สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: 66 ปีพรรคประชาธิปัตย์

 
เมื่อวันศุกร์ที่ ๖ เมษายน นี้ พรรคประชาธิปัตย์ได้มีการทำพิธีทำบุญครบรอบ ๖๖ ปีของพรรค โดยมีสมาชิกพรรคเข้าร่วมอย่างคึกคัก ในโอกาสที่ถือได้ว่า พรรคประชาธิปัตย์อยู่ในยุคตกต่ำอย่างที่สุด ในงานนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคได้พยายามกล่าวแก้เกี้ยวว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ก็จะทำเพื่อประชาชน จึงได้เปิดตัวโครงการ เขียวใต้ฟ้าพื้นป่าต้นน้ำใต้ร่มพระบารมี ของมูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ เพื่อมีส่วนร่วมในการรักษาป่าต้นน้ำอนุรักษ์ธรรมชาติ ตามโครงการพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสนี้ด้วย
 
พรรคประชาธิปัตย์ ก่อตั้งขึ้นครั้งแรก เมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ.๒๔๘๙ โดยถือกันว่าเป็นพรรคแนวทางอนุรักษ์นิยมเจ้า เพื่อต่อต้านรัฐบาลคณะราษฎรสายพลเรือน ที่นำโดย นายปรีดี พนมยงค์ ในระยะแรก กลุ่มนักการเมืองอนุรักษ์นิยมที่ก่อตั้งพรรค ได้เชิญนายควง อภัยวงศ์มาเป็นหัวหน้าพรรค และ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช รับตำแหน่งเลขาธิการพรรค เป็นที่ทราบกันดีว่า พรรคประชาธิปัตย์ในระยะแรก ก็ใช้กลวิธีทางการเมืองที่ไม่ใสสะอาดนัก เพราะเลขาธิการพรรคและสมาชิกพรรคส่วนหนึ่งอยู่เบื้องหลังการโจมตีใส่ร้ายนายปรีดี พนมยงค์ ในกรณีสวรรคตของรัชกาลที่ ๘ และในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งแรกของพรรค คือเดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๔๘๙ ก็ได้นำเอาประเด็นเรื่องกรณีสวรรคตมาหาเสียงทำลายภาพลักษณ์ของรัฐบาลฝ่ายปรีดี พนมยงค์
 
แต่ผลงานชิ้นสำคัญของพรรค คือ การเข้าร่วมสนับสนุนการรัฐประหาร ๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๐ ยอมรับเป็นรัฐบาลรักษาการให้กับคณะรัฐประหาร โดยนายควง อภัยวงศ์รับตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อสร้างความชอบธรรมในสายตานานาชาติให้กับการรัฐประหาร ในระยะนี้เอง ที่นายควง อภัยวงศ์ ได้สร้างผลงานเด่น เช่น การตั้งคณะกรรมการสอบสวนคคีสวรรคต ที่นำโดย พล.ต.ต.พระพินิจชนคดี เพื่อเอาผิดแก่นายปรีดี พนมยงค์ ให้จงได้ อันนำมาสู่การประหารชีวิตมหาดเล็กผู้บริสุทธิ์ ๓ คนต่อมา นอกจากนี้ ก็คือ การแก้ไขพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ให้การจัดการดูแล และการใช้จ่ายทรัพย์สิน เป็นไปตามพระราชอัธยาศรัย นายควงเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ๖ เดือน ก็ถูกคณะรัฐประหาร”รื้อนั่งร้าน”โดยจี้บังคับออก เพื่อเปิดทางแห่งการครองอำนาจของจอมพล ป.พิบูลสงคราม หัวหน้าคณะรัฐประหาร หลังจากนั้น ภายใน ๔ ปี พรรคประชาธิปัตย์ก็ตกอยู่ในภาวะแพแตก แยกย้ายกัน จน พ.ศ.๒๔๙๘ เมื่อรัฐบาลจอมพล ป.เปิดประชาธิปไตยสมบูรณ์ ให้มีการแข่งขันในระบบพรรคการเมือง พรรคประชาธิปัตย์จึงฟื้นตัวขึ้นมา และส่งผู้สมัครแข่งขันในการเลือกตั้ง พ.ศ.๒๕๐๐ แต่กระนั้น พรรคประชาธิปัตย์ก็มิได้สนับสนุนประชาธิปไตยของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม กลับให้ความร่วมมือกับฝ่ายของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ในการก่อหารรัฐประหารอีกครั้งหนึ่ง
 
เดือนตุลาคม พ.ศ.๒๕๐๑ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก่อการรัฐประหารล้มระบบรัฐสภา บริหารแบบเผด็จการเต็มรูปแบบ พรรคประชาธิปัตย์ก็เก็บฉากล้มเลิกพรรค และแยกย้ายกันไป จนถึง พ.ศ.๒๕๑๑ เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่ และตระเตรียมให้มีการเลือกตั้ง สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้มารวมตัวกันรื้อฟื้นพรรคอีกครั้ง และส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง และเนื่องจากนายควง อภัยวงศ์ ถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๑ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ได้รับตำแหน่งหัวหน้าพรรคคนใหม่ นำพรรคลงสมัยรับเลือกตั้ง และกลายเป็นพรรคฝ่ายค้านของรัฐบาลพรรคสหประชาไทยของจอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งน่าจะเป็นสมัยเดียวที่พรรคประชาธิปัตย์แสดงบทบาทเป็นฝ่ายค้านที่มีคุณภาพ และสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนหนุ่มสาวของยุคสมัยนั้น ที่ไม่พอใจระบอบถนอม-ประภาส อย่างไรก็ตาม เมื่อ จอมพลถนอม กิตติขจร ก่อการรัฐประหารปิดสภาผู้แทนราษฎร หันมาใช้อำนาจปฏิวัติ พรรคประชาธิปัตย์ก็ยุติบทบาท สลายพรรคอีกครั้ง
 
