รายงาน: ปากคำผู้ชุมนุมที่ได้รับบาดเจ็บ เหตุการณ์ 10 เมษา 53

ความสูญเสียที่เกิดขึ้นในวันที่ 10 เมษายน 2553 สร้างความตระหนก และสะเทือนใจให้กับผู้คนในสังคมไทยอย่างมาก  เป็นความสูญเสียที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ทั้งยังเป็นความสูญเสียที่ไม่ได้เกิดขึ้นกับเฉพาะกลุ่มผู้ชุมนุมอย่างที่ประวัติศาสตร์ไทยเคยบันทึกไว้ แต่เกิดกับเหล่าทหารผู้มาพร้อมอาวุธหนักด้วย

เราอาจไม่รู้ได้อย่างแน่ชัดว่า “คนเสื้อดำ” ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญของเหตุการณ์ความรุนแรงเป็นใคร ต้องการสิ่งใด จะมีก็แต่การวิเคราะห์และให้ข่าวกันไปในหลายๆ ทาง ท่ามกลางสมรภูมิข้อมูลข่าวสารระหว่างฝ่ายรัฐที่คุมสื่อหลักอย่างทีวี-สำนักข่าวต่างประเทศ-เวทีปราศรัยคนเสื้อแดง รวมไปถึงโลกไซเบอร์ซึ่งมีผู้สังเกตการณ์หรือผู้ร่วมชุมนุมที่นำภาพ คลิป ไปโพสต์ในพื้นที่ที่ยังพอมีหลงเหลือจากการปิดช่องทางการสื่อสารภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

หากไม่นับรวม M79 ที่กลายเป็นจุดศูนย์กลางของความสนใจ หากไม่นับรวมข้อมูลข่าวสารการสูญเสียของฝ่ายรัฐที่มีปรากฏอย่างมากมายแล้ว หากไม่นับการวิเคราะห์เหตุการณ์จากสายตาแบบ Bird Eye View ของฝ่ายต่างๆ บรรดาเศษซากความเสียหายก็ยังพอมีหลงเหลือให้สำรวจ

รายงานชิ้นนี้เป็นการตระเวนเก็บข้อมูลแบบสุ่มสำรวจจากผู้บาดเจ็บที่ยังหลงเหลืออยู่ตามโรงพยาบาลต่างๆ ภายหลังเหตุการณ์เกือบหนึ่งสัปดาห์ และเป็นแต่เพียงมุมมองของผู้ชุมนุมที่ได้รับบาดเจ็บจากการผลักดันกับทหารที่เคลื่อนย้ายกำลังเข้าโอบล้อมตั้งแต่ช่วงบ่าย รวมไปถึงการปะทะหนักครั้งแรกที่สี่แยกคอกวัวในช่วงเย็นถึงค่ำ มันอาจไม่ใช่จุดที่พีคที่สุด แต่ก็พอทำให้เห็นอานุภาพของกระสุนยาง และการปรากฏตัวของกระสุนจริงตั้งแต่ช่วงบ่าย แน่นอนว่า ทั้งหมดเป็นวิจารณญาณอย่างเต็มที่ของผู้อ่านที่จะประเมินและตัดสิน

 

 

โรงพยาบาลกลาง: Mr. J. Lee อายุ 39 ปี สัญชาติเกาหลี ถูกยิงบริเวณหัวไหล่ บริเวณสะพานมัฆวานฯ

Lee มาอยู่เมืองไทยได้ 3 ปี มีอาชีพค้าขายกระจก วันเกิดเหตุไปร่วมชุมนุมพร้อมภรรยาชื่อคุณพรชนก โดยภรรยาสวมเสื้อแดง ส่วนตนเองสวมเสื้อสีขาว เหตุเกิดบริเวณมัฆวานรังสรรค์ เวลาประมาณเที่ยงเศษๆ เริ่มมีการปะทะ โดย Lee ยืนมือเปล่าอยู่ด้านหน้าของการปะทะ และบอกให้ภรรยาไปหลบในที่ปลอดภัย ภรรยาจึงไปยืนอยู่บริเวณเต้นท์ใกล้วัดโสมมนัส

“พี่เห็นกระสุนห่าใหญ่มาก มีทั้งกระสุนจริง กระสุนยาง ยิงมาไม่ยั้ง พี่ใช้มือถือถ่ายกระสุนที่ตกพื้นไว้ด้วย” ภรรยาของ Lee กล่าว เมื่อเหตุการณ์โกลาหล มีคนถูกยิง เธอจึงเข้าไปตามหาน้องชายและสามี อาวุธในมือที่หามาได้คือไข่ ถุงใส่ปลาร้า และขวดน้ำ โดยโยนเข้าไปฝั่งทหาร

