คุยกับ 'สำนักข่าวเจริญพวง'-'พระมหาไพรวัลย์' ต่อปรากฏการณ์เพจแฉพฤติกรรมสงฆ์

ยังคงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างต่อเนื่องกรณีพระสงฆ์ประพฤติผิดพระธรรมวินัย ซึ่งในปี 2557 ที่ผ่านมามีกระแสข่าวที่ทำให้วงการผ้าเหลืองต้องมัวหมองมาเป็นระลอกหนัก ตั้งแต่พระสงฆ์ที่มีพฤตกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ แต่งตัวเป็นผู้หญิงออกเที่ยวตอนกลางคืน(ดู ผู้จัดการออนไลน์, สุดทน! พระตุ๊ดออนไลน์...แปลงโฉมแปลงกายออกเริงราตรี ) ตามมาด้วยกระแสในสื่อสังคมออนไลน์ทวิตเตอร์มีการแชร์ภาพขณะชายหนุ่มกำลังร่วมเพศทางประตูหลังกับชายหนุ่มศีรษะโล้น แต่งกายคล้ายพระภิกษุหรือสามเณร พร้อมแคปชั่นภาพหยาบคาย กรณีฉาวพระสงฆ์ปิดกุฎิฉันถั่วดำกันนัว (ดู เดลินิวส์, ฉาวพระสงฆ์ปิดกุฎิฉันถั่วดำกันนัว)

ส่วนที่ทำให้กลุ่มคนรักสัตว์ต้องออกมาโวยวายใหญ่โตเรียกร้องหาความเป็นธรรมก็คือสองกรณีฉาวโฉ่ กรณีพระชรานำอาหารมาล่อสุนัขเพื่อทำการร่วมเพศ แต่เสียงร้องของสุนัขดังทำให้ชาวบ้านแห่ออกมาดูพบพระรูปนี้นอนสลบที่พื้นสภาพเปลือยช่วงล่าง จากการตรวจร่างกายพบว่าเส้นเลือดฝอยในสมองแตกสาเหตุคาดว่าจะมาจากการสมสู่กับสุนัข และกรณีพระใจโหดฝาดหมากะโหลกแตก!!(ดู ทีนิวส์, "โย ยศวดี" ปรี๊ดแตก!! แฉภาพพระตีหมากะโหลกเปิดปางตาย -แถมอ้างตีพลาด ??)

และที่ทำให้กลับมาเป็นกระแสสังคมอีกครั้งเมื่อเฟซบุ๊กแฟนเพจ 'สำนักข่าวเจริญพวง' ได้นำรูปภาพพฤติกรรมของพระสงฆ์ในเฟซบุ๊กที่มีลักษณะผิดพระธรรมวินัยอย่างชัดเจน 

ตัวอย่างภาพและข้อความบรรยายพฤติกรรมพระสงฆ์ที่เพจดังกล่าวนำมาเผยแพร่

เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2558 แอดมินเพจสำนักข่าวเจริญพวงได้ทำการอัพข้อความเหตุผลถึงการทำเพจขึ้นมาว่า ถ้าคนที่เคยติดตามเพจมาตั้งแต่แรกหรือเป็นเวลานาน จะเข้าใจจุดประสงค์ของเพจนี้ได้โดยไม่ต้องอธิบาย ทางเพจไม่เคยว่าพระพุทธเจ้าไม่เคยให้ร้ายศาสนาพุทธ มีแต่ประจารพระนอกรีดหรือผิดวินัย ทางเพจไม่เชื่อเรื่องปาฏิหาริย์พระสงฆ์ที่มีการแสดงปาฏิหาริย์อวดอุตริล้วนแล้วแต่เป็นพระนอกรีดทั้งนั้น เช่น ธรรมกวย เพราะพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เราพึ่งอะไรพวกนี้ แต่สอนให้ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ใครจะว่าอะไรทางเพจไม่สนใจ เพราะนี่คือจุดยืน ซึ่งอยากจะพูดไว้ ณ ที่นี้

ผู้สื่อข่าวได้สัมภาษณ์แอดมิเพจสำนักข่าวเจริญพวงถึงเรื่องของการกล้าลุกขึ้นมาวิจารณ์ศาสนาและแฉพฤติกรรมของสงฆ์ว่า โดยส่วนตัวไม่เคยครหาในคำสอนของพระพุทธเจ้า พระธรรมคำสอนระบุไว้ชัดเจน และให้ความเคารพในจุดนั้น มีเพียงพระสงฆ์บางรูปแต่ค่อนข้างเยอะมากในสมัยนี้ทำตัวเหมือนไม่ใช่พระสงฆ์ ไม่เข้าใจหน้าที่หรืออาจจะเข้าใจ แต่ก็ยังทำสิ่งที่ไม่ควรทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจ พระที่ลงเพจทุกรูปในนี้คือผู้ที่ยังละกิเลสไม่ได้ เสรีภาพในกาวิจารณ์ศาสนา ทางแอดมินมองว่าคือเป็นดาบ 2 คม มุมแรกคนที่เข้าใจก็จะมองว่า ดีแล้วที่ออกมาทำแบบนี้เพราะจะได้เป็นสื่อกลางทำให้ประชาชนรู้ว่าสมัยนี้พระแบบนี้จำนวนมาก ถ้าเรื่องดังก็โดนจับสึก มุมที่สอง เมื่อไม่เข้าใจจะคิดว่า ทางเพจเป็นตัวบ่อนทำลายพุทธศาสนาทำให้ศาสนาเสื่อม ซึ่งเพจได้เลือกทำในจุดยืนขอแรก
 