จึงสรุปได้ว่า บทบาทของพรรคประชาธิปัตย์ในยุคแรกนี้ ยังเป็นพรรคเฉพาะกิจ ที่มารวมตัวกันเมื่อเผด็จการทหารเปิดให้มีการเลือกตั้ง และจะสลายตัวเมื่ออำนาจเผด็จการกลับคืนมา แม้กระทั่งเมื่อ สมาชิกพรรคเช่น นายอุทัย พิมพ์ใจชน และ อดีตอีก ส.ส. ๒ คน ยื่นฟ้องจอมพลถนอมในข้อหาละเมิดรัฐธรรมนูญและเป็นกบฏ จึงถูกคณะรัฐประหารของจอมพลถนอมจับผู้ฟ้องเข้าคุก ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ก็อธิบายว่า การดำเนินการของนายอุทัยเป็นเรื่องส่วนตัวไม่เกี่ยวกับพรรค
 
เมื่อเกิดเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๖ อำนาจเผด็จการล่มสลาย และเปิดให้มีการเลือกตั้งต้นปี พ.ศ.๒๕๑๘ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช จึงรื้อฟื้นพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมาอีก และส่งผู้สมัครแข่งขัน ในครั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนนเสียงมากที่สุด แต่ได้จัดตั้งรัฐบาลเพียงระยะสั้น ต้องคอยมาจนถึงการเลือกตั้งเดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๑๙ พรรคประชาธิปัตย์จึงชนะและได้เป็นแกนกลางจัดตั้งรัฐบาลโดยมี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ในสมัยนี้ ได้แตกเป็นปีกขวาและปีกซ้ายอย่างชัดเจน โดยกลุ่มปีกซ้ายแสดงลักษณะที่เป็นเสรีนิยม ไม่เห็นด้วยกับแนวทางขวาจัดที่ปราบปรามนักศึกษา ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองอันแหลมคม ทำให้รัฐบาลชุดนี้อยู่ได้เพียง ๖ เดือน ก็เกิดการรัฐประหาร ๖ ตุลาคม ชนชั้นนำรื้อฟื้นเผด็จการอีกครั้ง
 
อำนาจเผด็จการครั้งนี้อยู่ได้เพียงระยะสั้น เดือนตุลาคม พ.ศ.๒๕๒๐ เกิดการรัฐประหารเพื่อฟื้นฟูประชาธิปไตย การเลือกตั้งครั้งใหม่ขึ้นในเดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๒๒ นี่เป็นครั้งแรกที่พรรคประชาธิปัตย์พ่ายแพ้ในกรุงเทพฯอย่างยับเยินต่อพรรคประชากรไทย จนทำให้ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ต้องลาออกจากหัวหน้าพรรค นายถนัด คอมันตร์ ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคแทน พรรคประชาธิปไตยกลายเป็นฝ่ายค้านระยะสั้นสมัยรัฐบาล พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ต่อมา เมื่อเปลี่ยนเป็นรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ พรรคประชาธิปัตย์ก็เข้าร่วมรัฐบาล และเป็นฝ่ายรัฐบาลทุกสมัยตลอดการบริหารของ พล.อ.เปรม และยังร่วมรัฐบาลต่อในสมัยต้นของรัฐบาล พล.ต.ชาติชาย ชุณหะวัณ ในขณะนี้ พรรคประชาธิปัตย์ได้เปลี่ยนหัวหน้าพรรคเป็นนายพิชัย รัตตกุล ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๒๕
 
พรรคประชาธิปัตย์ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ในเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๕๓๓ และเปลี่ยนหัวหน้าพรรคเป็นนายชวน หลีกภัย ต้นปี พ.ศ.๒๕๓๔ หลังจากเกิดการรัฐประหาร พ.ศ.๒๕๓๔ พรรคประชาธิปัตย์แสดงบทบาทเป็นฝ่ายต่อต้านรัฐประหาร และเข้าร่วมในการเคลื่อนไหวพฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๕ ซึ่งน่าจะเป็นครั้งเดียวที่พรรคประชาธิปัตย์แสดงบทบาทก้าวหน้าที่สุด
 
หลังจากการล้มลงของรัฐบาลทหาร โดย พล.อ.สุจินดา คราประยูร และมีการเลือกตั้งใหม่ในเดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๓๕ พรรคประชาธิปัตย์กลายเป็นพรรคที่มีคะแนนเสียงมากที่สุด และได้เป็นพรรคแกนกลางตั้งรัฐบาลผสม โดยมี นายชวน หลีกภัยเป็นนายกรัฐมนตรี หลังจากนี้ พรรคประชาธิปัตย์ก็กลายเป็นพรรคสำคัญที่สุดลงแข่งขันในระบอบรัฐสภา และได้เป็นแกนกลางในการตั้งรัฐบาลอีกครั้งเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๐ ทำให้นายชวน หลีกภัยได้เป็นนายกรัฐมนตรีมาจนถึงต้นปี พ.ศ.๒๕๔๔ จนแพ้ในการเลือกตั้งต่อพรรคไทยรักไทย ที่นำโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
 
ในระหว่างที่ทำหน้าที่เป็นพรรคฝ่ายค้าน พรรคประชาธิปัตย์ได้เปลี่ยนหัวหน้าพรรคเป็น นายบัญญัติ บรรทัดฐาน เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๖ และเปลี่ยนมาเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อ พ.ศ.๒๕๔๘ นายอภิสิทธิ์ได้นำพรรคให้เป็นแกนกลางในการต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ยอมรับการนำเสนอมาตรา ๗ เพื่อเปิดทางให้สถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามามีบทบาทในทางการเมือง จนได้ฉายาว่า “มาร์ค ม.๗” และต่อมา พรรคประชาธิปัตย์ก็ยอมรับความชอบธรรมของการรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๔๙ ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ ทำให้พรรคประชาธิปัตย์กลายเป็นหนึ่งเครื่องมือของฝ่ายอำมาตย์ในการล้มล้างประชาธิปไตย ฉีกรัฐธรรมนูญ และสนับสนุนเผด็จการ การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ สมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สูญเสียสถานะพรรคแนวทางเสรีนิยม และประชาธิปไตย กลายเป็นพรรคฝ่ายอำมาตยาธิปไตยเต็มที่
 
