สืบพยานคดีเผาศาลากลางมุกดาหาร “นักข่าว-อส.-สารวัตรสืบสวน”

นักข่าว-อส.-สารวัตรสืบสวน เบิกความเป็นพยานโจทก์คดีเผาศาลากลางมุกดาหาร พยานทั้ง 4 รับว่าไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุขณะศาลากลางไฟไหม้ หรืออยู่ในระยะไกลห่างกว่า 200 ม. อีกทั้งไม่มีใครเห็นว่าจำเลยทั้งหมดเป็นผู้ร่วมก่อเหตุ

เมื่อวันที่ 7 มี.ค. 54 ที่ผ่านมา จำเลยในคดีบุกรุกและเผาศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร ซึ่งได้รับการประกันตัวออกมาแล้วทั้ง 29 คน พร้อมทนายจำเลย 5 คน จากสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์และพรรคเพื่อไทย เดินทางมาพร้อมกันที่ศาลจังหวัดมุกดาหาร ห้องพิจารณาคดีที่ 1 ตามที่ศาลได้นัดสืบพยานโจทก์เป็นนัดที่ 4

พยานโจทก์ที่อัยการเบิกตัวมาขึ้นให้การในนัดนี้มีทั้งสิ้น 4 ปาก เป็นผู้สื่อข่าวท้องถิ่น 2 ปาก เจ้าหน้าที่กองอาสารักษาดินแดน(อส.) มุกดาหาร  และสารวัตรสืบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร

นายไกรสมุทร นามโพธิ์ไทร พยานที่ขึ้นเบิกความคนแรก เป็นผู้สื่อข่าวท้องถิ่นของหนังสือพิมพ์สยามรัฐ และแนวหน้า  อีกทั้งเป็นลูกจ้างของบริษัท ชิโนทัย ทำงานที่ ร.พ.มุกดาหารด้วย  พยานให้การว่าในวันเกิดเหตุ(19 พ.ค.53) ทราบข่าวว่ามีการชุมนุมและเผายางที่ข้างศาลากลาง จึงเดินทางไปยังที่เกิดเหตุเพื่อบันทึกภาพ  พยานกลับไปทำงานที่ ร.พ.เป็นระยะๆ ไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุตลอดเวลา   ดังนั้น พยานจึงไม่เห็นว่าใครเป็นคนเผาศาลากลาง  เห็นแต่เพียงมีบางกลุ่มกลิ้งยางเข้าไปเผา บางกลุ่มก็กลิ้งยางออกมา  ขณะเพลิงลุกไหม้ พยานเห็นมีเจ้าหน้าที่และผู้ชุมนุมบางคนเข้าไปห้ามปราม แต่ไม่มีการจับกุม  การบันทึกภาพของพยานเป็นการถ่ายในระยะไกลทั้งหมด  และเป็นการถ่ายภาพเหตุการณ์โดยรวม ในภาพที่พยานถ่ายก็ไม่มีภาพที่เห็นคนจุดไฟเผาศาลากลางชัดเจน  เมื่อตำรวจขอความอนุเคราะห์มายังสื่อทุกคน พยานจึงได้นำภาพถ่ายทั้งหมดไปมอบให้ โดยไม่ได้เปิดดูก่อน และไม่มีการตัดต่อ

พยานปากที่ 2 เป็นผู้สื่อข่าวท้องถิ่นของ นสพ.เดลินิวส์ ชื่อนายอนุศักดิ์ แสนวิเศษ  พยานให้การว่าในวันที่ 19 พ.ค.53 พยานเข้าไปในที่เกิดเหตุเพื่อบันทึกภาพในฐานะผู้สื่อข่าว พยานเห็นว่าในศาลากลางมีทั้งคนเสื้อแดงที่มาชุมนุมและประชาชนทั่วไป  พยานถ่ายภาพในระยะไกล โดยใช้ซูมภาพเอา  พยานออกไปรายงานข่าวเป็นระยะๆ จึงไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุตลอดเวลา โดยเฉพาะในช่วงที่มีการเผาศาลากลาง  แต่ในช่วงสลายการชุมนุม พยานอยู่ในศาลากลาง และถ่ายภาพผู้ต้องหาที่ตำรวจจับกุมจากที่อื่นเข้ามา  พยานไม่ทราบว่าคนที่ตำรวจจับมาอยู่ในศาลากลางหรือกระทำผิดหรือไม่  เมื่อพยานนำภาพถ่ายไปให้กับตำรวจ ไม่ได้มีการสอบปากคำพยานไว้

