5 บทเรียนที่ได้จากกรณีทำให้กัญชาถูกกฎหมายในอุรุกวัย

เมื่อวันที่ 1 ส.ค. เว็บไซต์ Globalpost นำเสนอบทวิเคราะห์กรณีการทำให้กัญชาถูกกฎหมายในอุรุกวัย โดยแม้ว่าการทำให้กัญชาถูกกฎหมายจะเคยมีมาก่อนแล้วในบางรัฐของสหรัฐฯ และในประเทศเนเธอร์แลนด์ แต่การปรับเปลี่ยนกฎหมายในกรณีของอุรุกวัยมีความต่างจากการปรับเปลี่ยนกฎหมายในที่อื่นๆ เช่นการที่อุรุกวัยเป็นประเทศแรกที่อนุญาตให้มีทั้งการปลูก การจำหน่าย และการเก็บภาษีกัญชา

สภาอุรุกวัยได้ผ่านร่างกฎหมายการควบคุมดูแลกัญชาเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ซึ่งหากการดำเนินการตามกฎหมายเป็นผลสำเร็จ จะทำให้ประเทศอเมริกาใต้อย่างอุรุกวัยกลายเป็นประเทศผู้นำด้านกฎหมายยาเสพติดที่ก้าวหน้า

Globalpost ระบุว่าสภาล่างของอุรุกวัยคาดว่ากฎหมายที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาสูงคงสามารถผ่านการพิจารณาได้ง่ายๆ และรัฐบาลอุรุกวัยก็มีแผนการทดลองใช้นโยบายนี้ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในระดับชาติ และทั้งโลกก็จับตาดูอยู่

ขณะเดียวกันก็ชวนตั้งคำถามว่าประเทศอุรุกวัยที่มีประชากร 3 ล้านคน จะคิดอย่างไรกับการทดสอบกฎหมายยาเสพติดใหม่ และอะไรที่ทำให้กระบวนการของประเทศอุรุกวัยต่างจากประเทศอื่นๆ อย่างเนเธอร์แลนด์ หรือรัฐโคโลราโดซึ่งให้กัญชาถูกกฎหมายหรือเหมือนกันอย่างไรบ้าง และกฎหมายนี้มีโอกาสสำเร็จหรือไม่


เว็บไซต์ Globalpost สรุปบทเรียนสำคัญของการทำให้กัญชาถูกฏหมาในอุรุกวัยไว้ 5 ข้อ ดังนี้


บทเรียนข้อที่ 1 อุรุกวัยเป็นประเทศแรกที่ให้ทั้งการปลูก จำหน่าย และเสพกัญชาถูกกฎหมาย

สิ่งที่รัฐบาลอุรุกวัยเสนอไปไกลกว่าประเทศอื่นๆ รวมถึงบางรัฐของสหรัฐฯ เพราะแม้ว่าในเนเธอร์แลนด์การเสพกัญชาจะถือเป็นเรื่องที่ถูกกฎหมายมานานแล้ว แต่ก็ยังคงมีการห้ามปลูก แต่ในอุรุกวัยนั้นตรงกันข้ามคือการให้รัฐมีบทบาทในการจัดการให้บริษัทเอกชนเป็นผู้เพาะปลูกและเก็บเกี่ยวกัญชา

รัฐบาลอุรุกวัยมีความต้องการแข่งขันกับการนำเข้ากัญชาอย่างผิดกฎหมายมาจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างปารากวัย ซึ่งแนวคิดนี้ทำให้ผู้บริโภคสามารถซื้อหาสินค้าที่มีราคาถูกกว่า ปลอดภัยกว่า และคุณภาพดีกว่าได้ อีกทั้งยังมีการเก็บภาษีและการควบคุมจัดการเรื่องการบริโภคได้

การที่รัฐบาลอุรุกวัยมีส่วนร่วม ทำให้อุรุกวัยต่างจากรัฐวอชิงตันและโคโลราโด ที่มีการรับรองการเพาะปลูกกัญชาอย่างถูกกฎหมายในจำนวนจำกัดเมื่อปีที่ผ่านมา

"นี่เป็นเรื่องสำคัญมาก" ฮันนาห์ เฮตเซอร์ กล่าว เธอเป็นผู้จัดการด้านนโยบายของกลุ่มสหพันธ์นโยบายยาเสพติด ซึ่งเป็นกลุ่มที่สนับสนุนการดำเนินนโยบายยาเสพติดตามหลักวิทยาศาสตร์ "อุรุกวัยมีประวัติศาสตร์นโยบายยาเสพติดที่ก้าวหน้ามาก่อนแล้ว แต่เรื่องนี้ยิ่งทำให้ไปไกลกว่าประเทศอื่นๆ อีกเป็นสิบก้าว"