ลักษณะเช่นนี้ยิ่งเห็นได้ชัดเมื่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยอมรับคำเชิญของฝ่ายอำมาตย์ในการจัดตั้งรัฐบาลเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๑ หลังจากที่ฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทำการต่อต้านรัฐบาลพรรคพลังประชาชน ที่นำโดยนายสมัคร สุนทรเวช และ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จนบริหารประเทศตามปกติไม่ได้ ต่อมา เมื่อรัฐบาลนายอภิสิทธิ์บริหารประเทศแล้ว และประชาชนคนเสื้อแดงมาต่อต้านคัดค้าน นายอภิสิทธิ์ก็ใช้วิธีการทางทหารเข้าแก้ไขจัดการจนมีผู้เสียชีวิตจำนวนนับร้อยคน ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของพรรค ที่มีผู้นำพรรคมือเปื้อนเลือดประชาชนเช่นนี้ นอกจากนี้ ยังแสดงบทบาทเป็นพรรคขวาจัด ล่าแม่มดโดยการจับกุมประชาชนด้วยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามมาตรา ๑๑๒ จำนวนมากที่สุดอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ความเป็นธรรมภายใต้การบริหารของนายอภิสิทธิ์จึงสูญสิ้นไป
 
ต่อมา หลังการเลือกตั้ง กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๔ พรรคประชาธิปไตยกลับมาแสดงบทบาทเป็นฝ่ายค้าน เพราะแพ้การเลือกตั้งแก่พรรคเพื่อไทย แต่ก็ยังแสดงบทบาทเป็นพรรคขวาจัด อนุรักษ์นิยมที่สุดเช่นเดิม ด้วยการคัดค้านการแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย คัดค้านการปฏิรูปมาตรา ๑๑๒ สนับสนุนกอดขาองคมนตรี คัดค้านการปรองดองสมานฉันท์ ใส่ร้ายป้ายสีประชาชน เอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่น ยืนยันการฟอกถ่านให้ขาว รับระเบียบวาระของฝ่ายพันธมิตรมาเป็นวาระของตน และแสดงบทบาทเป็นฝ่ายค้านอันเหลวไหล ทำให้ประวัติศาสตร์ ๖๖ ปีของพรรค จึงเป็นประวัติศาสตร์อันไร้ค่าสำหรับประชาชน ตราบเท่าที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังเป็นหัวหน้าพรรคอยู่
 
บทความนี้ จะขอลงท้ายด้วยปุจฉาว่า เหตุใดพรรคประชาธิปัตย์จึงได้ชื่อว่าพรรคแมลงสาบ วิสัชนา คือ แมลงสาบเป็นสัตว์ที่อยู่นาน อยู่ทน ไม่เคยเปลี่ยนรูปร่างลักษณะมานานนับล้านปี แมลงสาบเป็นสัตว์ที่อยู่ในโลกนี้มานานยิ่งกว่าไดโนเสาร์ แมลงสาบจึงเหมาะแก่พรรคประชาธิปัตย์ด้วยประการฉะนี้

Comments

ขอบคุณอ.สุธาชัยมากค่ะ

ขอบคุณอ.สุธาชัยมากค่ะ อ่านเพลินเลย

กลยุทธหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ที่สำคัญคือการสร้างวาทกรรมอนุรักษ์นิยมด้วยวรรณกรรม ทั้งวรรณกรรมที่เขียนโดยสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์และครอบครัวของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ดิฉันรู้จักไม่มาก รู้จักแค่"สี่แผ่นดิน"และ"ความสุขของกะทิ" อยากเห็นผู้เชี่ยวชาญด้านวรรณกรรมไทยวิพากษ์เรื่องนี้มากค่ะว่า"วรรณกรรมพรรคประชาธิปัตย์"มีเรื่องอะไรอีกบ้าง?

นวนิยายที่่อนุรักษ์นิยมแบบไม่สมเหตุสมผลบางเรื่องไม่ได้เขียนโดยนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์และครอบครัว ก็อาจจะถือว่าเป็นวรรณกรรมสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ เช่น ทวิภพ เนื่องจากทมยันตีมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 และได้รับรางวัลเป็นตำแหน่งในขสมก.หลังจากนั้นถ้าดิฉันจำไม่ผิด ดิฉันก็ไม่รู้ว่ายุคนั้นทมยันตีแต่งนิยายเอาใจอำมาตย์เรื่องอะไรไว้นะคะ ไม่ได้ติดตามมาก เนื่องจากว่าอ่านไม่กี่เรื่องก็สะอิดสะเอียนแล้ว

กรุณาเขียนให้ละเอียดกว่านี้

กรุณาเขียนให้ละเอียดกว่านี้ อ่านแล้วเหมือนไม่ใช่คนเขียน ให้คนอ่านเลย มันเหมือนนิยายมากกว่าประวัติศาสตร์ สงสารคนอ่าน เพราะคนอ่านหลายคนไม่ได้โง่เหมือนคน่เขียนมีอีกเยอะ

This article misses at least

This article misses at least one crucial incident, namely the advertisement for the election after Black May (which quoted Pridi's opinion on Anarchism to blame their competitor in Bangkok then, Chamlong).