พยานปากที่ 3 คือ นายวิไล  เมืองโคตร  นายหมู่ใหญ่ประจำกองอาสารักษาดินแดน (อส.) จังหวัดมุกดาหาร   นายวิไลให้การต่อศาลว่า วันเกิดเหตุเข้าเวรรักษาการณ์อยู่ที่ป้อมยามข้างประตูด้านทิศตะวันออก  เห็นกลุ่มคนเสื้อแดงเผายางรถยนต์อยู่ที่ถนนนอกรั้วศาลากลาง หน้าประตูด้านทิศตะวันตก ซึ่งอยู่ห่างจากบริเวณที่พยานอยู่ประมาณ 400 ม.  ต่อมาประมาณ 10 โมงเช้า กลุ่มคนเหล่านั้นก็พังประตูรั้วด้านทิศตะวันตกเข้ามาในบริเวณศาลากลาง รวมตัวกันอยู่บริเวณหน้ามุขอาคารหลังเก่า  มีคนกลุ่มหนึ่งกลิ้งยางรถยนต์มากองไว้บริเวณมุมด้านตะวันออกของมุข 2 กอง ห่างจากพยานราว 200 ม.  ประมาณ 11 โมง ผู้ชุมนุมก็เผายางที่กองไว้  สักพัก ก็มีคนสวมหมวกกันน็อคกลิ้งยางที่ติดไฟเข้าไปในอาคารบริเวณคลังจังหวัดจนเกิด เพลิงไหม้  มีรถดับเพลิงวิ่งเข้ามา แต่ผู้ชุมนุมสกัดเอาไว้ พร้อมทั้งใช้ไม้ทุบรถ จนกระจกหน้ารถแตก และพนักงานขับรถต้องทิ้งรถหนีออกไป  บ่ายสามโมง กลุ่มวัยรุ่นพยายามจุดไฟเผาอาคารศาลากลางหลังใหม่บริเวณทางเข้าด้านทิศตะวัน ออก ซึ่งเป็นห้องเก็บวัสดุไฟฟ้า กำลังตำรวจจึงผลักดันผู้ชุมนุมออกมาทางป้อมยามที่พยานยืนรักษาการณ์อยู่ ตลอด  พยานเห็นวันรุ่นคนหนึ่งวิ่งหนีตำรวจจากบริเวณต้นไม้ข้างอาคารหลังใหม่ซึ่ง อยู่ห่างจากพยานประมาณ 200 ม. มาล้มที่หน้าป้อม  จึงควบคุมตัวเอาไว้  ตำรวจที่ตามมาจึงเข้าจับกุมและมัดแขนขาชายคนดังกล่าวไว้  พยานรับว่าเห็นชายคนที่พยานจับได้วิ่งออกมาจากกลุ่มผู้ชุมนุมจริง แต่ไม่รู้ว่าเขาได้ร่วมเผาหรือไม่  พยานจำหน้าชายคนนั้นไม่ได้ จำไม่ได้ว่าใส่เสื้อสีอะไรด้วย  รูปที่พนักงานสอบสวนนำมาให้พยานชี้ ก็เป็นรูปที่จำเลยคนดังกล่าวนอนคว่ำหน้าอยู่  นอกจากนี้ พยานยังรับว่าคำให้การในชั้นสอบสวนและในศาลไม่ตรงกัน

พ.ต.ท.พุทธินันท์ บำรุง ขึ้นให้การเป็นคนสุดท้าย โดยเกี่ยวข้องเป็นผู้จับกุมตามหมายจับ ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งสารวัตรสืบสวน สภ.เมืองมุกดาหาร  ในวันเกิดเหตุได้รับมอบหมายให้ดูแลทรัพย์สินของเอกชนด้านนอกศาลากลาง  พยานจึงไม่ได้อยู่เหตุการณ์ที่มีการเผาศาลากลาง และไม่รู้ว่าใครเป็นคนเผา  หลังเหตุการณ์ พยานได้รับมอบหมายให้สืบหาคนร้ายตามภาพถ่ายในหมายจับ   ซึ่งพยานได้ทำการสืบและเข้าจับกุมผู้ต้องหาทั้งสิ้น 4 คน ทั้งนี้ พยานรับว่า ภาพถ่ายที่เป็นหลักฐาน ไม่ปรากฏชัดว่าจำเลยที่พยานตามจับกุมมาเป็นผู้จุดไฟเผาศาลากลาง เป็นเพียงภาพขณะจำเลยกลิ้งยางหรือยืนข้างกองยางเท่านั้น  อีกทั้ง พยานก็ไม่รู้ด้วยว่าจำเลยที่มีภาพกลิ้งยางนั้น เป็นการกลิ้งเข้าไปกองเพื่อจุด หรือกลิ้งออกมา  หรือที่ยืนข้างกองยางนั้นกำลังห้ามปรามผู้ชุมนุมไม่ให้จุดไฟเผาหรือไม่  ภาพถ่ายในหมายจับที่ยังจับไม่ได้อีก 30 กว่าหมายก็เป็นในลักษณะเดียวกัน   นอกจากนี้  เมื่อจำเลยถูกจับกุมและให้เซ็นรับรองว่าเป็นภาพถ่ายของตนเองนั้น พยานให้จำเลยเซ็นในขณะที่จำเลยยังไม่มีทนายความ     
 

