ร้องศาลปกครองสูงสุดเพิกถอนใบอนุญาต 2 โรงงานมาบตาพุด

วันนี้ เวลา 10.00 น. นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เป็นตัวแทนกลุ่มชาวบ้าน จ.ระยอง 43 ราย ยื่นคำร้องขอให้ศาลปกครองสูงสุด พิจารณาเพื่อคำสั่งชี้ขาดใหม่เกี่ยวกับคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ในคดีที่ สมาคม และชาวบ้านมาบตาพุดรวม 43 ราย ยื่นฟ้องคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ , เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.), รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, รมว.กระทรวงอุตสาหกรรม, รมว.กระทรวงพลังงาน, รมว.กระทรวงคมนาคม, รมว.กระทรวงสาธารณสุข และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ผู้ถูกฟ้องที่ 1-8 เรื่อง เป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร จากการที่ร่วมกันเห็นชอบหรืออนุญาตให้เจ้าของโครงการหรือกิจกรรมที่อาจมีผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ไปดำเนินการก่อสร้างหรือขยายโรงงานในพื้นที่มาบตาพุด บ้านฉางและใกล้เคียง ซึ่งขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตโรงงานต่าง ๆ จำนวน 76 โรงงานในพื้นที่มาบตาพุดและใกล้เคียง และให้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 67 วรรคสอง

โดยคำร้องดังกล่าว ระบุว่า คดีนี้ศาลปกครองกลาง มีคำพิพากษาวันที่ 2 ก.ย.53 สั่งเพิกถอนใบอนุญาตโครงการหรือกิจกรรมที่เป็นโครงการอาจก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ต่อมามีการยื่นอุทธรณ์คดีต่อศาลปกครองสูงสุด ขณะที่ระหว่างนั้นได้มีการยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวในชั้นพิจารณาของศาลปกครองกลาง และศาลปกครองสูงสุด ซึ่งศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งวันที่ 2 ธ.ค.52 ยืนตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครองกลาง แต่ให้มีการยกเว้นใน 11 ประเภทโครงการจาก 76 โครงการ เนื่องจากเห็นว่ายังไม่น่าจะเข้าข่ายโครงการที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง แต่เมื่อขณะนี้ปรากฏตามข่าวสื่อมวลชนเกิดเหตุระเบิดและเพลิงไหม้สารทูโลอีน ของโรงงานบีเอสที อิลาสโตเมอร์ส ของบริษัทซินธิติกส์ จำกัด ที่เป็นประเภทอุตสาหกรรมที่ 39 ใน 76 โครงการที่มีการฟ้องคดี ภายในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดเมื่อวันที่ 5 พ.ค.55 ทำให้มีการรั่วไหลของสารพิษและควันดำสู่บรรยากาศแพร่กระจายจนมีคนงานเสียชีวิตกว่า 11 ราย และบาดเจ็บกว่า 142 ราย ซึ่งเหตุเกิดจากความประมาทเลินเล่อของผู้ประกอบการที่มีการจ้างเหมาบริษัทรับจ้างซ่อมบำรุงจากภายนอกที่ขาดมาตรฐานความปลอดภัยมาปฏิบัติงาน ซึ่งเหตุที่เกิดก็ไม่ใช่ครั้งแรกของบริษัท เพราะเมื่อวันที่ 5-6 มี.ค.52 โรงงานดังกล่าวเคยมีสารเคมีรั่วไหลขณะขนถ่ายสารเคมีขึ้นจากท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด

โดยขณะนี้บริษัทดังกล่าวได้จัดทำโครงการขยายโรงงานและติดตั้งเครื่องจักรเพื่อการผลิตเพิ่ม และจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ EHIA และ กนอ.จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นไปวันที่ 9 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งคณะกรรมการองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ กอสส. ท้วงติงความไม่สมบูรณ์หลายประการ และอีกกรณีที่โรงงานอดิตยา เบอร์ล่า เคมีคัลส์(ประเทศไทย) จำกัด ที่ตั้งในนิคมอุตสาหกรรมเหมราช ตะวันออก (มาบตาพุด) จ.ระยอง เกิดมีก๊าซคลอรีนรั่วไหล จากความประมาทเลินเล่อของเจ้าหน้าที่ผู้ประกอบการในการเปิดวาล์วสารโซเดียมไฮโปคลอไรด์ หรือสารฟอกขาวส่งผลกระทบต่อประชาชนที่อยู่ใต้ลมในแคมป์คนงานและชุมชนบริเวณใกล้เคียงกว่า 140 รายที่สูดดม ซึ่งมีกว่า 12 รายที่แพทย์สั่งให้นอนสังเกตอาการผิดปกติในโรงพยาบาล โดยโรงงานดังกล่าวเคยเกิดเหตุทำนองนี้มาแล้วเมื่อวันที่ 7 มิ.ย.53 เกิดเหตุถังบรรจุสารเคมีล้มและระเบิดจนมีคนงานและชาวบ้านถูกส่งเข้าโรงพยาบาลกว่า 200 ราย

แต่เนื่องจากคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ 2 ธ.ค.52 อนุญาตให้โครงการของบริษัท อดิตยา ฯ ผู้ก่อเหตุการณนี้ สามารถประกอบกิจการได้ ดังนั้นผู้ฟ้องจึงขอให้ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาไต่สวนเพื่อมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวใหม่ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 66 โดยให้ศาลสั่งทั้ง 2 บริษัทหยุดประกอบกิจการเป็นการชั่วคราว หรือถาวรต่อไป และให้เพิกถอนใบอนุญาตและรายงาน EHIA ของโครงการบริษัททั้งสอง รวมทั้งให้ศาลรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง และ กนอ. ผู้ถูกฟ้องที่ 3- 8 ร่วมกันจัดทำ ปรับปรุงแผนสื่อสารความเสี่ยงภัย แผนรายงานฉุกเฉิน แผนอพยพหนีภัย แผนฟื้นฟูเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ

โดยให้ทุกแผนต้องเชื่อมโยงกับทุกโรงงานในพื้นที่มาบตาพุดคอมเพล็กซ์ ที่มี นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด นิคมอุตสาหกรรมเอเชีย นิคมอุตสาหกรรมผาแดง นิคมอุตสาหกรรมดหมราชตะวันออก ( ระยอง) นิคมอุตสาหกรรมอาร์ ไอ แอล ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ฯลฯ พร้อมจัดตั้งศูนย์อพยพถาวรขึ้นภายใน 30 วันนับแต่ที่ศาลมีคำสั่ง และให้มีการซักซ้อมแผนร่วมกับชุมชนในพื้นที่มาบตาพุดและบ้านฉางทุก 3 เดือนที่ให้ผู้ฟ้องและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีส่วนร่วมทุกขั้นตอนทุกครั้ง และให้ศาลสั่งผู้ถูกฟ้องทั้งแปด ยุติการให้ใบอนุญาตประกอบกิจการ สำหรับโครงการหรือกิจกรรมใหม่ในพื้นที่มาบตาพุดคอมเพล็กซ์ทั้งหมดนับแต่ศาลมีคำสั่ง นายศรีสุวรรณ กล่าวในที่สุด