“พี่ยังเห็นการ์ดเสื้อแดงทียืนอยู่ข้างหลังพี่ถูกนายทหารระดับหัวหน้ากระโดดเข้ามาซ้อม ผู้ชุมนุมจึงเดินเข้ามารุมทหารนายนั้นจนสุดท้ายนายทหารต้องถอยกลับไป” ภรรยาของ Lee กล่าว

Mr. Lee ได้รับบาดเจ็บจากกระสุนลูกปรายที่ระเบิดบริเวณหัวไหล่ หมอทำการเย็บให้เรียบร้อย นอกจากนั้นยังมีรอยสะเก็ดเป็นจุดๆ ตามตัว และกระสุนนัดหนึ่งยังฝังอยู่บริเวณราวนมซ้าย ใกล้รักแร้ เอาออกไม่ได้ พยาบาลต้องคอยเอาสำลีมาซับหนองออกเรื่อยๆ หากร่างกายไม่ระคายเคืองก็คาดว่าอาจเอาไว้อย่างนั้น

เมื่อถามว่าเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกลียดทหารหรือไม่ Mr.Lee กล่าวว่าไม่เกลียด “ทหารเค้าไม่มีสมอง เค้ารับแต่คำสั่งมาอย่างเดียว” ส่วนภรรยากล่าวว่า “พี่เกลียดนะ วันนั้นหลังจากเกิดเหตุเราไปโรงพยาบาล พอเจอทหารพี่ชี้หน้าด่าว่ามาทำผู้ชุมนุมที่ไม่มีอาวุธในมืออย่างนี้ได้อย่างไร คนอื่นๆ ที่นั่นเลยเข้ามาสมทบ”  Mr. Lee ยังทิ้งท้ายว่าตนเองคิดว่าประเทศไทยจะดีขึ้นเพราะประชาชนจำนวนมากลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม

 

 

โรงพยาบาลตากสิน-วชิระ: ดำรง คุณช่วย อายุ 42 ปี ถูกยิงที่ไหล่ขวา บริเวณสี่แยกคอกวัว

ดำรงเป็นผู้ร่วมชุมนุมได้รับบาดเจ็บจากการโดนยิงเข้าที่ไหล่ขวา ย้ายจากโรงพยาบาลตากสินฯ มารักษาที่วชิระพยาบาล เมื่อวันที่ 15 เม.ย.ที่ผ่านมา เขาเล่าว่าเป็นลูกจ้างขับรถของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ก่อนหน้านี้ไปร่วมชุมนุมช่วงเย็นหลังเลิกงานพร้อมกับเพื่อนที่ทำงานอีก 3-4 คน และในวันเกิดเหตุ (10 เม.ย. 53) ก็เช่นเดียวกัน เขาไปร่วมชุมนุมกับเพื่อนหลังเลิกงานในเวลาประมาณ 1 ทุ่มกว่า เมื่อไปถึงที่ชุมนุมได้ยินเสียงประกาศขอกำลังคนให้ไปช่วยดันทหารที่บริเวณสี่แยกคอกวัว เขากับเพื่อนจึงไปที่จุดดังกล่าว แต่พอไปถึงก็พบว่าได้มีการยิงกันแล้ว จึงต้องรีบวิ่งหาที่หลบ

“ผู้ชายไปช่วยเป็นแนวตั้งรับหน่อย” ดำรงบอกเล่าถึงเสียงที่ได้ยิน โดยยืนยันว่าไม่มีการยั่วยุ ไม่มีการบอกให้เตรียมอาวุธ และขณะเดียวกันไม่ได้บอกให้เตรียมตัวรับกับการปะทะที่รุนแรงเช่นกัน

ดำรงเล่าต่อมาว่าเขาได้ไปหลบอยู่หลังตู้ไฟ แต่มีคนหลายคนที่ไปหลบอยู่ตรงนั้นก่อนแล้ว ทำให้เขาไม่สามารถหลบเข้าไปได้ทั้งตัว เขาจึงพยายามนั่งยองๆ และหันหน้าไปทางทหารซึ่งเข้ามาจากถนนซอยด้านข้างโรงเรียนสตรีวิทยา โดยมีทหารอีกส่วนเข้ามาจากทางถนนตะนาว ระหว่างที่เหตุการณ์ชุลมุนเขาโดนกระสุนยิงเข้าที่ไหล่ข้างขวา แต่ก็ยังไม่ออกจากที่กำบังในทันที เพราะคิดว่าเป็นการยิงโดยใช้กระสุนยางและจุดที่โดนยังรู้สึกชา จนกระทั้งคนที่หลบด้านหลังเห็นว่าเลือดไหลออกมาก จึงช่วยกันหามออกมาส่งโรงพยาบาล

