จินตนาการแบบสลิ่มชนของสังคมไทยในอเมริกา

 
มีคนถามผมถึงความเป็นไปในเชิง “ลักษณะด้านความคิด” เช่น ความคิดทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของคนไทยผู้อาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา ที่สามารถนิยาม หรืออธิบายเพื่อให้เห็นภาพได้อยู่บ่อยครั้งครับ ความจริงก็คือ คงไม่สามารถอธิบาย หรือนิยาม “ความเป็นคนไทยในอเมริกา” ให้ครอบคลุม ได้ทั้งหมดแน่นอน เพียงแต่หากต้องการการนิยามให้เห็นภาพบางส่วน เพื่อความเข้าใจของคนไทย ในเมืองไทย หรือคนไทยที่เดินทางมาสหรัฐฯ ช่วงสั้นๆ ที่มองภาพไม่ค่อยเคลียร์ก็น่าที่จะสามารถทำได้ ในลักษณะของการตั้งข้อสังเกต ซึ่งผู้รับฟังต้องใช้วิจารณญาณประกอบการรับฟังเรื่องราวดังกล่าว
 
ประการหนึ่ง คือ ไม่เคยมีการตั้งข้อสังเกตจากฝ่ายรัฐและเอกชนไทย ประการสอง ไม่เคยมีการ ทำงานด้านวิจัยทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณเกี่ยวกับลักษณะของคนไทยในสหรัฐฯมาก่อน
 
ความเห็นต่อไปนี้จึงเป็นข้อสังเกตถึงลักษณะ(สาระนิยาม) ของคนไทยในสหรัฐฯ โดยรวมว่ามี ลักษณะเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นการสังเกตเชิงประจักษ์ ตามแนวทางประจักษ์นิยม
 
1.จำนวนคนไทยในสหรัฐฯ เป็นเรื่องที่ไม่สามารถระบุจำนวนอย่างแน่นอนได้ มีผลสำรวจอย่าง เป็นทางการของฝ่ายสหรัฐฯ ที่เรียกว่า Census ซึ่งแจ้งผลการสำรวจทุกๆ 10 ปี  เช่น  ผลจากการสำรวจคนไทยในอเมริกาปี 2010  ปรากฎว่ามีจำนวนรวมทั้งสิ้น 237,629 คน เพิ่มขึ้น 58.0831 เปอร์เซ็นต์จากผลสำรวจประชากรเมื่อปี 2000 ซึ่งเมื่อ 10 ปีก่อนหน้านั้น มีตัวเลขคนไทยในสหรัฐฯเพียง 150,319 คน  รัฐที่มีคนไทยอาศัยอยู่มากที่สุด 10 อันดับได้แก่  1.แคลิฟอร์เนีย 67,707 คน, 2. เท็กซัส 16,472 คน, 3. ฟลอริดา 15,333 คน, 4. นิวยอร์ค 11,763 คน, 5. อิลลินอยส์ 9,800 คน, 6. วอชิงตัน 9,699 คน, 7. เวอร์จิเนีย 9,170 คน, 8. เนวาด้า 7,783 คน, 9. แมรีแลนด์ 5,513 คน และ 10. จอร์เจีย 5,168 คน  ซึ่งก็เป็นไปตามความเห็นของนาย นายกสนิกันติ์ คุณกำจร นายกสมาคมไทยแห่งแคลิฟอร์เนียภาคใต้ ว่า แม้อัตราการเพิ่มขึ้นของคนไทยในอเมริกาจะสูงขึ้นมาก แต่ถ้าดูตัวเลขรวมแล้ว ก็ยังเชื่อว่าน้อยกว่าตัวเลขที่เป็นจริงอยู่ดี อาจจะมีคนไทยในสหรัฐฯราว 400,000 คน ในรัฐแคลิฟอร์เนียที่ผลสำรวจประชากรบอกว่ามีคนไทย 60,000 กว่าคน จึงน่าจะน้อยกว่าตัวเลขจริงอยู่มาก จึงมีความเป็นไปได้มากว่าจำนวนตัวเลข คนไทยจริงๆแล้วต้องเป็นแสนคนขึ้นไป  
 
