รายงาน: พี่น้องตระกูล‘เจ๊ะเต๊ะ’ ชะตาพิสดารและการเยียวยาที่เอื้อมไม่ถึง

 
 
หากจะพูดถึงปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ อันมีลักษณะพิสดารยิ่งนัก คงเป็นกรณีที่เกิดขึ้นกับครอบครัว ‘เจ๊ะเต๊ะ’
 
เพราะการตายของนาย ‘ไซกุตรีย์ เจ๊ะเต๊ะ’ ก่อให้เกิดปริศนาและปัญหาหลายประการตามมา เผยให้เห็นปัญหาใหญ่ของกระบวนการเยียวยา
 
ประเด็นแรก คือ นายไซกุตรีย์ ซึ่งเป็นข้าราชการครูอยู่ที่โรงเรียนบ้าน(สโลว์)บูกิตจือแร หมู่ที่ 9 ตำบลรือเสาะ อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส ถูกลอบยิงจนเสียชีวิตเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2552 ขณะเดินทางกลับจากละหมาดที่มัสยิดในช่วงค่ำ
 
จากนั้นอีกหนึ่งปี พี่ชายคือ ‘อับดุลกอเดร์ เจ๊ะเต๊ะ’ ซึ่งเป็นครูอัตราจ้างในโรงเรียนเดียวกัน ก็ถูกคนร้ายลอบยิงด้วยอาวุธปืนอาก้า ขณะขี่รถจักรยานยนต์ไปสอนหนังสือบริเวณทางเข้าโรงเรียน เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2553 แต่ก็รอดชีวิตมาได้
 
อับดุลกอเดร์รู้ว่าใครเป็นคนร้าย จนนำมาสู่การเป็นพยานปากเอกในคดีนี้ เพราะเขามั่นใจว่าคนร้ายทั้งสองคนที่มายิงตนก็เป็นคนๆ เดียวกันกับที่ยิงน้องชายจนเสียชีวิตเมื่อปีที่แล้ว
 
ต่อมาพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธร(สภ.) รือเสาะ ได้ออกหมายจับชายสองคน ซึ่งเป็นคนขับรถจักรยานยนต์และคนลงมือยิง โดยมือปืนมีตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน หรือ ชรบ.ในหมู่บ้านเดียวกัน
 
ต่อมาชายทั้งสองคน ออกมามอบตัว แต่ทุกอย่างพลิกผันเมื่อพนักงานสอบสวนอนุญาตให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้งสองคนชั่วคราว แม้นายอับดุลกอเดร์พยายามคัดค้านการประกันตัว แต่ก็ไม่ได้ผล
 
สุดท้ายนายอับดุลกอเดร์ต้องร้องขอความคุ้มครองในฐานะพยาน ตามโครงการคุ้มครองพยานของกรมสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ โดยให้เหตุผลว่า เพราะเขาคือพยานปากเอกกรณีเรียกร้องความเป็นธรรมให้ตนเองและน้องชายที่ถูกยิงเสียชีวิต โดยตนเองมีทั้งข้อมูลและเบาะแสของผู้ก่อเหตุและผู้สั่งการ
 
อับดุลกอเดร์มั่นใจว่า การที่ผู้ต้องหาถูกปล่อยตัวออกมา จะทำให้ตนเองจะได้รับอันตรายถึงชีวิตอย่างแน่นอน หากตนเองไม่ได้รับการคุ้มครอง
 
เหตุผลที่ผู้ต้องหาทั้งสองถูกปล่อยตัวออกมา เพราะได้รับการรับรองจากผู้นำชุมชนรายหนึ่ง ซึ่งเขามั่นใจว่า เป็นผู้สั่งการให้ลงมือฆ่าน้องชายและตนเองอย่างไม่ทราบเหตุผล สุดท้ายเขาต้องกลายเป็นพยานที่ต้องถูกคุ้มครองอยู่ในเซฟเฮ้าส์ที่ไม่เป็นหลักแหล่ง
 
ย้อนกลับไปสู่กรณีการตายของน้องชายก็พบเงื่อนงำบางประการที่เกี่ยวข้องกับการเยียวยา เพราะอับดุลกอเดร์ให้ข้อมูลว่า หลังไซกุตรีย์เสียชีวิตเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2552 พอวันรุ่งขึ้น เจ้าหน้าที่ 3 ฝ่าย คือ หัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจ (ฉก.) ของทหาร ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร(ผกก.สภ) และนายอำเภอ ในฐานะหัวหน้าฝ่ายปกครอง ได้ลงนามในหนังสือรับรองทันทีว่าไม่รับรองว่า การเสียชีวิตของไซกุตรีย์เป็นสาเหตุมาจากเหตุการณ์ความไม่สงบ
 
ด้วยเหตุดังกล่าว ทำให้น้องชายไม่ได้รับเงินเยียวยา ทั้งที่ทำงานเป็นข้าราชการครู
 
สิ่งที่สะดุดใจอับดุลกอเดร์ก็คือ ทำไมหนังสือรับรองจาก 3 ฝ่ายจึงออกมาเร็วนัก ทั้งที่น้องชายถูกยิงเสียชีวิตได้เพียง 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะผู้กำกับการ สภ.รือเสาะที่ลงนามไม่รับรองด้วย ทั้งที่พนักงานสืบสวนสอบสวนผู้ใต้บังคับบัญชา ยังสืบสวนสอบสวน รวมทั้งเก็บรวบรวมวัตถุพยานหลักฐานและพยานบุคคลยังไม่เสร็จ!
 