สำหรับบาดแผลที่ถูกยิงนั้น ดำรงอธิบายว่า ลูกกระสุนได้ทะลุจากบริเวณหัวไหล่ออกไปอีกด้านหนึ่งในมุมเฉียงลง ซึ่งตัวเขาเองคาดว่าวิถีกระสุนมาจากมุมสูง เพราะบริเวณนั้นยังไม่มีใครเข้ามาใกล้ และบาดแผลที่กระสุนเข้าเล็กขณะที่แผลจากกระสุนทะลุออกด้านหลังเป็นรูใหญ่ คาดว่าน่าจะมาจากการใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 หรือปืนไรเฟิล ซึ่งการรักษาหลังจากที่ผ่าตัดไปแล้วหนึ่งรอบก่อนหน้านี้ที่โรงพยาบาลตากสิน แต่แผลจากกระสุนโดนกระดูกข้อต่อหัวไหล่กับแขนทำให้เขาต้องเข้ารับการผ่าตัดอีกครั้งในเร็ววันนี้

“ตอนแรกเราไม่รู้ว่าเขาจะใช้กระสุนจริง ใครๆ ก็คงประเมินเหมือนว่าเขาคงไม่กล้า ถ้ารู้ ใครจะเข้าไปตาย” ดำรงเล่าถึงความรู้สึกตอนที่เข้าไปเพื่อหวังไปช่วยดันทหารอย่างที่เคยทำมาตามจุดต่างๆ ตลอดหลายวัน เขาบอกด้วยว่า รู้เรื่องที่มีเหตุปะทะระหว่างผู้ชุมนุมกับทหารที่มีมาตั้งแต่ในช่วงกลางวัน และนั่นเป็นเหตุผลให้เขากล้าเข้าไปช่วย เพราะเห็นว่าทหารใช้กระสุนยาง นอกจากนั้นเมื่อถามถึงเพื่อนที่ไปยังจุดดังกล่าวด้วยกัน ดำรงบอกว่าพวกเขาโดนยิงหงายไปก่อน แต่กระสุนที่ยิงนั้นเป็นกระสุนยาง

เมื่อถามถึงเหตุผลในการมาเข้าร่วมชุมนุม ดำรงตอบว่า “อย่างที่รู้ๆ กัน เราอยากได้ความถูกต้อง เพราะคนที่เราเลือกเข้ามาเป็นผู้แทนไม่ได้ทำหน้าที่ เมื่อจะโละแล้วก็ต้องโละใหม่ มาสู้กันใหม่ด้วยการเลือกตั้ง ให้สมศักดิ์ศรีดีกว่า”

ดำรงเล่าด้วยว่า เขาได้เข้าร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงมาตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว แต่ไม่ได้ไปชุมนุมตลอดเพราะต้องทำงาน ทำให้ไม่ได้อยู่ร่วมในช่วงเหตุการณ์ในเดือนเมษายนปีที่ผ่านมา และยังย้ำว่าการชุมนุมในครั้งนี้เขาไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวเลย แต่เมื่อต้องมาได้รับบาดเจ็บ เขาพูดถึงทิศทางการชุมนุมว่าอาจต้องคิดให้มากขึ้น หรืออาจคิดรูปแบบการเข้าไปมีส่วนร่วมใหม่

“ผมต้องการความถูกต้อง” ถึงวันนี้ดำรงยังคงยืนยันความคิดเดิมของเขา และยืนยันข้อเสนอในการให้รัฐบาลยุบสภา โดยบอกว่า หากมีการเลือกตั้งใหม่ได้ ไม่ว่าใครจะมาชวนอะไรต่อจากนี้ก็จะไม่ไปแล้วเพราะถือว่าสามารถไปถึงจุดหมายตามที่ตั้งใจไว้  “เราก็มีจุดยืนของเราอยู่” ดำรงบอก  

