เสนอรัฐปรับกรอบเจรจา TPP – สภาเห็นชอบเอฟทีเอไทย-ชิลี

 

2 ต.ค.56  สืบเนื่องจากกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เผยแพร่ร่างกรอบเจรจาความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิค หรือ TPP (ทีพีพี) โดยเปิดให้ประชาชนเสนอความเห็นได้นั้น

นางสาวกรรณิการ์ กิจติเวชกุลล ผู้ประสานงานเอฟทีเอ วอทช์ กล่าวว่า ข้อห่วงกังวลของภาคประชาสังคมที่ติดตามการค้าเสรีอย่างใกล้ชิด มีข้อห่วงใยที่เสนอแก้ไขปรับปรุงกรอบการเจรจาดังกล่าวหลายประเด็น ได้แก่ (1) ในหมวดการค้าสินค้า ต้องยกเว้นสินค้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และยาสูบ ไม่ให้มาอยู่ในการเจรจา (2) ข้อตกลงต้องไม่เกินไปกว่า ความตกลงขององค์การการค้าโลกว่าด้วยการค้าที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญา (ทริปส์) และต้องไม่ยอมรับความตกลงว่าด้วยการต่อต้านสินค้าปลอมแปลง (แอคต้า) ที่มีเนื้อหาเรื่องมาตรการชายแดนและศุลกากรที่ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ศุลกากรสามารถยึดจัสินค้าที่อยู่ในระหว่างการขนส่งได้ และ (3) การระงับข้อพิพาท ระหว่างรัฐและเอกชน ต้องมีความยินยอมจากรัฐบาลไทยเป็นการเฉพาะกรณีทุกครั้งไป โดยการเจรจาต้องไม่มีผลให้นำข้อพิพาทที่เกี่ยวกับการลงทุนสาธารณะ การออกนโยบายหรือมาตรการเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์สาธารณะ การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม นโยบายด้านสาธารณสุข สาธารณูปโภคพื้นฐาน และความมั่นคง เข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ

“การจะเข้าร่วมการเจรจาครั้งนี้ ต้องประเมินผลได้ ผลเสียให้ดี เพราะสิทธิพิเศษทางการภาษี (GSP) ที่จะได้รับนั้นอาจจะไม่มากพอที่ไทยต้องเข้าร่วมเจรจา เพราะไทยมีข้อตกลงการค้ากับประเทศส่วนใหญ่ที่เป็นสมาชิกทีพีพีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลีย แคนาดา ญี่ปุน เป็นต้น ดังนั้น การเข้าร่วมอาจไม่ได้ประโยชน์จากการเจรจา มากเท่าข้อเรียกร้องด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่มีต่อเรา ซึ่งจะส่งผลกระทบมหาศาล” ผู้ประสานงานเอฟทีเอ วอทช์ กล่าว

นางสาวกรรณิการ์ กล่าวต่อว่า หากยอมรับข้อเรียกร้องที่เกินไปกว่า ทริปส์ อาทิ การผูกขาดข้อมูลทางยา (Data Exclusivity)  ตามความเห็นของสำนักงานอาหารและยา (อย.) ที่เคยเสนอต่อคณะกรรมาธิการของรัฐสภา และงานวิจัยของสถาบันการศึกษาชั้นนำหลายแห่งระบุตรงกันว่า จะขัดขวางการบังคับใช้สิทธิตามสิทธิบัตรของรัฐเพื่อสาธารณประโยชน์ (CL) มิให้เกิดผลในทางปฏิบัติได้ ดังนั้น หากประเทศไทยถูกผูกมัดด้วยบทบัญญัติทั้งการขยายอายุการคุ้มครองสิทธิบัตร และการผูกขาดการขึ้นทะเบียนยา จะส่งผลกระทบที่ร้ายแรงต่อระบบสาธารณสุข โดยเฉพาะการบริหารจัดการยาและเวชภัณฑ์ภาครัฐอย่างรุนแรง ซึ่งหมายถึงผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตและสุขภาพของประชาชนไทย

“การเอาประเด็นเรื่องการค้าการลงทุน กับการประเมินความคุ้มค่าในการที่ไทยทำความตกลงการค้าเสรีมาเป็นเงื่อนไขนั้น ต้องพิจารณาว่ากลุ่มอุตสาหกรรมที่จะได้ผลประโยชน์จากการได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี(GSP) ถาวรนั้นคือกลุ่มที่ส่งออกข้าวและไก่ เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้เป็นกลุ่มทุนขนาดใหญ่ น่าจะมีศักยภาพในการปรับตัวในการแข่งขันได้ดี ดังนั้นผลกระทบน่าจะไม่สูงดังที่มีการประเมินไว้”

นายเฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล ผู้ประสานงานฝ่ายการต่างประเทศ เอฟทีเอ วอทช์ กล่าว่า นอกจากประเด็นข้อห่วงกังวลข้างต้นต่อร่างกรอบเจรจาแล้ว ยังมีประเด็นเรื่องกระบวนการเข้าสู่การเป็นสมาชิกทีพีพีว่าจะขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา190 หรือไม่ เนื่องจากต้องได้รับความเห็นชอบจากประเทศเข้าร่วมการเจรจาก่อนหน้านี้ทั้ง 12 ประเทศก่อน จึงจะสามารถเข้าร่วมการเจรจาได้ ทั้งนี้ ในระหว่างการเจรจาการเจรจากับทั้ง 12 ประเทศอาจมีการต่อรองแลกเปลี่ยนและตกลงกันในเรื่องต่างๆ ชั้นหนึ่งก่อน แล้วจึงจะสามารถเข้าสู่การเจรจาทีพีพีได้