สาเหตุที่ตัวเลขอย่างเป็นทางการน้อยกว่าตัวเลขจริง น่าจะมาจาก 2 สาเหตุ คือ หนึ่ง คนไทย กระจายกันอยู่ในภูมิภาคต่างๆของสหรัฐฯทำให้ยากต่อการสำรวจและรวบรวมข้อมูล กับ สอง คือ คนไทย ที่ทำที่มาประกอบอาชีพต่างๆนั้น ไม่อยู่ในฐานะที่จะให้ข้อมูลได้ เพราะเป็นผู้เข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย จึงมีความกลัวต่อการให้ข้อมูลกับองค์กร Census (ว่าที่จริงแล้วองค์กรสำรวจประชากรองค์กรนี้ ไม่เกี่ยวข้องหรือเป็นคนละส่วนกับหน่วยงานอเมริกันที่ดูแลด้านต่างด้าวหรือ Department of Homeland Security หน่วยงานนี้จะไม่มีหน้าที่ให้ข้อมูลการสำรวจประชากรต่อ DHS แต่กระนั้นก็มีคนไทย เข้าใจผิด อยู่มาก จึงไม่ให้ความร่วมมือในการสำรวจจำนวนประชากรของ Census 
 
ศูนย์กลางของคนไทยในสหรัฐฯ เป็นที่รู้กันว่า คือ เมืองลอสแองเจลิส(แอล.เอ.) แคลิฟอร์เนีย ด้วย เหตุที่เป็นเขตที่มีคนไทยอาศัยอยู่หนาแน่นและจำนวนมากที่สุดมากกว่าพื้นใดๆ แม้กระทั่งในอื่นของ รัฐแคลิฟอร์เนียด้วยกัน  ดังนั้น ถ้าจะมองกันถึง “เชิงลักษณะความคิด” ของคนไทยในสหรัฐฯ คนไทยใน พื้นที่แอล.เอ. จึงน่าจะพอหยิบยกเป็นตัวอย่างได้แม้ลักษณะความคิดดังกล่าวจะไม่เหมือนกันไปเสีย ทั้งหมดทุกพื้นที่ก็ตาม แต่เชื่อว่า “ฐานความคิด”ของคนไทยทั้งหมดในสหรัฐฯไม่ได้แตกต่างกันมากนัก ซึ่งก็มีข้อแม้หรือข้อยกเว้นอยู่ว่า คำว่าคนไทยในอเมริกานั้นย่อมต้องจำกัดความไว้เพียงคนไทยที่มาจาก เมืองไทยไม่ใช่ลูกหลานคนไทยที่เกิดในสหรัฐฯและกลายเป็นพลเมืองอเมริกันไปแล้ว โดยผลในประการหลัง ทำให้ลูกหลานหรือเยาวชนไทยในสหรัฐฯสนใจความเป็นไปของเมืองไทยน้อยลงไปด้วย ถ้าหากพวกเขา สนใจเมืองไทย เช่น สนใจการเมืองไทย สนใจวัฒนธรรมไทย มักเป็นไปโดยการกล่อมเกลา และการบังคับ จากพ่อแม่ผู้ปกครองคนไทยที่ย้ายตัวเองไปจากเมืองไทย  
 
การกล่อมเกลา หมายถึงการพยายามฝังหัววัฒนธรรมไทยต่อเด็กและเยาวชนลูกหลานไทย เช่น การส่งไปเรียนภาษาไทย การพาเข้าไปวัดไทย   ส่วนการบังคับ หมายถึง การบังคับให้เด็กและเยาวชน ลูกหลานไทยเรียนรู้วัฒนธรรมไทย เช่น บังคับให้พูดไทยในบ้าน บังคับให้ไปวัดไทย บังคับให้ต้องแสดงความ เคารพผู้ใหญ่ตามแบบอย่างมารยาท(วัฒนธรรม)ไทย ซึ่งผมเชื่อว่าหากมีการประเมินผลในขั้นปลายสุดแล้ว การกล่อมเกลาและการบังคับไม่น่าจะได้ผลในส่วนที่เป็นคุณูปการต่อสังคมไทยทั้งในสหรัฐฯและในเมือง ไทย  อาจได้ผลบ้างในส่วนของปัจเจกหรือของครอบครัว แต่กระนั้นผลของวิธีการทั้ง 2 แบบก็ไม่ได้ก่อให้เกิด การขยายตัวของวัฒนธรรมไทยในสหรัฐฯแต่อย่างใด ภาพที่เห็นจึงเป็นการสนองความต้องการ(ตัณหา) ของผู้ใหญ่(ผู้ปกครองเด็กและเยาวชน)คนไทยที่ย้ายตัวเองมาอยู่สหรัฐฯมากกว่าอย่างอื่น เพราะผู้ใหญ่ เหล่านี้มีแรงเก็บกดทางด้านศีลธรรม (เช่น ศีลธรรมเชิงพุทธ)และวัฒนธรรม(เช่น มารยาทไทย) อย่าง ล้นหลามมาจากเมืองไทย และต้องการระบายถ่ายทอดสู่ความคิดของเด็กเยาวชนที่เป็นลูกหลานของ ตนเอง    
 