สุดยอดเลยอาจารย์ พรรคกาจั้ว

สุดยอดเลยอาจารย์ พรรคกาจั้ว หรือแมลงสาบ สัตว์ที่คนทั้งโลกทั้งเกลียดทั้งกลัว น่าขยะแขยง มีทั้งกลิ่นและรูปร่างที่ทุเรศที่สุด เหมาะสมกับพรรคๆนี้เป็นอย่างยิ่ง

ไก้ลจะถึงจุดจบของพรรคเต็มทีแล

ไก้ลจะถึงจุดจบของพรรคเต็มทีแล้ว โดยทั่วไปก็กระทำตัวเหมือนพรรคที่ยึดหมั่นในประชาธิปไตย(สมัยทหารครองเมือง) แต่ถ้าศึกษาประวัติของพรรคนี้ให้ดีกลับเป็นตรงกันข้าม ...พรรคนี้ตั้งมาเพื่อเสียบเข้าเป็นรัฐบาลหลังจากนายปรีดีถูกปฎิวัติ แรกเริ่มก็ประกอบดัวยกลุ่มนักปฎิวัติเก่า(๒๔๗๕) ที่เปลื่ยนใจหันมาเข้ากับกลุ่มศักดินาและกลุ่มนายทุ่นชั้นสูง สมัยเผด็จการจอมพล ป กับกลุ่ม เผ่า ปกครองประเทศก็แกล้งต่อต้านเผด็จการอย่างเบาๆมาตลอด สมัยสฤษดิ์ก็กลัวหัวหด หกตุลาก็เป็นรัฐบาลก็อ่อนปวกเปียกไม่สามารถคุมสถานะการณ์ได้ ปล่อยให้พวกขวาจัดออกมาฆ่านักศึกษาประชาชนได้ง่ายๆ....ล่าสุดแพ้การเลือกตั้งมาตลอดได้เป็นรัฐบาลเพราะการใชัอำนาจสองมาตรฐานโดยกลุ่มทหารกับศักดินาเจ้าเก่า..แล้วก็ได้ก่อกรรมที่รุนแรงที่สุดคือการสั่งฆ่าประชาชนเมื่อเดือน เมษา พฤษภา สองปีที่แล้ว นับเป็นรัฐบาลพลเรือนที่ชั่วร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย คือรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ.

apisits

[quote=apisits]กรุณาเขียนให้ละเอียดกว่านี้ อ่านแล้วเหมือนไม่ใช่คนเขียน ให้คนอ่านเลย มันเหมือนนิยายมากกว่าประวัติศาสตร์ สงสารคนอ่าน เพราะคนอ่านหลายคนไม่ได้โง่เหมือนคน่เขียนมีอีกเยอะ[/quote]

อาจาร์ยสุธาชัยฯได้เขียนลำดับเรื่ิองราวได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่มีหลักฐานที่ปรากฎต่อสาธารณชน ดีกว่าพวกแมงสาบที่ออกมาพูดหรืิเขียน หรือแสดงความคิดเห็นในที่ต่างๆ ยังกับเล่านิทาน คนบ้านนอกไม่โง่นะครับ เขาอ่านแล้วรู้จักวิเคราะห์ ดีกว่าคนบางคน ........หรือหลายคน

Kitt wrote:apisits

[quote=Kitt][quote=apisits]กรุณาเขียนให้ละเอียดกว่านี้ อ่านแล้วเหมือนไม่ใช่คนเขียน ให้คนอ่านเลย มันเหมือนนิยายมากกว่าประวัติศาสตร์ สงสารคนอ่าน เพราะคนอ่านหลายคนไม่ได้โง่เหมือนคน่เขียนมีอีกเยอะ[/quote]

อาจาร์ยสุธาชัยฯได้เขียนลำดับเรื่ิองราวได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่มีหลักฐานที่ปรากฎต่อสาธารณชน ดีกว่าพวกแมงสาบที่ออกมาพูดหรืิเขียน หรือแสดงความคิดเห็นในที่ต่างๆ ยังกับเล่านิทาน คนบ้านนอกไม่โง่นะครับ เขาอ่านแล้วรู้จักวิเคราะห์ ดีกว่าคนบางคน ........หรือหลายคน[/quote]

เห็นด้วยกับคุณ kitt ครับ ขอบคุณ อาจารย์สุธาชัยฯ เขียนได้ใจความ ความจริงมีอยู่ไม่ใช่น้อย แน่นอนครับพวกขวาจัดเขาต้องออกมาคัดค้านแน่นอน คนอ่านต้องตัดสินโดยวิจารณญานของตนเอง ท่านเป็นถึง อาจารย์สอนที่จุฬาฯคงไม่โง่อย่างถูกกล่าวหาหรอก ถ้าจะต้องโง่ก็เพราะเลือกจะอยู่ประเทศนี้เท่านั้น ขอเป็นกำลังใจให้ท่านครับ! อ้อ Apisits คนเขียน คนเดียวกับ คนที่ " ดีแต่พูด "หรือเปล่า ชักสงสัยนะ ตอนเป็นเด็กๆเคยชื่นชมพรรคนี้ พอแก่ตัวลงก็เคยย้ายไปอยู่แถบบางอ้อเลยถึงบางอ้อเลยครับ

Submitted by apisits

Submitted by apisits (visitor) on Sat, 2012-04-21 04:27.
กรุณาเขียนให้ละเอียดกว่านี้
กรุณาเขียนให้ละเอียดกว่านี้ อ่านแล้วเหมือนไม่ใช่คนเขียน ให้คนอ่านเลย มันเหมือนนิยายมากกว่าประวัติศาสตร์ สงสารคนอ่าน เพราะคนอ่านหลายคนไม่ได้โง่เหมือนคน่เขียนมีอีกเยอะ

ผมคนอ่าน ได้อ่านบทความของ อ.สุธาชัยแล้ว ก็เข้าใจว่าเป็นสติปัญญาและอุสาหะพากเพียรของคนเขียนที่พยายามเรียบเรียงมาให้คนเข้าใจ ถ้าอ่านแล้วรู้สึกว่าไม่เข้าใจผมก็ไม่แน่ใจว่าท่านข้างบนนี้เป็นคนหรือเป็น.....เช่นคุณเข้าใจ ทำไมไม่พยายามทำความเข้าใจ มีแต่จ้องจะด่าและทำลายสติปัญญาคนอื่นเขา ถ้าเช่นนั้นก็เขียนเองอ่านเองเลยซิครับคุณ