“ตอนที่ตำรวจลงไปชันสูตรพลิกศพและเก็บรวบรวมหลักฐาน เขายังบอกผมเลยว่า ให้รวบรวมหลักฐานเพื่อไปขอรับเงินเยียวยาได้เลย”
 
อับดุลกอเดร์ เข้าใจว่ากระบวนการในการรับการเยียวตรงนั้นยังไม่เสร็จสิ้น แต่เขาก็รู้แล้วว่า อะไรเป็นอะไร แต่เหตุใดวันรุ่งขึ้น เจ้าหน้าที่ทั้ง 3 ฝ่าย จึงพร้อมใจกันไม่รับรอง เป็นไปได้อย่างไร เหตุใดเจ้าหน้าที่ทั้ง 3 ฝ่าย จึงรู้ได้ทันทีว่าไม่เกี่ยวกับเหตุการณ์ความไม่สงบ
 
ทั้งที่การรับรอง 3 ฝ่าย ต้องดำเนินการภายใน 7 วัน ตามแนวปฏิบัติที่คณะกรรมการนโยบายและอำนวยการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบสืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ กยต. กำหนดขึ้น
 
อับดุลกอเดร์ จึงไม่ยอมรับการลงนามไม่รับรองของเจ้าหน้าที่ทั้ง 3 ฝ่ายดังกล่าว พร้อมเดินหน้าต่อสู้เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมดังกล่าว ด้วยการเดินทางไปร้องเรียนต่อศูนย์ทนายความมุสลิมจังหวัดนราธิวาส ทางศูนย์ทนายความมุสลิมจึงได้ทำหนังสืออุทธรณ์การรับรอง 3 ฝ่ายดังกล่าว ต่อศูนย์ช่วยเหลือเยียวผู้ได้รับผลกระทบประจำอำเภอรือเสาะ
 
ผ่านไปอีกหนึ่งปี อับดุลกอเดร์ได้ติดตามผลการอุทธรณ์ แต่ก็ไม่พบความคืบหน้าใดๆ วันที่ 9 มีนาคม 2553 อับดุลกอเดร์จึงได้ทำหนังสืออุทธรณ์อีกครั้ง โดยส่งไปที่นายอำเภอรือเสาะ เพื่อส่งต่อไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส
 
ผ่านไปอีก 5 เดือน ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2553 อับดุลกอเดร์จึงตัดสินใจโทรศัพท์สอบถามไปยังนายอำเภอรือเสาะ เพื่อติดตามความคืบหน้าอีกครั้ง ได้รับคำตอบจากนายอำเภอรือเสาะว่า หนังสือถูกส่งต่อไปแล้ว จึงไม่ทราบความคืบหน้าใดๆ ว่า และไม่ทราบว่าหนังสือร้องเรียนถูกส่งไปให้ใคร
 
ท่ามกลางความผิดหวัง อับดุลกอเดร์รู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่าลงกลางใจซ้ำอีกครั้ง เมื่อได้รับจดหมายจาก ‘นายโสภณ ทิพย์บำรุง’ อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สำนักงานอัยการเขต 9 รักษาการในตำแหน่งอัยการจังหวัดนราธิวาส ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2553 ส่งถึงผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรรือเสาะ ระบุว่า ขอให้งดการสืบสวนสอบสวนคดีนี้ เพราะไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดกระทำความผิด!
 
ทั้งที่คดีนี้ มีพยานวัตถุที่ตำรวจเก็บได้ คือ ปลอกกระสุนขนาด 5.5 มม.จำนวน 4 ปลอก ปลอกกระสุนอาก้า จำนวน 30 ปลอก และเศษหัวกระสุนจำนวน 2 ชิ้น อีกทั้งเขายังสามารถชี้ตัวผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ก่อเหตุและผู้ลงมือยิงได้ โดยเฉพาะผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ที่ซัดทอดไปถึงผู้บงการด้วย
 
อับดุลกอเดร์ อ่านจดหมายด้วยความมึนงง แทบไม่เชื่อสายตาตนเอง เป็นได้ได้อย่างไร ที่อัยการจังหวัดนราธิวาส สั่งให้หยุดสืบสวนคดีนี้ เพราะไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดกระทำความผิด!
 