บทเรียนข้อที่ 2 มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคง

ขณะที่อุรุกวัยดูก้าวหน้ามากจากการทำให้การแต่งงานของคนรักเพศเดียวกันถูกกฎหมายและการผ่านร่างกฎหมายการทำแท้งที่ก้าวหน้าที่สุดในประเทศอเมริกาใต้ สมาชิกสภานิติบัญญัติของอุรุกวัยก็ยืนยันว่าการทำให้กัญชาถูกกฎหมายนั้นเป็นเรื่องของความมั่นคงภายในประเทศมากกว่าเรื่องการมีแนวคิดแบบก้าวหน้า

ในการอภิปรายถกเถียงก่อนการลงมติเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ผู้สนับสนุนกฎหมายนี้กลายคนพยายามชี้ให้เห็นว่านโยบาย "สงครามยาเสพติด" เป็นนโยบายที่ล้มเหลว และเน้นย้ำว่าควรมีวิธีการใหม่

ซึ่งความจริงแล้ว กฎหมายการควบคุมดูแลกัญชามาจากนักวางนโยบาย 15 คนในฝ่ายบริหารของประธานาธิบดี โฮเซ มูจิกา เมื่อปีที่แล้วเพื่อตอบโต้กับปัญหาอาชญากรรมที่ทำให้ถึงขนาดมีการยิงกันในร้านฟาสต์ฟู้ด

แม้ว่าประเทศอุรุกวัยจะมีอัตราอาชญากรรมค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกัน แต่ประชาชนก็กลัวเรื่องที่ว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีอัตราอาชญากรรมสูงขึ้น จากการที่โคเคนเหลวที่เรียกว่า "พาสต้าเบส" เริ่มได้รับความนิยม อัตราอาชญากรรมและการฆาตกรรมก็เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ประเทศที่เคยสงบสุขและปลอดภัยต้องหาวิธีทางแก้

ความกลัวว่าประเทศอุรุกวัยจะเกิดความโกลาหลนี้เองเป็นตัวแปรสำคัญที่เร่งให้เกิดการออกกฎหมายกัญชา

วิธีการของรัฐบาลอุรุกวัยทำให้ผู้ค้ายาเสพติดเสียผลประโยชน์ทั้งจากการแย่งรายได้และการทำให้ผู้ใช้กัญชาได้รับการคุ้มครองทำให้พวกเขาไม่ถูกชักนำไปสู่ "มุมมืดของสังคม" และมีโอกาสลองเสพยาชนิดอื่นอีก


บทเรียนข้อที่ 3 กฎหมายนี้ไม่ได้รับความนิยมมากนัก

จากการสำรวจความคิดเห็นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าชาวอุรุกวัยส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายกัญชา โดยเฉพาะนอกเขตเมืองหลวงมอนเตวิเดโอ ซึ่งมีประชากรอยู่เกือบร้อยละ 50 คนส่วนใหญ่จะมีมุมมองอนุรักษ์นิยมในเรื่องแบบนี้

นักการเมืองพรรคอนุรักษ์นิยม เวโรนิกา อลองโซ ตั้งคำถามว่ารัฐบาลจะจัดการกับกัญชาอย่างไรโดยไม่ทำให้รัฐบาลกลายเป็นอำมาตย์ที่ควบคุมไม่ได้ ขณะที่นักการเมืองคนอื่นๆ แสดงความกังวลเรื่องผลกระทบต่อสุขภาพที่มาจากการเสพกัญชา

การสำรวจความคิดเห็นเมื่อเดือน เม.ย. 2013 มีผู้ลงความเห็นไม่เห็นด้วยกับกฎหมายกัญชาร้อยละ 66 และมีผู้สนับสนุนเพียงแค่ร้อยละ 25 มีนักการเมืองฝ่ายค้านหลายคนที่ต้องการให้มีการทำประชามติเพื่อยกเลิกกฎหมายนี้ โดยท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่ามีความพยายามบีบบังคับให้มีกฎหมายนี้ออกมา พรรครัฐบาลก็ได้มีการจัดประชุมกับชุมชนทั่วประเทศเพื่อขอความเห็นเรื่องกฎหมายฉบับนี้

ขณะเดียวกันกลุ่มเอ็นจีโอก็มีการช่วยรณรงค์ให้ความรู้เรื่องข้อดีของกฎหมายฉบับนี้ โดยมาร์ติน คอลลาโซ โฆษกของโครงการดังกล่าวบอกว่าการที่คนสนับสนุนน้อยเนื่องจากพวกเขาขาดความเข้าใจว่ากฎหมายนี้จะทำให้เกิดอะไรบ้าง โดยมาร์ตินเชื่อว่าหากผู้คนเข้าใจกฎหมายจริง พวกเขาจะเห็นด้วยกับมัน