สำหรับพื้นเพของดำรงนั้นเป็นคนจังหวัดสกลนคร แต่มาทำงานมีครอบครัวอยู่ที่กรุงเทพฯ ภรรยาชื่อดา มีลูกด้วยกัน 2 คน คนโตอายุ 1 ปี 4 เดือน ส่วนคนเล็กอายุได้ 2 เดือน เมื่อถามดาถึงความรู้สึกต่อการที่สามีไปร่วมในการชุมนุมของคนเสื้อแดง เธอบอกว่าไม่ได้รู้สึกอะไร ไม่ได้เป็นห่วงอะไรเป็นพิเศษ และตอนประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เขาก็ยังไปชุมนุมเป็นปกติ แต่ที่ห่วงก็คือวันเกิดเหตุ เพราะได้รู้เหตุการณ์ที่เกิดในช่วงกลางวัน แต่ห้ามปรามไปก็ไม่มีผล เพราะใจเขาอยากจะไป

ดาเล่าให้ฟังด้วยว่า วันที่เกิดเหตุสามีของเธอกลับถึงบ้านและออกไปร่วมชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้าในเวลาราวทุ่มกว่าๆ เหมือนกับปกติ ซึ่งหลังจากนั้นไม่ถึง 30 นาที ก็ได้โทรไปสอบถามเพราะรู้สึกเป็นห่วง แต่ไม่มีใครรับสาย แต่เมื่อพยายามติดต่ออยู่ระยะหนึ่งก็มีเสียงผู้หญิงรับโทรศัพท์ จึงรู้ว่าสามีโดนยิงที่บริเวณสีแยกคอกวัวและได้เข้ารักษาที่โรงพยาบาลตากสิน จึงฝากลูกไว้กับเพื่อนบ้านแล้วรีบตามไปหาที่โรงพยาบาล

 

โรงพยาบาลวชิระ: เบิร์ด อายุ 24 ปี ถูกกระสุนยางยิงเข้าใต้ตาขวา บริเวณสี่แยกคอกวัว

เบิร์ดเป็นเด็กหนุ่มที่เพิ่งจบจากรั้วมหาวิทยาลัยได้ 1 ปี เป็นลูกหลานคนชั้นกลางที่สามารถพักฟื้นในห้องพิเศษได้ พ่อและแม่ผลัดมาเฝ้าตลอดเวลา และเป็นห่วงความปลอดภัยอย่างมาก และเป็นเหตุผลที่ขอสงวนชื่อนามสกุลจริง

เขาเล่าเหตุการณ์ตั้งแต่เริ่มแรกให้ฟังว่า ในบ่ายวันนั้นกำลังหมักหมูทอดเตรียมจะเอาไปแจกในม็อบ และฟังถ่ายทอดเวทีปราศรัยผ่านทางอินเตอร์เน็ตไปด้วย ได้ยินข่าวว่ามีทหารมาปิดล้อมผ่านฟ้าและต้องการคน จึงรีบเดินทางออกมาทั้งพ่อ แม่ และตัวเขา ประมาณบ่ายสองบ่ายสาม ไปอยู่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ส่วนตัวเขาแยกไปที่หน้าเวทีซึ่งขณะนั้นได้ประกาศให้ไปที่แยกคอกวัวเพื่อช่วยผลักดันทหารจำนวนมากที่กำลังเข้ามา

เมื่อไปถึงแยกคอกวัวก็นั่งคนละฝั่งกับทหาร ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น คนเสื้อแดงร้องรำทำเพลงกันไปตามปกติ มีการส่งแกนนำไปคุยกับทหารก็บอกไม่มีอะไร พอประมาณ 5 โมงเย็น ก็มีเฮลิคอปเตอร์โยนแก๊สน้ำตาที่แยกคอกวัวและที่อื่นๆ ผู้คนกระจายตัววิ่งออกไปหาน้ำล้างหน้าล้างตา เขาบอกว่าทหารก็คงโดนแก๊สน้ำตาด้วยเพราะพวกเขาก็หายไปพักนึง แล้วจึงค่อยกลับมาใหม่ ตอนนั้นเสื้อแดงคนเริ่มน้อย มีการเอาพระบรมฉายาลักษณ์มาปูผ้าตั้งไว้ข้างหน้า แล้วจากนั้นก็มีทหารอีกชุดมาเปลี่ยนเวร