555

555 พรรคนี่ผมไม่เคยเลือกสักครั้ง คนแถวนี้ยังหาว่าผมเป็นพวกประชาธิปัตย์

นิดนึงบทความนี้ ไม่ได้ชี้เหตุผลในความสัมพันธ์และบทบาทของประชาธิปัตย์ ในหมู่อนุรักษ์นิยม เช่น

ทำไมหลังจากร่วมมือกับทหารแล้วถึง ประชาธิปัตย์ถึงแตกแยกกับทหารเป็นประจำ

ทำไมคนชั้นกลาง หรือกลุ่มคนที่อยู่ในเขตเมืองทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด ที่มีพลังขับเคลื่อนสังคมมาก ถึงเลือกพรรคนี้

ในสายตาผมถึงอย่างไร พรรคนี้ก็มีคนเลือกกว่า 10 ล้านเสียง ไม่ใช่น้อยๆ ด้านคุณประโยชน์ก็น่าจะมีไม่น้อยเช่นเดียวกัน

แม้พวกประชาธิปัตย์ จะได้ สส. น้อย แต่ 10 ล้านเสียงที่เลือกประชาธิปัตย์ ทำให้ความขัดแย้งในสังคมไทยยังอยู่

ฝากอาจารย์พิจารณาด้านดีด้านพร่อง ในบทความเกี่ยวกับประชาธิปัตย์ ที่จะตามมาในอนาคตด้วยครับ

นวนคร wrote:555

[quote=นวนคร]555 พรรคนี่ผมไม่เคยเลือกสักครั้ง คนแถวนี้ยังหาว่าผมเป็นพวกประชาธิปัตย์
...
ทำไมคนชั้นกลาง หรือกลุ่มคนที่อยู่ในเขตเมืองทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด ที่มีพลังขับเคลื่อนสังคมมาก ถึงเลือกพรรคนี้
...
แม้พวกประชาธิปัตย์ จะได้ สส. น้อย แต่ 10 ล้านเสียงที่เลือกประชาธิปัตย์ ทำให้ความขัดแย้งในสังคมไทยยังอยู่
[/quote]

มันเป็นผลพวงของการปลุกระดมสร้างความเกลียดชังรัฐบาลทักษิณอย่างต่อเนื่อง
ในหลายปีที่ผ่านมา นักเสพข่าว นักเสพบทความ ส่วนใหญ่จะเป็นคนชั้นกลางในเมือง
ตกเป็นเหยื่อของการปลุกระดม Propaganda ในหลากหลายช่องทาง
มันกลายเป็นความเชื่อ ในขณะเดียวกันมันกลายเป็นแฟชั่น
เกิดเป็นรสนิยมทางการเมืองขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เหมือนการที่คนเลือกใช้สินค้ามีแบรนด์

ถึงแม้ส่วนหนึ่งของคนชั้นกลาง จะไม่ค่อยศรัทธาในพรรคประชาธิปัตย์นัก แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่น
พรรคการเมืองใหม่ที่หมายมั่นก็ไม่เป็นโล้เป็นพาย พวกเขาจึงต้องเลือกพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้น
เพราะพวกเขาเกลียดพรรคการเมืองอื่นๆทั้งหมด มากกว่าประชาธิปัตย์
พวกเขาต่างพากันมองว่าพรรคอื่นๆมีสิงสาราสัตว์อาศัยอยู่เต็มไปหมด เลือกไปอาจตกนรก
ถ้าเลือกประชาธิปัตย์ อย่างน้อยอาจจะมีเทวดามาโปรด อะไรทำนองนี้แหละ

บ้างก็เลือกพรรคประชาธิปัตย์เหมือนเป็นแฟชั่นทางการเมือง ที่ดูไฮโซกว่า
แกนนำของพรรคที่สำคัญหลายๆคนเป็นไฮโซในกรุงเทพ รู้สึกเหมือนเป็นตัวแทนคนกรุงเทพฯ
ในขณะที่พรรคอื่นๆ ดูเหมือนจะมีภาพลักษณ์เป็นพรรคการเมืองต่างจังหวัดกันทั้งนั้น...โลโซ
ถ้าคนกรุงเทพฯจะเลือกพรรคเพื่อไทย ก็อาจรู้สึกเหมือนซื้อเสื้อม่อฮ่อมมาใส่
ถ้าจะเลือกพรรคชาติไทยฯ ก็เหมือนซื้อเสื้อลายๆแบบคนไทยภาคกลางใส่กัน
ถ้าจะเลือกพรรคของชูวิทย์ ก็อาจจะเหมือนกำลังใส่ชุดลำลองท่องราตรีกัน

คนกรุงเทพฯเขาต้องเลือกซื้อเสื้อผ้ามีแบรนด์ ที่วางขายตามห้างหรูๆมาใส่จึงจะถูกจริต
ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ ถูกวางไว้ในตำแหน่งของตลาดการเมืองตรงนี้พอดิบพอดี

บังเอิญโลกมันเปลี่ยนไปเยอะแล้ว...
ผ้าฝ้าย ผ้าม่อฮ่อม บางส่วนอาจจะถูกดีไซเนอร์ชื่อดังนำไปออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ
เสื้อผ้าแบรนด์ดังๆที่มีชื่อเสียงมานาน อาจถูกตัดเย็บจากโรงงานในลาวในเขมรแทน
บางที่ก็ไม่มีใครมาหลอกเราหรอกนะ แต่เราชอบที่จะหลอกตัวเองกันต่างหาก

ปรกติคนไทยเราลืมกันง่าย

ปรกติคนไทยเราลืมกันง่าย ให้อภัยกันง่าย
เรื่องราวของประวัติศาสตร์ ไม่ค่อยมีใครจะใส่ใจกันเท่าไหร่หรอก
ไม่งั้นพ่อหม้ายแม่หม้าย คงหาผัวหาเมียใหม่ไม่ได้กันแล้ว