2.จากข้อ 1. นำไปสู่การปฏิบัติในประเด็นด้าน “ธุรกิจวัฒนธรรมไทย” เพื่อสนองเจตนารมณ์ “กล่อมเกลาและบังคับ” ของผู้ปกครองเด็กและเยาวชน คนที่ประกอบอาชีพธุรกิจวัฒนธรรมไทย ซึ่งมีตั้งแต่ ฝ่ายเอกชนไทยและเจ้าหน้าที่ของรัฐไทย (เช่น สถานกงสุล สถานทูต สายการบินของไทย) ในสหรัฐฯเข้า ใจดีถึงเจตนารมณ์ทำนองนี้จึงดำเนินกิจกรรมแคมป์เยาวชนสัญจรเมืองไทย ท่องเที่ยวไทยขึ้น ที่จริงแล้ว มันเป็นการสนองความอยากของผู้ปกครองคนไทยในสหรัฐฯมากกว่าความอยากรู้เรื่องเมืองไทย ของเด็ก และเยาวชนเชิงปัจเจก หรือมาจากฐานความต้องการอยากรู้อยากเห็นเมืองไทยของเด็ก และเยาวชนจากตัวของพวกเขาเอง ส่วนผลที่คาดหวังกันตามที่โฆษณาไปนั้น ในความเป็นจริงคือ แทบไม่ได้อะไรเลย จากกิจกรรมสัญจรเมืองไทยที่ว่านี้ นอกเสียจากการได้หน้าของผู้จัดเพียงแค่ไม่กี่คน รวมถึงผู้ให้การสนับสนุนซึ่งเป็นแบรนด์สินค้า
 
3.คนไทยในวัยผู้ใหญ่ ที่ย้ายตัวเองมาจากเมืองไทยส่วนมาก สนใจกิจกรรมรำลึกความหลัง มากกว่านวัตกรรม หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งนวัตกรรมของคนกลุ่มนี้ คือ ประวัติศาสตร์ของเมืองไทยเมื่อ 30-40 ปีที่แล้วที่พวกเขาได้รับการกล่อมเกลาไปจากเมืองไทยเมื่อสมัยเรียนหนังสือตามแบบเรียนในชั้นประถม ชั้นมัธยม หรือแม้กระทั่งการเรียนในระดับมหาวิทยาลัย ในช่วงรัฐบาลเผด็จการ กึ่งเผด็จการหรือ ยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ  ถูกฝังหัวไปด้วยระเบียบและความคิดแบบหน้าที่พลเมือง ศีลธรรมเชิงพุทธที่รัฐ ไทยพยายามยัดเยียดให้(เช่น ระบบศีลธรรมในแบบเรียน ) การอยู่ในประเทศสหรัฐฯ พวกเขามีหน้าที่สำคัญ คือ ทำมาหากิน แบกภาระชีวิตรายวัน  (ไปเช้า-เย็นกลับ) ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาได้เรียนรู้และซึมซับ กระบวนการ ความคิดและวิถีประชาธิปไตยในรูปแบบวัฒนธรรมอเมริกันด้วยเสมอไป ดังนั้นความคิดต่อ วิธีการและรูปแบบทางการเมืองของพวกเขาจึงหยุดอยู่ในช่วงประวัติศาสตร์ไทย 30-40 ปีก่อนหน้านี้ เช่นเดียวกับความคิดและกิจกรรมทางด้านวัฒนธรรม  นั่นคือ ทัศนคติการเมืองแบบคนดีปกครองประเทศ หาใช่รูปแบบประชาธิปไตย  ส่งผลต่อกิจกรรมทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับเมืองไทยของพวกเขา เช่น การบริจาคเงินให้กับกลุ่มการเมืองบางเสื้อสีโดยข้ออ้างเพื่อนำไปใช้ในการต่อสู้ทางการเมือง ที่มาเปิดรับบริจาคถึงสหรัฐฯและการรับบริจาคดังกล่าวเป็นไปในรูปแบบที่ผิดกฎหมายอเมริกัน (ตอนนี้กลุ่มเสื้อสีที่ว่าได้ปิดตัวเองไปแล้ว)
 
