ดาวดินเสวนา ‘ภูมิแพ้รัฐประหาร’ ชี้ ‘การเลือกตั้ง’ คือทางออกความขัดแย้ง

นักศึกษากลุ่มเผยแพร่กฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชนจัดเสวนา ‘ภูมิแพ้รัฐประหาร’ วิเคราะห์ความขัดแย้งทางการเมือง ชี้ ‘รัฐประหารโดยทหาร’ ไม่น่ากลัวอีกต่อไป แต่ ‘รัฐประหารโดยนักนิติศาสตร์’ น่ากลัว เหตุสร้างระบอบแบบใหม่โดยไม่รู้ตัว
 
 
25 ม.ค. 2557 เวลา 13.30 น. นักศึกษากลุ่มเผยแพร่กฎหมายเพื่อสิทธิมนุษยชน (ดาวดิน) จัดเวทีเสวนาหัวข้อ “ภูมิแพ้รัฐประหาร” ณ ห้องทองใบ ทองเปาด์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อวิเคราะห์เหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันซึ่งจะนำไปสู่การรัฐประหารในอนาคต วิทยากรที่มาร่วมเวทีเสวนาประกอบด้วยอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยมหาสารคามและนักกิจกรรมเคลื่อนไหวทางสังคม โดยมีนักศึกษาและผู้ที่สนใจร่วมรับฟัง
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภาพรวมของเวทีเสวนาพูดถึงทหารกับระบอบประชาธิปไตยและอำนาจในทางการเมือง ตั้งแต่ประวัติศาสตร์จนถึงสถานการณ์ปัจจุบัน โดยมีการระบุว่าการทำรัฐประหารโดยทหารในปัจจุบันนี้ไม่น่ากลัวอีกต่อไป แต่ความน่ากลัวอยู่ที่การทำรัฐประหารโดยนักนิติศาสตร์ เช่น คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นสามารถอ้างอิงในสังคมกลายเป็นการสร้างระบอบแบบใหม่ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
 
นายถิรนัย อาป้อง ให้ความเห็นว่า ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยนั้นต้องเชื่อในเสียงของประชาชน แต่ในความเป็นจริง ทหารมีอำนาจในการชี้นำรัฐบาลได้ สะท้อนให้เห็นว่าทหารในสังคมพร้อมที่จะทำรัฐประหารได้ทุกเมื่อ และถ้ามีการรัฐประหารในครั้งนี้จริงๆ ทหารจะไม่นำกำลังออกมารัฐประหาร แต่เป็นการรัฐประหารโดยองค์กรอิสระ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งนั่นเป็นการทำลายหลักนิติรัฐและไปสถาปนาองค์กรอิสระให้มีอำนาจสูงสุดรองจากทหาร
 
ส่วนนายวชิรวัตติ์ อาริยะสิริโชติกล่าวว่า การรัฐประหารเป็นการปล้นอำนาจไปจากประชาชนโดยตรง ซึ่งขัดกับหลักการประชาธิปไตยอย่างแน่นอน และตามสถิติแล้ว ทุก 3.6 ปี มีการจ้องที่จะแย่งชิงอำนาจกัน ในประเทศไทยจะมีการรัฐประหารทุกๆ 7 ปี
 
นายกรชนก แสนประเสริฐ ในฐานะที่เป็นนักนิติศาสตร์กล่าวว่า การรัฐประหารโดยทหาร คือ การตบหน้านักกฎหมายอย่างชัดเจน นั่นก็คือการฉีกรัฐธรรมนูญ อีทั้งทหารเป็นผู้ที่มาปกป้องผลประโยชน์ของชนชั้นนำตลอดเวลา และสิ่งที่ กปปส.พยายามจะทำในตอนนี้ก็คือ 1.หยิบยกเรื่องคอรัปชั่นขึ้นมาให้เห็น 2.สร้างความเกลียดชังจนถึงที่สุดและจะนำไปสู่สงครามกลางเมือง 3.กปปส.ไม่ได้มีแนวคิดที่จะนำไปสู่การสร้างสิ่งที่ดีขึ้น สุดท้าย การทำรัฐประหารครั้งนี้จะแยบยลกว่าเดิม
 
การหาทางออกสำหรับความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้ คือการเลือกตั้ง เป็นสิ่งเดียวที่สามารถทำให้สิทธิของคนเสมอภาคเท่าเทียมกัน เมื่อเปรียบเทียบการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างคนเมืองกับคนชนบทแล้วการเลือกตั้งก็เป็นเครื่องมือที่สามารถทำให้คนชนบทสามารถต่อสู้กับคนเมืองได้และเป็นวิธีที่สันติที่สุด ซึ่งในขณะนี้เหตุการณ์ที่จะนำไปสู่การเลื่อนการเลือกตั้งหรือการไม่ให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น นั่นเป็นการทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนที่เลือกตั้งล่วงหน้าแล้วทั้งที่อยู่ต่างประเทศและภายในประเทศ
 
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นการทำให้ถูกบิดเบือนทางความเชื่อในสังคม เช่น ถ้ามีการเลือกตั้งจะนำไปสู่ความรุนแรงจนถึงขั้นสงครามทางการเมือง เช่นนั้นแล้วพื้นที่ยืนของภาคประชาชนไม่ใช่ขั้วที่ 3 ทางการเมือง (นอกจากขั้วเหลือง-แดง) แต่ประชาชนกำลังต่อสู้กับฝ่ายอนุรักษ์นิยมแบบไม่รู้ตัว
 
“วิธียุติความรุนแรงคือ กปปส. ต้องยุติการชุมนุม และถ้าวันที่ 2 ก.พ.2557 ไม่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น กปปส.จะได้ทุกอย่างในประเทศไทยและนำไปสู่ความรุนแรง” นายกรชนก ได้ทิ้งท้ายไว้ในเวที
 
ต่อจากนั้นเวลา 18.00 น. กลุ่มนักศึกษาดาวดิน ได้จัดงานในชื่อ “จุดเทียนเขียนสันติภาพ” ณ ลานข้างคอมเพล็กซ์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และร่วมกันจุดเทียนในเวลา 19.00 น. ซึ่งเป็นการจัดงานเพื่อแสดงพลังให้เกิดการรับรู้ถึงกลุ่มที่จุดเทียนทั่วประเทศ และอยากทราบความคิดเห็นทางการเมืองจากคนที่มาร่วมงาน
 
นายเจตน์สฤษฎิ์ นามโคตร นักศึกษากลุ่มดาวดิน กล่าวว่า การจัดงานได้แรงบัลดาลใจจากเพจ “พอกันที” ทาง facebook ซึ่งในงานเป็นการแสดงจุดยืนถึงการหยุดการชุมนุมที่มีเงื่อนไขไปสู่ความรุนแรง การรัฐประหารไม่ใช่เรื่องดี ก็เลยเปิดพื้นที่ที่เป็นของทุกคนซึ่งไม่ระบุว่าเป็นฝ่ายไหน
 
“เราต้องสร้างเครือข่ายและร่วมเดินไปด้วยกัน เพื่อนำไปสู่ความสงบสุขและยุติความรุนแรง” นายเจตน์สฤษฎิ์กล่าว