Comments

ความจริงวันนี้การดำเนินคดีมัน

ความจริงวันนี้การดำเนินคดีมันต้องใช้หลักฐานประจักษ์พยานวัตถุ พยานบุคคล มิใช่ใช้แค่ภาพถ่ายนำมาจับกุมคุมขังโดยมิให้ประกัน ถามว่าความยุติธรรมมันอยู่ตรงไหนแล้วการติดคุกฟรีๆเก้าเดือนครอบเขาเดือดร้อน สูญสิ้นอิสรภาพจะชดเชยเขา
อย่างไรหละครับ...ฝากข้อความคิดเห็นคมความคิดเล็กๆนี้ลอยลมไปกระทบบ๊องหูผู้มีอำนาจประเทศนี้ด้วยเถิด..............
...โดยเฉพาะนายกฯมาร์ค เทพเทือก เน-วินและคนที่เก่งเฉพาะแอบยิงหัวประชาชนว่าคุณทำดีแล้วหรืออย่าโกหกตัวเองสิท่านเกิดมาแต่ตัวแล้วพากัน โลภ กันไปทำไม อยากมีอำนาจพยามยามทำทุกวิถีทางด่าคนอื่นหาว่าเขาโกง ทำไม่ดี
เป็นคนไม่ดี ทุจริตคอรัปชั่นก่อน 19 กันยา 2549 แต่เมื่อท่านเป็นรัฐบาลกลับประพฤติปฏิบัติมิได้ดีกว่าเขาเลย ถ้าเปรียบ
เทียบผลงานกันจริงๆไม่มีผลงานเป็นที่ยอมรับจากประชาชนเลย...นี่แหละคนปกครองมันห่วยนักการเมืองส่วนใหญ่มันเลวจริงๆ.....กรรมมันกำลังตามหลอกหลอนจะทันตัวพวกคุณเข้าใกล้ทุกขณะจิตแล้ว จำเริญๆเถอะนะโยม..จะแหลได้สักกี่น้ำ..

พยานล้วนแต่

พยานล้วนแต่ ไม่อยู่ในเหตุการณ์ ไม่เห็น จำไม่ได้ กันทั้งนั้น

ท่านผู้พิพากษาคงต้องมีความสามารถอย่างวิเศษมาก

ที่จะพิจารณาตัดสินคดีด้วยหลักฐานประจักษ์พยานเหล่านั้น

ไม่เห็น จำไม่ได้ อยู่ไกล

ไม่เห็น จำไม่ได้ อยู่ไกล ประจักษ์พยานภาพถ่ายไม่ชัดเจน

แล้วจะไปพิจารณาพิพากษาตัดสินคดีได้ไง. ยังไม่รู้เลยว่าเขากระทำความผิดจริงหรือไม่. ไปยัดข้อหาร้ายแรง-และแกล้งไม่ให้ประกันตัวเพื่อต่อสู้คดี ข้ออ้างบ้องตื้น หวั่นเกรงผู้ต้องหาจะหลบหนี เพราะเป็นคดีร้ายแรง? -แค่ถูกกล่าวหานี่น๊ะ แต่ได้จำคุกผู้ต้องหาแล้วถึง 9 เดือน.