“พอร้องเพลงชาติจบ มืดปุ๊บ ทหารก็ลุกปั๊บแล้วดันเข้ามา ผมอยู่ข้างหน้าก็เอาทั้งมือทั้งเท้าดันไว้ แต่คนข้างหลังดันถอย ไม่ดันต่อ ที่กั้นก็พังลงมา คนก็วิ่งกัน ทหารกรูเข้ามา แล้วก็มีเสียงตู้มๆ ตลอด เสื้อแดงหาอะไรได้ก็เขวี้ยงกลับไป อิฐบ้าง ไม้ธงบ้าง แต่ทหารแถวหน้าเขามีโล่ กระบอง ป้องกันตัวเขาก็ไม่เป็นไร แต่แถวข้างหลังนั้นมีปืนเพียบเลย แล้วทหารก็กระจายไปตามตรอกข้างๆ ถนน ยื้อกันอยู่ซักพัก ตอนนั้นเสื้อแดงถอยร่นตีวงมาบนถนนใหญ่แล้ว มีแก๊สน้ำตาโยนมาผมก็วิ่งไปล้างหน้าที่ข้างๆ ถนน เงยหน้าขึ้นมาก็พอดีโดนกระสุนยางเข้าที่ตาขวา แล้วก็ร้องเรียกฝรั่งที่ยืนดูเหตุการณ์แถวนั้นให้ช่วย เขาเห็นก็ร้องโอว มายกอด แล้วก็เรียกคนมาช่วย นั่งรถพยาบาลของวชิระมาที่นี่” เบิร์ดกล่าว

เบิร์ดเล่าไปพร้อมกับแม่ที่คอยซับน้ำตาที่ยังไหลอยู่เป็นระยะเนื่องจากอาการอักเสบของแผลในตาขวาว่า เขาน่าจะถูกยิงประมาณทุ่มเศษ มาถึงโรงพยาบาลได้รับการดูแลอย่างดี แต่กว่าจะได้เข้าห้องผ่าตัดก็ประมาณ 5 ทุ่มเศษแล้วเพราะคนเจ็บต่อคิวกันเป็นจำนวนมาก

“ตอนที่ผมมา ช่วงนี้มีคนเจ็บเยอะมากแล้ว แต่ยังไม่ถึงกับตาย รถพยาบาลที่ผมนั่งมามีคนเจ็บอยู่บนรถ 8 คน มีพระสงฆ์ด้วย เพราะพระก็พยายามไปกันอยู่แถวหน้า แล้วก็มีผู้หญิงด้วยรุ่นป้าแล้ว แล้วที่เหลือก็เป็นพวกผู้ชาย วัยรุ่นเยอะ” เบิร์ดกล่าวพร้อมระบุด้วยว่าก่อนหน้าจะมีการยิงนั้นไม่มีการประกาศใดๆ

ถามว่ากลัวไหม “ตอนนั้นไม่กลัว คิดว่าเขาจะดันมาเฉยๆ” เบิร์ดตอบ

ในอีกด้านหนึ่งพ่อกับแม่ที่อยู่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อได้ยินเสียงปืนก็วิ่งหลบไปอยู่ซุกตามซอยเล็กๆ ข้างโชว์รูมเบนซ์ แม่เล่าว่า “เสียงมันเหมือนในสงครามเลย โอ้โห มีเสียงปืนยิงตลอดเวลา เสียงรัวมาก ไม่รู้กระสุนอะไร มีคนวิ่งมาหลบตามซอกด้วยบอกว่ามีกระสุนจริงด้วย ส่วนไอ้ที่เตือนเขาแค่โปรยใบปลิวก่อนค่ำ แค่นั้นเอง นอกนั้นก็ไม่ได้ประกาศอะไร ในใบปลิวก็บอกแค่ว่าจะขอพื้นที่คืน ให้ออกจากพื้นที่ แล้วก็มาโปรยแก๊สน้ำตาทั้งบนฮอ และทั้งข้างล่างด้วย โยนลงมาๆ โยนเป็นตับเลย หน้าศรแดงนี่มองอะไรไม่เห็น”  

ผู้เป็นแม่ให้ความคิดเห็นว่า อันที่จริงกระสุนยางก็ไม่น่าใช้ เพราะประชาชนมือเปล่าทั้งนั้น

เธอเล่าวว่า ในช่วงที่พลัดหลงกับลูกชายคนเล็กนี้โดยไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดียังไง เพราะเขาลืมเอาโทรศัพท์ไปด้วย เธอเป็นห่วงและร้องไห้ไม่หยุด จนกระทั่งดึกๆ เบิร์ดติดต่อกลับมาว่าอยู่โรงพยาบาล จึงบอกให้พ่อซึ่งพยายามเดินไปหลังเวทีเพื่อให้ประกาศหาลูกรีบตามไปที่วชิระให้ได้ ส่วนแม่ยังหลบอยู่ในตรอกจนเกือบเที่ยงคืน เหตุการณ์สงบจึงออกมา

