วิธีจับ แล้วส่งกลับจะแก้ปัญหาไม่ได้ จะส่งกลับต้องให้รัฐบาลต่อรัฐบาลรับ ผลักดันกลับทางเรือก็จะกลับมาใหม่

วินมิตร โยสาละวิน ผู้สื่อข่าวบีบีซี ภาษาพม่า กล่าวว่าตามหลักการสิทธิมนุษยชนแล้วรัฐบาลเมียนมาต้องรับกลับ โดยความเห็นส่วนตัว มองเฉพาะหน้า ก็น่าสงสาร น่าช่วยเหลือ แต่ละประเทศก็มีปัญหาเฉพาะหน้าอยู่แล้ว ปัญหามันหมักหมมมานานแล้ว

วินมิตรกล่าวว่า เข้าใจว่ารัฐบาลไทยพยายามแก้ไขมาโดยตลอด แต่นี่ไม่ใช่เฉพาะไทยต้องแก้ ปัญหาเริ่มมาจากอังกฤษที่ล่าอาณานิคม แล้วทิ้งปัญหาไว้ การหนีออกมา ไม่ได้มีโรฮิงญาอย่างเดียว ชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ก็มี เป็นเรื่องชนชาติ ชาติพันธุ์ เศรษฐกิจ แล้วก็ยังมีการต่อสู้กับรัฐบาลอยู่

วินมิตรกล่าวว่า หลังเมียนมาได้รับเอกราชสามปี มีการทำสำมะโนประชากร มีข้อมูลอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมา ไม่ได้พิสูจน์สัญชาติ อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงภายใน จนเมื่อมีปัญหาพุทธ กับมุสลิมในเมียนมา ก็มีการกลับมาพิสูจน์สัญชาติ แต่ต้องเป็นชาวบังกลาเทศ ถ้าเป็นโรฮิงญาไม่พิสูจน์ เดือนหน้าเป็นต้นไป จะมีการพิสูจน์สัญชาติให้ในส่วนที่บอกว่าเป็นบังกลาเทศ แต่ถ้าไม่อยากพิสูจน์ก็ได้ บัตรรับรองแต่ไม่ระบุสัญชาติ

เขาแนะว่าชาวโรฮิงญาให้ยอมรับสัญชาติก่อน ค่อยพูดเรื่องเชื้อชาติทีหลัง เพราะเมียนมากำลังเปิด มีสัญชาติเมียนมาแล้ว จะไปไหนมาไหนก็ได้