ผู้พิพากษา อัยการ ตำรวจ ต้องทบทวนวิธีการจับกุม การให้ประกันตัวกันใหม่ พวกหนึ่งมีประจักษ์พยานหลักฐานชัดเจนว่าได้กระทำความผิดจริง ร้ายแรงด้วย แต่ตำรวจ อียการ ศาลกลับเมินเฉย ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน แกล้งเตะถ่วงหน่งเหนี่ยว ปล่อยปละละเลย ดึงเรื่อง ดองเรื่อง ไม่ดำเนินการใด ๆ ไม่กล้าออกหมายจับ ไม่กล้าออกหมายเรียกด้วยซ้ำ ชั้นพนักงานสอบสวน ปล่อยตัวโดยไม่ต้องประกันก็มี ...ประกาศให้ประกันตัวโดยที่ผู้ต้องหายังไม่ทันยื่นคำร้องขอ ก็มี ...ชั้นศาล ๆ ก็ให้ประกันตัวง่ายดาย ไม่เกรงผู้ต้องหาหลบหนี ไม่กลัวว่าจะไปสร้างความวุ่นวาย....อิกพวกหนึ่ง แค่ชุมนุมกีดขวางการจราจร หรือไม่มีพยานหลักฐานชัดเจนว่าได้กระทำความผิดจริงหรือไม่ กลับยัดข้อหาร้ายแรง จำขังลืม...โดยไม่ไตร่ตรองให้รอบคอบ ดูให้ดีว่า ไปจับตัวผู้บริสุทธิ์-จับผิดตัวหรือไม่.

ความเป็นธรรมอยู่ที่ไหน

นี่แหละ การกระทำของผู้มีอำนาจ ผู้นำที่มีจิตใจเป็นเผด็จการ ทำตัวเป็นอภิสิทธิ์ชน ทำตนอยู่เหนือกฎหมาย อยู่เหนือประชาชน ไม่รับฟังเสียงประชาชน...เป็นผลลัพธ์ที่มาจากการทำรัฐประหาร-ยึดอำนาจ-ของชนชั้นปกครองที่มีสมอง-แต่เหมือนไม่มี.หลอกกสังคมว่าตนเป็นคนดี มีศีลธรรม มีความซื่อสัตย์ รักชาติผูกขาดความจงรักภักดียิ่งกว่าใคร-ทั้งที่ความเป็นจริงปิดบังไว้. กว่าสังคมจะรู้ความจริง ก็หลังสิ้นสูญอำนาจแล้ว. หลอกให้ประชาชนพอใจในสิ่งที่ตนมี ยินดีในสิ่งที่ตนได้. ให้ยอมรับความยากจนว่าเป็นผลกรรมที่ได้ทำไว้แต่ชาติปางก่อน.ใช้ชีวิตตามทฤษฎีพอเพียง....หน้าฉาก สวมหน้ากากปิดบังซ่อนเร้นความจริง พยายามสร้างภาพความสมถะ ความซื่อสัตย์ขึ้นบังหน้า เปล่งวาจาว่า ผมพอแล้ว- แต่หลังฉาก กลับกระทำการที่ปราศจากหิริโอตตัปปะ จิตใจเหี้ยมโหด ยุยงให้คนถือเขาถือเรา เลือกปฏิบัติ ไม่ต้องเชื่อฟังคำสั่งรัฐบาลที่มาโดยชอบ แต่ให้ปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาลที่มาโดยไม่ชอบ เข้าแทรกแซงหน่วยงาน บังคับกองทัพ จัดการพลิกแพลงกระบวนการยุติธรรม ผู้พิพากษาหลงผิด ไม่ตั้งอยู่ในจริยธรรม ไม่ตัดสินความตามหลักนิติธรรม นิติประเพณี คำพิพากษาไม่มีความน่าเชื่อถือ ประชาชนเคลือบแคงสงสัย ทำให้ขบวนการยุติธรรมรวนเร...ทำให้คนกระทำผิดย่ามใจ ไม่เกรงกลัวกฎหมาย ทำความผิดซ้ำซาก ยากที่จะเยียวยาสแก้ไข ทำให้ผู้บริสุทธิ์ คนที่ไม่ได้กระทำความผิด เกิดความท้อแท้ เสื่อมศรัทธาต่อกระบวนการยุติธรรม...จนทำให้สังคมระส่ำระสาย เกิดความวุ่นวาย กลายเป็นสังคมที่ไร้ความสงบสุข เกิดกลียุค ทุกคนไม่มีใครเคารพกฎหมาย ศาลเชื่อถือไม่ได้..ประเทศชาติบ้านเมืองล่มสลาย.พังพินาศไปต่อหน้าต่อตา..

ไม่รู้ละ

ไม่รู้ละ ถึงแม้พยานจะบอกว่าไม่เห็นด้วยตาว่าคนเหล่านี้เผา

แต่ศาลเจ้าขอตัดสินว่า "มึงผิด" โทษคือให้ขังลืมต่อไป