เมื่อถามว่าทำไมถึงออกมาชุมนุม พ่อกล่าวว่า “ความยุติธรรมมันไม่มี มันสองมาตรฐานมาตลอด เห็นชัดเกินไป” ส่วนแม่เสริมว่า “มันแย่จริงๆ นะ ไม่ได้ออกมาตามกระแสหรืออะไร ถ้าเราไม่ออกมากระตุ้นกันอีกหน่อยคงไปกันใหญ่ ประเทศคงถอยหลังเข้าคลองไปทุกที ลูกหลานคงไม่ได้รู้จักแล้วว่าประชาธิปไตยมันเป็นยังไง” 

สำหรับอาการของเบิร์ดนั้น ตาข้างขวากระทบกระเทือนหนัก ต้องเย็บหลายเข็ม มองไม่เห็นแม้แต่นิดเดียว หมอบอกให้รอ 7 วันแล้วจะเปิดแผลดูว่าพอจะทำอะไรได้บ้าง แต่ทุกคนก็ยังหวังลึกๆ ว่า เบิร์ดจะเห็นโลกอันสว่างไสวอีกครั้ง

“เราก็ไม่รู้ว่าถ้าเกิดอะไรขึ้น เราจะเรียกร้องอะไรได้ที่ไหนบ้าง” แม่กล่าว

สำหรับเบิร์ด เขาเพิ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง คณะศิลปศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ มาได้ 1 ปี ระหว่างนี้เขาสมัครงานและกำลังรอเรียก ที่น่าแปลกคือระหว่างที่เขาศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัย เขาบอกว่าเขาเป็น “เสื้อเหลือง” เพราะเพื่อนๆ รอบตัวล้วนสนับสนุนแนวทางนั้น และเปิดเอเอสทีวีดูเป็นประจำ

“เขาอธิบายมาตลอดว่าทักษิณโกงยังไง เลวยังไง ผมก็เออออด้วย” แต่เมื่อกลับมาบ้าน เขาได้ดูทีวีอีกช่อง “แรกๆ ผมก็ไม่เห็นด้วย ก็มีเถียงกับพ่อแม่บ้าง แต่ก็ไม่ได้อะไรมาก พ่อแม่ก็ไม่ได้บังคับให้เชื่อตาม แต่พอเราเริ่มดูมันจริงๆ เราก็เห็นว่า เออ ที่เคยได้ยินมามันอาจไม่ใช่แล้ว ทีเขาทำโจมตีเขาจัง ทีตัวเองทำไม่เป็นไร”

ส่วนพ่อและแม่นั้น แม้จะมีพื้นเพเป็นคนพะเยา แต่ก็อาศัยในเมืองหลวงยาวนานและเป็นผู้สนใจข้อมูลข่าวสารตามธรรมดา แม่เป็นแม่บ้าน และพ่อทำงานประจำหากินดูแลครอบครัวแบบคนชั้นกลางทั่วไป เมื่อครั้งรัฐประหารก็ยังเป็นเพียงผู้ติดตามข่าวสารการเมืองอย่างใกล้ชิดเพื่อดูว่าแนวโน้มจะเป็นอย่างไรต่อไป แต่สุดท้ายก็พบว่าสถานการณ์ไม่ดีขึ้นอย่างที่คาด

ถามว่าคิดจะสู้ต่อไหม แม่พูดชัดเจนว่าใจยังสู้ แต่ขออยู่แนวหลังจะดีกว่า “มันไม่รู้จะไหวไหม เขาไม่เห็นพวกเราเป็นมนุษย์เหมือนเขาเลยนะ ว่ามั้ย นี่มันยิ่งกว่าเผด็จการอื่นๆ อีก ทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมษาที่แล้วก็ทีนึง มีคนทักท้วงเขาก็ไม่ฟัง แล้วยังจะเดินหน้าอย่างเดียว”

ถามว่าเป็นกลุ่มคนที่รักทักษิณไหม ต้องการสู้เพื่อเขาไหม แม่บอกว่าไม่เกี่ยว ที่ไปร่วมชุมนุมนั้นไม่ใช่เพื่อทักษิณ แต่เพราะบ้านเมืองไม่มีความยุติธรรม สองมาตรฐานทุกอย่าง ที่เธอไปนั้นมีแต่เสียสตางค์ แถมยังเอาข้าวปลาอาหารไปแจกด้วยเท่าที่จะมีกำลัง เพราะสงสารคนต่างจังหวัด