ร่างกฎหมายกัญชาของอุรุกวัยซึ่งออกมาเมื่อปีที่แล้วถูกปรับเปลี่ยนให้ดูเบาลงในปัจจุบัน จากเดิมที่รัฐบาลวางแผนเป็นผู้ผูกขาดการเพาะปลูกและจำหน่ายกัญชาแต่เพียงผู้เดียว การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นการทำให้ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลเงียบเสียงลงด้วย

อย่างไรก็ตาม กฎหมายนี้ยังคงมีส่วนที่น่าถกเถียงอยู่จึงเป็นไปได้ที่จะถูกกล่าวโจมตีหากมีการนำเสนอออกมา


บทเรียนข้อที่ 4 เป็นการตอกหน้านโยบายสงครามยาเสพติดของสหรัฐฯ แม้พวกเขาจะไม่จงใจมากนักก็ตาม

สื่อนานาชาติจำนวนมากในช่วงนี้รายงานว่าอุรุกวัยเป็น "ผู้นำ" ด้านประเด็นเรื่องกัญชา ซึ่งโดยรวมแล้วดูเหมือนจะเป็นการที่ประเทศละตินอเมริกาพยายามหาทางเลือกใหม่ๆ นอกจากนโยบายสงครามยาเสพติดที่สหรัฐฯ หนุนหลังอยู่

แต่ ส.ส.อุรุกวัยก็กล่าวย้ำว่าพวกเขาไม่ได้ต้องการทำให้ประเทศสหรัฐฯ ดูเป็นผู้ร้าย แต่พวกเขาแค่ต้องการหาทางออกให้กับปัญหาที่มีลักษณะเฉพาะตัวของอุรุกวัย

เซบาสเตียน ซาบินี หนึ่งในผู้สนับสนุนหลักคนสำคัญของกฎหมายกัญชากล่าวว่า ประเทศอุรุกวัยไม่ได้ต้องการเป็นตัวอย่างให้กับชาวโลก พวกเขาแค่มีปัญหาเรื่องกัญชาและต้องการแก้ปัญหาในแบบของพวกเขาเอง

แต่แล้วกฎหมายใหม่นี้ก็ทำให้อุรุกวัยมีความขัดแย้งกับบุคคลที่ทำงานด้านการควบคุมยาเสพติดในต่างชาติ โดยสำนักงานควบคุมยาเสพติดนานาชาติของสหรัฐฯ ได้กล่าวแสดงความกังวลถึงแนวทางของอุรุกวัยเมื่อวันพฤหัสฯ ที่ผ่านมา โดยออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ทางการอุรุกวัยปฏิบัติตามกฎหมายนานาชาติที่มีการจำกัดการใช้ยาเสพติดรวมถึงกัญชา


บทเรียนข้อที่ 5 มีโอกาสสูงมากที่ร่างกฎหมายนี้จะผ่านร่าง

กฎหมายนี้ได้รับการสนับสนุนจากบุคคลที่มีอิทธิพลอย่าง ดาริโอ เปเรซ ส.ส. และแพทย์จากบอร์ด ฟรอนต์ ซึ่งเป็นกลุ่มแนวร่วมพรรครัฐบาลฝ่ายซ้าย สายตาทุกคู่จับจ้องที่เปเรซ ซึ่งเคยแสดงความกังวลเกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้ แต่เมื่อเขาแสดงการสนับสนุนเมื่อวันพุธที่ผ่านมาแม้จะมีความกังวลอยู่ ก็มีการประกาศทั่วทวิตเตอร์ว่าร่างกฎหมายนี้ประสบความสำเร็จแล้ว

"เมื่อดาริโอ เปเรซ โหวตสนับสนุน กัญชาก็กลายเป็นสิ่งถูกกฎหมายในอุรุกวัยทันที" นักข่าวท้องถิ่น ปาโบล ซานอคกีกล่าวในช่วงไม่กี่ชั่วโมงก่อนการโหวตเสร็จสิ้น

เมื่อได้รับการสนับสนุนจากเปเรซแล้ว พรรครัฐบาลก็มีคะแนนเสียงมากพอในการผลักดันกฎหมายฉบับนี้ และในกระบวนการผ่านร่างสภาสูงซึ่งมีคนของพรรคแนวร่วมรัฐบาลอยู่เป็นส่วนใหญ่ กฎหมายฉบับนี้คงผ่านออกมาได้โดยง่าย

จากนั้นก็เหลือแค่ลายเซ็นรับรองจากประธานาธิบดีมูจิกา และการที่มูจิกาเป็นคนที่มีเสน่ห์ในการเป็นผู้นำสูง กฎหมายควบคุมดูแลกัญชาจะต้องได้รับการสนับสนุนอย่างมากแน่นอน

 


เรียบเรียงจาก

5 key takeaways from Uruguay's push to legalize marijuana, GlobalPost, 01-08-2013
http://www.globalpost.com/dispatch/news/regions/americas/130801/uruguay-legalize-marijuana-law-takeaways