4.  ขณะเดียวกันคนไทยในวัยผู้ใหญ่ในสหรัฐฯ ยังมีความเป็นชนชั้นวรรณะสูง พิทักษ์ระบบ อุปถัมภ์และอมาตยาธิปไตยมากกว่าคนไทยในเมืองไทยด้วยซ้ำ ดูได้จากกิจกรรมที่พวกเขาจัด เช่น การจัดงานการกุศลเพื่อหาเงินสนับสนุนองค์กรของรัฐหรือองค์กรกระแสหลักในเมืองไทย(ที่มีฐานการสนับสนุนที่มั่นคงอยู่แล้ว) โดยหวังถึงผลได้ เช่น เหรียญตรา ประกาศ เครื่องเชิดชูเกียรติจากเมืองไทย มีการแข่งขัน กันอย่างออกหน้าออกตาระหว่างสมาคมคนไทยต่างๆ มีการใช้ตัวกลางคือ คนของรัฐไทย เช่น กงสุลใหญ่ หรือทูตไทยเป็นตัวชูโรง ที่สำคัญคือ เวลามีการจัดกิจกรรมทำนองนี้ส่วนใหญ่ฝ่ายอเมริกันหรือ ตัวแทนฝ่ายอเมริกันไม่ค่อยมีส่วนร่วมในกิจกรรมมากนัก กิจกรรมจึงเป็นไปในลักษณะ “คนไทยกับคนไทย” มากกว่า “คนไทยร่วมกับอเมริกัน”ทำให้การจัดตั้งองค์กรไม่หวังผลกำไร(Nonprofit organization) เพื่อ คนไทยส่วนใหญ่ไม่มีประสิทธิภาพจริง แต่จัดตั้งเพื่อหน้าตาของผู้นำองค์กรบางคนมากกว่า หรือตั้งองค์กร ไว้เพื่อดักจับแมลงเม่า(คนที่มีเงินทุน) จากเมืองไทยที่พลัดหลงเข้าไปสหรัฐฯ ทั้งที่จัดการให้ฝ่ายอเมริกัน ซึ่งเป็นสังคมที่ใหญ่กว่าได้ร่วมกิจกรรมด้วยนั้นจะมีคุณูปการต่อชุมชนไทยในสหรัฐฯมากกว่า
 
5. การยังคงยอมรับรัฐไทยเป็นเจ้านายสูงสุดหรืออีกนัยหนึ่งคือ การอวยรัฐไทยของคนไทยวัยผู้ใหญ่ในสหรัฐฯ จากลักษณะของผลประโยชน์ร่วมหรือผลประโยชน์สมยอมระหว่างฝ่ายรัฐไทยกับ ฝ่ายคน ไทยในสหรัฐซึ่งมี 2 ประเด็นใหญ่คือ  

ประเด็นที่หนึ่ง โครงการของรัฐไทยที่เอื้อประโยชน์ต่อคนไทย บางคนบางกลุ่มในสหรัฐฯ  เช่น โครงการเงินกู้ของแบงก์ไทยสำหรับประกอบกิจการร้านอาหารไทย (ซึ่งสุดท้ายก็ ประสบความล้มเหลว) โครงการ Cooking school (ไม่มีการประเมินผล  ซึ่งก็ล้มเหลว เช่นเดียวกัน)  โครงการครัวไทยสู่ครัวโลก (ท้ายที่สุดก็เงียบ ไม่ต่อเนื่องและไม่มีการประเมินผลเช่นกัน) โครงการเหล่านี้ ให้ผลประโยชน์กับคนไทยเพียงบางกลุ่มที่ถือตนว่ามีรัฐไทยเป็นเจ้านาย แต่ไม่กระจายผลประโยชน์ให้ถึงคนไทยในสหรัฐฯอย่างยุติธรรม  
 
ประเด็นที่สอง คือ  บ่วงล่อรางวัลเชิดชูเกียรติจากฝ่ายรัฐไทยที่โยงถึง 2 ส่วน คือ  ส่วนของการเป็น เอเย่นซี(Agency)ขายศิลปวัฒนธรรมไทยในเชิงการผูกขาดศิลปวัฒนธรรมไทยของคนไทยบางคนบางกลุ่ม  เพราะว่ากันตามจริงแล้ววัฒนธรรมไทยในสหรัฐฯไม่ต่างจากโชว์ประเภทหนึ่ง  เพียงแต่เอเยนซีเหล่านี้ เป็นตัวแทนขายของรัฐไทย แม้แต่ในหัวของเด็กเยาวชนไทย ภาพของศิลปวัฒนธรรมไทยก็คือโชว์ประเภท หนึ่ง  ไม่สามารถเชื่อมโยงไปถึง “ความรักชาติ(ไทย-ของเยาวชนไทย)ในอเมริกา” ที่พยายามส่งเสริม กันอย่างไรได้เลย  ซึ่งส่งผลต่ออีกส่วนหนึ่ง ก็คือ  การวุ่นอยู่กับตัวเอง แบ่งแยกแข่งขันกันเองในชุมชนไทยของกลุ่มผู้ใหญ่คนไทยวัยผู้ใหญ่เหล่านี้ โดยไม่สนใจว่ากระบวนทัศน์ของโลกได้เปลี่ยนแปลงไปอยู่ในขั้นไหนแล้ว 
 
จะพูดไปไยถึงการยกระดับกระบวนทัศน์(Paradigm shift)ที่เป็นประเด็นต่อเนื่องด้วยเล่า.