“คนมาจากต่างจังหวัดนี่เขาอดทนมาก ขนาดเราไปตอนค่ำๆ ปูเสื้อนั่งบนถนนมันยังร้อนอยู่เลย แล้วเขาต้องมานั่ง นอนตลอดทั้งกลางวันกลางคืน ถ้าใจเขาไม่คับแค้นจริงๆ เขาจะยอมลำบากขนาดนี้ทำไม กินอยู่ก็ลำบาก บางทีก็มีอด ข้าวมันไม่พอ คนบริจาคมาเท่าไหร่มันก็ไม่พอ เพราะคนมันเยอะ”

เบิร์ดเสริมว่าทักษิณก็เป็นแค่อีกคนหนึ่งที่เป็นเหยื่อเท่านั้นเอง เราต้องพิสูจน์ก่อนกล่าวหาใคร ไม่ใช่ชี้หน้าว่าคนอื่นผิดตลอด แต่เวลาตัวเองทำผิดบอกไม่ผิด

ถามว่าตอนนั้นแม่กลัวไหม “ไม่รู้ดิ มันลืมไปหมดเลย สงสารชาวบ้านเขา เราไปรู้ไปเห็นมาแล้วมันอดออกไปร่วมด้วยไม่ได้ แต่พอมานั่งนึกย้อนหลัง อูย เรารอดมาได้นี่ก็มหัศจรรย์พอสมควร ตอนไปลาดหลุมแก้วก็ไปกับเขานะ เอารถตัวเองไปช่วยบล็อกรถทหารด้วย พอเปิดกะบะรถทหารออกมา เอ็มสิบหกเต็มเลย แล้วมาบอกว่ามีแต่โล่กับกระบองได้ยังไง อยากจะลากคอไอ้คนพูดมาดูเอง”

“มันลูกหลานชาวบ้านทั้งนั้น หดหู่ใจมาก แล้วนี่ยังไม่จบ ยังจะทำอีก มันยากนักหรือแค่ยุบสภา ประเทศไหนก็ทำกันเวลามีปัญหาแก้ไม่ได้ ยุบแล้วจะแก้ได้ไม่ได้ ไม่มีใครรู้ แต่คุณแก้ไม่ได้แน่ ต้องยุบ”

“มานี่มันต้องอาศัยใจ ใจทั้งดวงเลย ถ้าเราไม่มาช่วยกันแล้วใครจะช่วย ชาวบ้านเขาอยู่ในนั้นล่ะ ไม่มีอะไรเลย ขวดน้ำ ตีนตบ ไม้ไผ่ก็อันเล็กนิดเดียวเอาไปสู้เขา แต่คนข้างนอกไม่เห็นเอง ก็ไม่มีทางเข้าใจ คนเสื้อแดงถ้าเราไปคลุกคลีด้วยเราจะรู้ว่าเขาน่ารัก เพราะคนมันเป็นชาวบ้านทั้งนั้น ชาวบ้านจริงๆ เลย มีอะไรก็แบ่งกันกิน นั่งคุยกันทั้งๆ ที่ไม่เคยรู้จักกันเลย นี่แหละทำให้ต้องออกมาร่วมด้วย”

“อย่าไปดูถูกเขา ยิ่งดูถูกเขา เขายิ่งออก แต่นี่ใส่ไฟทุกอย่าง รัฐบาลต้องยอมฟังคนอื่นบ้าง ไม่ใช่ปิดหูปิดตาแล้วเชื่อแต่ฝ่ายตัวเองฝ่ายเดียว” บทสรุปที่พรั่งพรูของผู้เป็นแม่ของลูกชายคนหนึ่ง ซึ่งยังไม่แน่ว่าจะมองเห็นได้เป็นปกติอีกหรือไม่

 

โรงพยาบาลวชิระ: ประสงค์ กองแก้ว อายุ 51 ปี ถูกสะเก็ดระเบิด บริเวณสี่แยกคอกวัว

ประสงค์เดินทางมาร่วมชุมนุมจากจังหวัดเชียงใหม่ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 12 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยพักอยู่ที่เต็นท์บริเวณถนนราชดำเนินนอก ข้างทำเนียบฯ เขาเล่าว่าวันเกิดเหตุเมื่อเวลาประมาณ 10.00 น.ได้เดินทางจากสะพานผ่านฟ้าไปกองทัพภาคที่ 1 ถนนราชดำเนิน โดยมีนายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดรฯ แกนนำ นปช.นำขบวน เพื่อกดดันให้ทหารกลับกรมกอง เนื่องจากรู้ข่าวว่ามีการจัดเตรียมกำลังทหารเพื่อที่จะเข้าสลายการชุมนุม 