ประเด็นเรื่องวาทกรรมที่คนส่วนใหญ่ใช้กันว่า พวกนั้นไม่ใช่พุทธเป็นพุทธปลอม ถือว่าเป็นการผลักความรับผิดชอบร่วมกันในศาสนาพุทธหรือไม่ ในเมื่อสงฆ์เองก็มีความหลากหลายทั้งดีไม่ดีในปัจจุบัน แอดมินเพจเจริญพวงแจงว่า เมื่อบวชเป็นพระสงฆ์ควรปฏิบัติตนอยู่ในศีลเคร่งครัดในศีล 227 ข้อ ซึ่งถ้าพระรูปใดที่รู้ตัวว่าทำไม่ได้ สมควรสึกออกมาเป็นฆราวาส โดยส่วนตัวไม่แคร์ว่าใครอาจจะมองว่าตนนั้นเป็นพุทธปลอม และเชื่อว่าหลายๆคนที่เป็นแฟนเพจเข้าใจจุดประสงค์ของทางเพจ
 
“หลายๆคนในบ้านเรายังปกป้องพระผิดวินัยนะ ยังคงรับไม่ได้กับคำวิจารณ์ พระมีทั้งดีทั้งเลว (บวชหากิน ใช้ผลประโยชน์ทางศาสนามาทำกำไร) ถ้าสังคมเปิดใจรับคำวิจารณ์พระสงฆ์ และจัดการกับพระเหล่านั้น แน่นอนว่าศาสนาบ้านเราจะต้องดีขึ้นแน่ครับ ที่สำคัญเราคงเห็นข่าว พระตุ๊ด เณรแต๋ว กินเหล้า มั่วสีกา เที่ยวห้างกินของหรูน้อยลง” แอดมินเพจกล่าว
 
ด้านพระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ พระนักเขียน วัดสร้อยทอง ผู้นำกระแสในโลกออนไลน์กับมโนทัศน์ธรรมะในสังคมประชาธิปไตย เผยว่า  การเปิดเผยพฤติกรรมสงฆ์นั้น เมื่อพระประพฤติตัวเป็นที่ติเตียนของชาวบ้าน ก็ต้องได้รับการโพทนาในลักษณะนี้ และต้องทำความเข้าใจว่าพระไม่ใช่ศาสนาคำว่า ศาสนา หมายถึง คำสอน ถึงแม้แต่คำสอนก็สามารถเป็นที่ถกเถียงได้ ถ้าตัวแอดมินเพจเจริญพวงบาปจะบาปได้อย่างไร พระเณรที่ทำตัวให้เขาติเตียนก็ควรบาปมากกว่าเป็นสองเท่า การวิจารณ์ศาสนาไม่ใช่เรื่องเสียหายเพราะศาสนาไม่ใช่สิ่งที่เตะต้องไม่ได้ แม้จะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนในแง่ของจิตวิญญาณ แต่ศาสนาก็ควรเป็นสิ่งที่วิพากษ์วิจารณ์ได้ ศาสนาสามารถเปลี่ยนได้ตามกาลสมัยเพราะศาสนาเป็นนามธรรมถูกขับเคลื่อนโดยผู้นำศาสนาหรือนักบวชทำการเผยแผ่ บางครั้งหลักการของศาสนาถูกทำให้ผิดเพี้ยน เพื่อจุดประสงค์บางประการที่ชอบธรรม โดยผู้นำศาสนาและนักบวชที่ไม่ชอบธรรม ถ้าศาสนาวิจารณ์ไม่ได้ กรณีนี้จึงจะเป็นปัญหา เท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้นำทางศาสนาหรือนักบวชทางศาสนา เผยแผ่หลักการผิดผิดเพี้ยนเพี้ยนได้
 
ต่อประเด็นคำถามที่ว่าสังคมไทยยังคงละเอียดอ่อนกับการเปิดเผยด้านไม่ดีและการพูดเรื่องศาสนานั้น พระมหาไพรวัลย์ฯ กล่าวว่า อาตมาคิดว่า สังคมไทยจะดีกว่านี้มากถ้าก้าวข้ามเรื่องนี้ไปได้ เมื่อเปิดโอกาสให้มีการถกเถียงกันมากขึ้น เสนอมุมมองทางศาสนาในมิติที่หลากหลายมากขึ้น สังคมจะมีแนวความคิดใหม่ได้ปัญญามากขึ้น ผิดกับทุกวันนี้ที่เอาแต่เชื่ออย่างเดียว สังคมตอนนี้นับถือศาสนาผ่านความเชื่อ ผ่านจารีต ประเพณี ไม่ได้นับถือผ่านความศรัทธา ที่ได้ใช้สติปัญญาไตร่ตรองด้วยตนเอง
 
“น่าดีใจอย่างหนึ่งว่าในปัจจุบันนี้ มีนักวิชาการหรือคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยที่ตื้นรู้และลุกขึ้นมาท้าทาย ลุกขึ้นมาตั้งคำถามเกี่ยวกับคำสอนในศาสนาและพฤติกรรมของนักบวชมากขึ้น นี่แหละที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับระบบความเชื่อในศาสนาในอนาคต” พระมหาไพรวัลย์กล่าว