พรรคการเมืองแต่ละพรรคจะได้เสียงมากหรือน้อย
มันคืออยู่กับภาพลักษณ์ในปัจจุบันของพรรคมากกว่า
มีอะไรใหม่ๆมานำเสนอบ้างไหม...ทั้งปีทั้งชาติเหมือนเดิม...คนมันก็เบื่อกันแย่

พรรคการเมืองควรจะให้ความสำคัญกับการเป็นนักพูดให้น้อยลง
ไม่งั้นในอนาคตเมืองไทยคงได้แต่นักพูดมาเป็นนายกฯกัน
การเป็นนักบริหาร กับการเป็นนักพูด มันไม่ค่อยจะมาด้วยกันสักเท่าไหร่หรอก

ผมเองก็เป็นกลุ่มคนไทยลืมง่ายเหมือนกัน
ก็ยังจะพร้อมที่จะให้อภัยพรรคประชาธิปัตย์ได้เสมอ
หากพรรคกลับตัวกลับใจเสียใหม่ ไม่งี่เง่าเหมือนที่ผ่านๆมา

ผมเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่มีวิจารณญาณทางการเมืองเพียงพอ
ไม่อยากเห็นพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ผูกขาดอำนาจตลอดไป
เพราะนั่นจะเป็นการสั่งสม ก่อกำเนิดกลุ่มอิทธิพลย่อยไปทั่วประเทศ

ก็เหมือนกับกลุ่มอิทธิพลของกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านในอดีต ที่อยู่ตำแหน่งกันยาวนานเกินไป
การที่ภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่ง จะยึดกลุ่มการเมืองกลุ่มเดียวตลอดก็ใช่ว่าจะดี
นั่นจะก่อเกิดกลุ่มอิทธิพลมืดขึ้นได้ และจะเป็นอันตรายร้ายแรงในอนาคต

การล้มล้างอำนาจทักษิณในช่วงที่ผ่านมานั้น ประชาธิปัตย์เป็นเหมือนวัยรุ่นใจร้อน
วิธีการต่อสู้ การนำเสนอโซลูชั่นทางการเมือง การกระทำต่างๆที่ผ่านมา
ต้องถือว่าแกนนำไร้วิสัยทัศน์โดยสิ้นเชิง และได้ล้มละลายในทางการเมืองไปแล้ว

เพียงแค่มีพ่อยก-แม่ยกบางส่วน หลับหูหลับตาอุ้มชูกันอยู่
และบางส่วนเกิดจากแฟนคลับ เกิดจากแฟชั่น รสนิยมทางการเมือง
ประชาธิปัตย์จึงพอจะมีคะแนนเสียงหนาแน่นอยู่พอสมควร

ประชาธิปัตย์ควรจะยกเครื่อง เปลี่ยนแกนนำใหม่ทั้งชุด
ประกาศวิสัยทัศน์ให้ชัดเจนกันใหม่ มีสิ่งนำเสนอใหม่ๆไม่ซ้ำซาก
ประชาธิปัตย์ย่อมมีสิทธิ์กลับมาผงาดใหม่เต็มภาคภูมิอีกครั้ง

โดยไม่ต้องมาโทษว่าเพราะคนโง่เลือกพรรคโน้น คนฉลาดเลือกพรรคนี้
มันเหมือนเอาเด็กอนุบาลมาเล่นการเมืองกัน ช่างไร้สาระ
ถ้าเด็กๆมันทำกันมันก็น่าเอ็นดู แต่ผู้ใหญทำกันมันน่าขยะแขยง

เอาหล่อเล็กอภิรักษ์ ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคยังจะดีกว่านะผมว่า
ยังไงก็ดูสุขุม ดูเป็นผู้ใหญ่ มีความ mature มากกว่าเป็นไหนๆ
อันนี้มันก็แล้วแต่ใครจะมองยังไงนะครับ ถ้าทำอย่างที่ผมคิด ผมก็จะเลือก...ก็แค่นั้น

อย่างคุณสุเทพ

อย่างคุณสุเทพ เทือกสุบรรณนั้น
ที่ผ่านๆมา...ถึงผมจะรู้สึกแย่ๆเยอะแยะกับตัวแก
แต่ผมรู้สึกถึงสิ่งดีในตัวแกขึ้นมาทันที
เมื่อแกประกาศลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรค
โดยไม่มีการกั๊กให้มีคนเลือกตัวแกเองกลับไปนั่งตำแหน่งอีก

แต่อีกคนหนึ่งนั้น...ผมขยะแขยงที่จะเอ่ยถึง

พรรค ปชป นี่อยู่นานและทนจริงๆ

พรรค ปชป นี่อยู่นานและทนจริงๆ ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงและสีบ้างเลย แต่ถ้ามองในอีกมุมหนึ่งก็ถือว่าเป็นพรรคที่มีจุดยืนดีนะครับ ไม่ค่อยยอมลู่ลม โอนอ่อน ทำทุกอย่างเพื่อไม่ได้เป็นฝ่ายค้าน ลื่นทุกฝีก้าวเพื่อให้มีเอี่ยวในทุกรัฐบาล

แต่ในยุคแห่งความปรองดอง จับมือกันบ้าง ลดท่าทีบ้าง สร้างบรรยากาศฮั้วกันบ้างก็ดีนะครับ ดูสิ... รัฐบาลเพื่อไทยเขาก็พยายามสร้างความปรองดองกันแล้ว นายกฯ ก็เตรียมยกคณะ ครม. ไปรดน้ำดำหัว องคมนตรี และรัฐบุรุษอย่าง พล.อ. เปรม เลย... ทำไม ปชป ไม่ยกทีมฝ่ายค้านไปร้องเพลง "ช่างแม่..มัน" กับอดีตนายกฯ ทักษิณดูบ้างหล่ะครับ จะดีชั่วอย่างไรก็คนไทยด้วยกันทั้งนั้น จ้องหักล้างกันไปก็ไม่เห็นจะได้อะไรขึ้นมาเลย

แต่ถ้าใครในนี้ไม่ชอบวิธีการปรองดอง ชอบแตกหักก็แสดงความคิดเห็นได้นะครับ

คนกรุง wrote:พรรค ปชป นี่....