แม้คดียังมีอายุความอีกยาวนาน แต่ทุกวันนี้ อับดุลกอเดร์ วัย 37 ปีต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ ภายใต้การคุ้มครองของดีเอสไอ อย่างไม่รู้อนาคตว่าจะเป็นอย่างไร
 
แม้วันนี้ เขาไม่อาจกลับไปทำหน้าที่ครู ซึ่งเป็นอาชีพที่เขารักได้อีกต่อไป แต่เขาก็ยังรอความหวังการเยียวยาจากรัฐ จากการสูญเสียน้องชายไป ด้วยเงินช่วยเหลือเยียวยาก้อนหนึ่งอย่างใจจดใจจ่อ
 
น.ส.ปรีดา ทองชุมนุม เจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายและสิทธิมนุษยชน มูลนิธิผสานวัฒนธรรม องค์กรพัฒนาเอกชนที่ให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มานาน ให้ความเห็นกรณีรัฐปฏิเสธการเยียวยาต่อกรณีการตายของนายไซกุตรีย์ว่า มีความขัดแย้งกันชัดเจนในกรณีที่ผู้กำกับการ สภ.รือเสาะที่ลงชื่อไม่รับรอง ทั้งที่ในสำนวนการสอบสวนของเจ้าพนักงานระบุว่า สาเหตุยังอยู่ในระหว่างการสอบสวน
 
น.ส.ปรีดา บอกว่า ในประเด็นการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบ ต้องระบุเหตุผลประกอบว่า ทำไมบุคคลผู้นี้จึงไม่ได้รับการช่วยเหลือเยียวยาจากรัฐ
 
“ต้องระบุเหตุผลว่า ทำไมจึงไม่รับรองว่าการตายของนายไซกุตรีย์เกี่ยวข้องกับความไม่สงบ แต่เราก็ทำได้แค่เพียง ส่งหนังสืออุทธรณ์ให้และตอนนี้ก็ยังไม่มีหนังสือตอบกลับมา” น.ส.ปรีดา กล่าว
 
“เป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก ในรายที่รัฐปฏิเสธการเยียวยา ในใบรับรอง ไม่มีเหตุผลมารองรับเลย ทำให้คนที่ได้รับผลกระทบเกิดความรู้สึกไม่เป็นธรรมขึ้นมาทันที ไม่ว่าคนที่ตายจะเกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ไม่สงบจริงๆ ก็ตาม”
 
น.ส.ปรีดา ให้ข้อสังเกตอีกอย่างว่า กรณีคนไทยพุทธที่เสียชีวิต ส่วนใหญ่จะได้รับการรับรองว่าเป็นเหตุการณ์ไม่สงบ ซึ่งจะทำให้ได้รับการช่วยเหลือเยียวยาจากรัฐตามมา แต่ถ้าเป็นชาวมุสลิม ถ้าไม่ชัดเจนจริงๆ เจ้าหน้าที่ 3 ฝ่าย จะไม่รับรอง ซึ่งเป็นเรื่องน่าตกใจมาก
 
น.ส.ปรีดา ฝ่ายกฎหมายของมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้รับข้อร้องเรียนของมุสลิมเข้ามาเยอะ ทางออกที่ทำได้คือช่วยทำหนังสืออุทธรณ์ให้ แต่ไม่รับประกันว่าจะได้รับการเยียวยาหรือไม่ แต่เป็นสิ่งแรกที่ประชาชนมีสิทธิจะทำ คือ การยื่นอุทธรณ์” น.ส.ปรีดาระบุทิ้งท้าย
 
แม้ยังไม่รู้ว่าอนาคตการเยียวยาของคนในกระกูล‘เจ๊ะเต๊ะ’ จะเป็นอย่างไร แต่สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก เมื่อน้องชายอีกคนของอับดุลกาเดร์ ชื่อ ‘อิสรัน เจ๊ะเต๊ะ’ อายุ 31 ปี ซึ่งเป็นอาสาสมัครรักษาอินแดน หรือ อส.ประจำ อำเภอรือเสาะ ถูกคนร้ายไม่ต่ำกว่า 3 คนใช้รถปิกอัพไม่ทราบหมายเลขทะเบียนแล่นติดตามและใช้อาวุธปืนสงครามยิงถล่มจนเสียชีวิตพร้อมกับ อส.อีกคน คือนายอุเซ็ง ตาดา เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 14 ตุลาคม 2553 ที่ผ่านมา
 
เหตุเกิดขณะที่นายอิสรันขับขี่รถจักรยานยนต์เดินทางไปทำธุระที่ตลาดเมืองยะลา บนถนนสาย 4066 บริเวณบ้านพงจือนือเระ หมู่ที่ 3 ตำบลกายูบอเกาะ อำเภอรามัน จังหวัดยะลา
 
ไม่รู้ว่าโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับครอบครัว ‘เจ๊ะเต๊ะ’ ครั้งล่าสุด จะเป็นครั้งสุดท้ายหรือไม่...