“คำถามที่หนึ่ง คือ แท้จริงแล้ว กระบวนการตามมาตรา 190 ควรเริ่มตั้งแต่เมื่อไร ตั้งแต่การเจรจาเป็นรายประเทศก่อน หรือเมื่อเจรจากับทั้ง 12 ประเทศเสร็จแล้วและเริ่มเจรจาทีพีพี คำถามที่สอง คือ ควรจะต้องให้รัฐสภาเห็นชอบกับกรอบการเจรจารายประเทศกับทั้ง 12 ประเทศหรือไม่ และคำถามที่สาม คือ การรับฟังความคิดเห็นเพื่อที่จะยื่นเรื่องให้รัฐสภาเห็นชอบในลักษณะเช่นนี้ โดยที่ไม่ได้นาเรื่องการเจรจากับ 12 ประเทศก่อน ถือว่าขัดกับมาตรา 190 หรือไม่” นายเฉลิมศักดิ์ กล่าว

ผู้ประสานงานเอฟทีเอ วอทช์ กล่าวต่อ ด้วยเงื่อนไขของความตกลงทีพีพี กำหนดให้ประเทศคู่เจรจาต้องรักษาเนื้อหาของความตกลงหรือการเจรจาเป็นความลับ ทั้งในขณะและหลังจากการเจรจาเสร็จสิ้น เงื่อนไขเช่นนี้ถือว่าขัดต่อหลักการและเจนต์จำนงของมาตรา 190 ที่ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมและก่อให้เกิดธรรมาภิบาลและความโปร่งใสด้วยเงี่อนไขดังกล่าว ประชาชนจะสามารถเข้าถึงเนื้อหาการเจรจาและความตกลงทีพีพีได้อย่างไร รวมถึงการที่รัฐสภาจะต้องพิจารณาและให้ความเห็นชอบด้วย

“อย่างไรก็ตาม การเปิดให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นต่อร่างกรอบเจรจาเป็นเรื่องที่ดี แต่กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศต้องนำความคิดเห็นของภาคประชาชน และผู้มีส่วนได้เสียไปปรับปรุงร่างกรอบเจรจา ก่อนที่จะนำเข้าสู่สภาฯ อย่าเพียงแต่รับฟัง แต่ไม่ได้นำความเห็น และข้อกังวลต่างไปปรับปรุงกรอบเจรจา เช่นร่างกรอบเจรจาการค้าเสรี ระหว่างไทยกับยุโรปดังที่ผ่านมา” ผู้ประสานงานเอฟทีเอว็อทช์ ทิ้งท้าย

ด้านความเคลื่อนไหวในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาวันนี้  (2 ต.ค.) สำนักข่าวไทยรายงานว่า มีวาระการพิจารณากรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ที่ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา โดยพิจารณาความตกลงการค้าเสรีระหว่างรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐชิลีและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย และเอกสารที่เกี่ยวข้องและการแก้ไขความคลาดเคลื่อนในตารางข้อผูกพันการเปิดตลาดสินค้าของไทย ที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ  

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงสาระสำคัญของร่างความตกลงดังกล่าวว่า เป็นการกำหนดมาตรการต่าง ๆ ที่ภาครัฐทั้งสองประเทศ ต้องการให้เกิดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจระหว่างกัน และเป็นการต่อยอดสิทธิและพันธกรณีของไทยและชิลีภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) ความตกลงระดับพหุภาคีและระดับภูมิภาค ที่จะแก้ไขในเรื่องของภาษี ซึ่งจะส่งผลดีกับไทย เพราะจะทำให้ขยายตลาดการค้าของไทยสู่อเมริกาใต้ เนื่องจากชิลีเป็นคู่ค่าอันดับ 3 ของไทย รองจากบราซิลและอาร์เจนตินา ขณะที่ไทยจะเป็นตลาดการค้าให้กับชิลีสู่อาเซียนและถือเป็นโอกาสดีของไทยที่จะได้ลงนามความร่วมมือในโอกาสที่ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐชิลีจะเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในวันที่ 4 ตุลาคมนี้ ทั้งนี้ ยืนยันว่าดำเนินการทุกอย่างบนผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ

สำหรับการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภาส่วนใหญ่ เห็นด้วยกับกรอบความตกลงดังกล่าว เนื่องจากเชื่อว่าจะทำให้ไทยมีโอกาสขยายตลาดการค้าเพิ่มขึ้นจากเดิมไปสู่อเมริกาใต้ ขณะที่สมาชิกรัฐสภาฝ่ายค้าน ตั้งข้อสังเกตถึงข้อกำหนดในความตกลงฉบับนี้ที่ยังต้องพิจารณาอย่างรอบคอบหลายประการ และไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลเร่งรีบนำเข้าสู่การพิจารณาในวันนี้ ซึ่งอาจทำให้การพิจารณาขาดความรอบคอบ อย่างไรก็ตาม หลังการอภิปราย ที่ประชุมมีมติเห็นชอบด้วยคะแนน 464 ต่อ 6 งดออกเสียง 12 และไม่ลงคะแนน 2 เสียง