[quote=คนกรุง]พรรค ปชป นี่.... ทำทุกอย่างเพื่อไม่ได้เป็นฝ่ายค้าน ลื่นทุกฝีก้าวเพื่อให้มีเอี่ยวในทุกรัฐบาล
[/quote]

ถ้าเรียก ปชป. อย่างที่คุณว่า แล้วจะเรียกพรรคชาติไทยพัฒนาของเสี่ยเติ้งว่าไงดีครับ?

คนกรุง wrote:พรรค ปชป

[quote=คนกรุง]พรรค ปชป นี่อยู่นานและทนจริงๆ ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงและสีบ้างเลย แต่ถ้ามองในอีกมุมหนึ่งก็ถือว่าเป็นพรรคที่มีจุดยืนดีนะครับ ไม่ค่อยยอมลู่ลม โอนอ่อน ทำทุกอย่างเพื่อไม่ได้เป็นฝ่ายค้าน ลื่นทุกฝีก้าวเพื่อให้มีเอี่ยวในทุกรัฐบาล

แต่ในยุคแห่งความปรองดอง จับมือกันบ้าง ลดท่าทีบ้าง สร้างบรรยากาศฮั้วกันบ้างก็ดีนะครับ ดูสิ... รัฐบาลเพื่อไทยเขาก็พยายามสร้างความปรองดองกันแล้ว นายกฯ ก็เตรียมยกคณะ ครม. ไปรดน้ำดำหัว องคมนตรี และรัฐบุรุษอย่าง พล.อ. เปรม เลย... ทำไม ปชป ไม่ยกทีมฝ่ายค้านไปร้องเพลง "ช่างแม่..มัน" กับอดีตนายกฯ ทักษิณดูบ้างหล่ะครับ จะดีชั่วอย่างไรก็คนไทยด้วยกันทั้งนั้น จ้องหักล้างกันไปก็ไม่เห็นจะได้อะไรขึ้นมาเลย

แต่ถ้าใครในนี้ไม่ชอบวิธีการปรองดอง ชอบแตกหักก็แสดงความคิดเห็นได้นะครับ[/quote]

ความจริงแล้่ว ด้วยตัวของพรรคแมลงสาบเองคงไม่สามารถอยู่ได้ด้วยตนเอง
หากไม่มีไอ้พวกชอบแมลงสาบคอยให้อาหารต่อท่อน้ำเลี้ยง เรียกว่าเป็นแมลงสาบมีเส้น ว่างั้นเถอะ
ไม่อย่างนั้นมันถูกยุบพรรคไปนานแล้ว

apisits

[quote=apisits]กรุณาเขียนให้ละเอียดกว่านี้ อ่านแล้วเหมือนไม่ใช่คนเขียน ให้คนอ่านเลย มันเหมือนนิยายมากกว่าประวัติศาสตร์ สงสารคนอ่าน เพราะคนอ่านหลายคนไม่ได้โง่เหมือนคน่เขียนมีอีกเยอะ[/quote]
หากอาจารแกเขียนไม่ละเอียดไม่ถูกต้องประการใด คุณก็แก้ไขและบอกเล่าบอกกล่าวมาซิคุณ คำก็โง่ สองคำก็ซื้อเสียง คุณเป็นอยู่แค่เหรอครับ ผมอ่านผมก็เข้าใจได้ว่ามันจริงอย่างที่อาจารแกว่าทุกประการ คนไทยทุกๆคนก็รู้มาอย่างนั้น ถ้าไม่ใช่ยังไงคุณก็นำความจริงของคุณมาเสนอก็จะดีนะครับ อ้อ การเขียนบทความเช่นนี้จะให้มันละเอียดไปทุกทุกเหตการเล็กๆน้อยๆ มันก็คงเขียนไม่หมดหรอก พรรคนี้มีเรื่องราวมาตั้งหกสิบหกปี

พรรครอยัลลิสต์ ..

พรรครอยัลลิสต์ .. ม.ร.ว.เสนีย์ นำพรรคลงสมัครเลือกตั้งปี 2512 นายชวน ได้เป็นส.ส.สมัยแรกก็ปีนี้ ส.ส.ชื่อเด่นดังหลายคนเห็นจะมาจากสำนักงานทนายความของเสนีย์มั้ง พรรคการเมืองรอยัลลิสต์ด่าทหารก็แค่แย่งชิงอำนาจกัน เหมือนดัง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ด่าเปรม ก็มีทหารตบเท้าไปบ้านม.ร.ว.คึกฤทธิ์

พรรครอยัลลิสต์ ยังไงก็เป็นรอยัลลิสต์วันยังค่ำ มีกรรมการบริหารไม่ออกหน้าบงการหลังฉาก ข้อพิสูจน์ก็คือว่า สมาชิกพรรครุ่นใหม่หลายคนเกิดไม่ทันยุคเสนีย์ แต่ดันพูดภาษาเดียวกับยุคเสนีย์ที่สนับสนุนการเกิดขึ้นของระบอบองคมนตรีในปี 2490 และพูดแบบรอยัลลิสต์คลั่งเจ้าปี 2490 นี่ก็คือภาพฉายสะท้อนให้มองเห็นบุคคลที่มองไม่เห็นหลังฉาก ที่คอยควบคุมอุดมการณ์รอยัลลิสต์หรือเจ้านิยมให้ส่งต่อถ่ายทอดสู่สมาชิกพรรครุ่นหลัง จริงบ่?

ชนชั้นกลางที่ไม่รู้ความเป็นมาและหลังฉาก เชื่อฝังหัวว่านี่คือพรรคเทพ คือพรรคประชาธิปไตย โธ่ ...

อ้อ คิดถึง "บางกอก" ..มาเร้ว มาดูธาตุแท้พรรคสุดเลิฟของเอ็งซะ เหอๆๆ

ขอให้ผู้สนใจไปอ่านข้อเขียนของ

ขอให้ผู้สนใจไปอ่านข้อเขียนของ "พิเภกInter"
ในเว็บอร์ดประชาทอล์ก ประมาณ 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา

ท่านได้เล่ารายละเอียดประวัติผู้ก่อตั้งพรรค
ว่าเกี่ยวดองทางแม่ กับท่านที่เพิ่งเสด็จสู่สวรรคาลัย

ท่านได้เล่าถึงต้นตระกูลผู้ก่อตั้งพรรคว่า เป็นต่างชาติที่มาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร
ต่อมาถูกพระเจ้าตากสินสั่งลงโทษ เพราะทรงกริ้วที่ส่งไปดูแลเมืองเขมร
แล้วปล่อยให้กษัตริย์เขมรถูกสำเร็จโทษทั้งครอบครัว (ไม่รู้ว่าเป็นแผนหรือเปล่า?)

จากนั้น จึงมาร่วมมือกกับคนทรยศ
เป็นคีย์แมน อยู่ในแก๊งค์ชิงราชสมบัติพระเจ้าตากสิน แล้วสำเร็จโทษทั้งตระกูล
คราวนั้นมีการประหารชีวิตตระกูลนายทหารเอกที่ร่วมกู้ชาติไปมากมาย

ลองหาอ่านกันดูซี
ท่าน "พิเภกInter" เป็นบรมครูของพวกเรา.

555 ถ่ายทอดจากใจ

555 ถ่ายทอดจากใจ ดูๆก็ไม่ตกหล่น กระชับใจความ แสดงว่าเคยเป็นแฟนขับมายาวนานเหมือนกันนะจาน

apisits

[quote=apisits]กรุณาเขียนให้ละเอียดกว่านี้ อ่านแล้วเหมือนไม่ใช่คนเขียน ให้คนอ่านเลย มันเหมือนนิยายมากกว่าประวัติศาสตร์ สงสารคนอ่าน เพราะคนอ่านหลายคนไม่ได้โง่เหมือนคน่เขียนมีอีกเยอะ[/quote]
เขียนตกไปหลายตอนเลยน่าจะลงรายละเอียดด้วยว่าอุตส่าห์ไปบีบน้ำตาหน้าเซ็นทรัลเวิลด์แล้วใส่ร้ายประชาชนที่ชุมุนุมเรียกร้องประชาธิปไตยว่า ผู้ก่อการร้าย ผลสุดท่้ายแพ้เลือกตั้งยับเยิน
ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาก่อนที่จะเกิดอาจผิดเพี้ยนได้บ้างนิดหน่อย แต่ในยุคปัจจุบันใครๆก็รู้เช่นเห็นชาติพรรคที่ตั้งมานานแต่ไม่เคยมีผลงานอะไรให้ประชาชนจดจำได้ พวกดีแต่พูด ไม่มีดีจะอวด

มองทะลุ wrote: อ้อ คิดถึง

[quote=มองทะลุ]
อ้อ คิดถึง "บางกอก" ..มาเร้ว มาดูธาตุแท้พรรคสุดเลิฟของเอ็งซะ เหอๆๆ[/quote]

"คนกรุง" กับ "บางกอก" คือคนเดียวกันครับท่าน

เขาก็ไม่ได้อะไรนักหนากับพรรคประชาธิปัตย์หรอก
เพียงแต่เขามองว่าพรรคประชาธิปัตย์ดีที่สุดขณะนี้

เขาเป็นลูกหลานของอดีตขุนนางทหารของไทย
มีทรัพย์สินเป็นมรดกตกทอดมามากมาย จนเป็นเจ้าของกิจการใหญ่

เขาชื่นชอบ "อำนาจอธิปไตยที่สี่" มากเป็นพิเศษ
เขาจะพอใจมากถ้าไทยปกครองด้วยเผด็จการทหารแบบพม่า

เขาเป็นตัวแทนของฝ่ายอำมาตย์ได้อย่างน่าภาคภูมิใจครับ

ผมมองไม่ทะลุหรอกครับ...ผมก็แค่เดาเล่นๆ

น้ำลัด wrote:อย่างคุณสุเทพ

[quote=น้ำลัด]อย่างคุณสุเทพ เทือกสุบรรณนั้น
ที่ผ่านๆมา...ถึงผมจะรู้สึกแย่ๆเยอะแยะกับตัวแก
แต่ผมรู้สึกถึงสิ่งดีในตัวแกขึ้นมาทันที
เมื่อแกประกาศลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรค
โดยไม่มีการกั๊กให้มีคนเลือกตัวแกเองกลับไปนั่งตำแหน่งอีก

แต่อีกคนหนึ่งนั้น...ผมขยะแขยงที่จะเอ่ยถึง[/quote]

ผมขยะแขยงทั้ง 2 คน ครับ โกหกเก่งทั้งคู่ รวมทั้งเจ้าหมอ อีกหนึ่งคนที่ไม่ชอบประกอบอาชีพที่เขาได้เล่าเรียนมา

น้ำลัด wrote:อย่างคุณสุเทพ

[quote=น้ำลัด]อย่างคุณสุเทพ เทือกสุบรรณนั้น
ที่ผ่านๆมา...ถึงผมจะรู้สึกแย่ๆเยอะแยะกับตัวแก
แต่ผมรู้สึกถึงสิ่งดีในตัวแกขึ้นมาทันที
เมื่อแกประกาศลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรค
โดยไม่มีการกั๊กให้มีคนเลือกตัวแกเองกลับไปนั่งตำแหน่งอีก

แต่อีกคนหนึ่งนั้น...ผมขยะแขยงที่จะเอ่ยถึง[/quote]

ผมขยะแขยงทั้ง 2 คน ครับ โกหกเก่งทั้งคู่ รวมทั้งเจ้าหมอ อีกหนึ่งคนที่ไม่ชอบประกอบอาชีพที่เขาได้เล่าเรียนมา