ประสงค์ เล่าว่าที่บริเวณหน้ากองทัพภาคที่ 1 มีแกนนำพยายามเจรจาให้ทหารกลับไปยังกรมกองต้นสังกัด ซึ่งทหารก็ได้ขอให้เปิดทางเพื่อที่จะกลับเข้ากรมกอง แต่ทหารไม่จริงใจเพราะบอกจะเดินทางกลับแต่กลับใส่ชุดพร้อมปราบ อีกทั้งก่อนหน้านี้มีรถทหารวิ่งเข้าออกไปมาเป็นจำนวนมากจนเป็นที่ผิดสังเกต

“เราไม่ยอม ทหารแต่งชุดแบบนี้จะใช้ได้ยังไง” ประสงค์บอกถึงความรู้สึกในขณะนั้น และว่าเมื่อเกิดการดันกันขึ้นระหว่างผู้ชุมนุมและทหาร ทหารได้ใช้รถฉีดน้ำและแก๊สน้ำตาสลายการชุมนุม และบีบให้กลุ่มผู้ชุมนุมถอยร่นกลับไปสะพานผ่านฟ้า พร้อมๆ กันนั้นทหารก็ได้เคลื่อนกำลังออกมาจากกองทัพภาคที่ 1 จากนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมและผู้ที่มาสมทบพยายามสกัดทหารตามจุดต่างๆ ทั้งแยกสวนมิสกวัน สะพานมัฆวาน มีการผลักดันกันอยู่เป็นระยะ แต่ผู้ชุมนุมก็ต้องถอยกลับเรื่อยๆ

ประสงค์ยอมรับว่าแม้จะมีความพยายามผลักดันทหารที่รุกเข้ามา แต่ผู้ชุมนุมก็สู้ทหารไม่ได้ เพราะยุทธวิธีและกำลังคนมันไม่เสมอกัน โดยยกตัวอย่างว่า คนที่มาชุมนุม 600 คน มีแค่ 300 คนที่มาร่วมดัน ส่วนอีก 300 คนยืนดู บางคน ทหารบุกยิงแล้วยังนั่งอยู่ในเต๊นท์ไม่กล้าเข้ามา ถ้ามีคนมารวมตัวกันเยอะๆ เพื่อผลักดันทหารน่าจะเป็นแนวทางที่ดี แต่ที่เป็นอยู่ตอนนี้คนที่สู้ก็สู้ไม่ถอย ขณะที่คนอีกส่วนมายืนดู ทั้งหลายทั้งปวงเขาสรุปว่า คนที่มาชุมนุมไม่ได้มีประสบการณ์ในเรื่องนี้ และไม่มีการตระเตรียมซักซ้อมกันมาก่อน

“ตัวผมโดนระเบิดที่แยกคอกวัว ตอนนั้นคนไปปะทะยังไม่เยอะ ถ้าคนไปดันเยอะๆ ทหารจะไม่กล้าเข้ามา” ประสงค์แสดงความเห็น และเล่าว่าช่วงเวลาประมาณ 4 โมงเย็นที่บริเวณสี่แยกคอกวัว เขาโดนยิงและโดนระเบิดจนตัวปลิว  เมื่อดูบาดแผนที่โดนยิง กระสุนไม่ทะลุแต่เป็นรอยแตก คาดว่าเป็นการใช้กระสุนยาง นอกจากนั้นยังมีบาดแผลจากที่โดนสะเก็ดระเบิด สำหรับการรักษาที่ผ่านมาเขาได้รับการผ่าตัดลำไส้ แต่เมื่อถามรายละเอียดการบาดเจ็บและการรักษาประสงค์ไม่สามารถตอบได้

“อยู่มาตั้งแต่วันที่ 10 ยังไม่ได้รับการรายงานจากหมอเลยว่าโดนอะไรแน่ เป็นยังไงบ้าง” ประสงค์บอก

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ประสงค์เสียความรู้สึกมากคือกว่าที่เขาจะเดินทางถึงโรงพยาบาลได้ใช้เวลาเป็นชั่วโมง โดยต้องมีการแบ่งการ์ดไปช่วยเปิดถนนเพื่อให้รถพยาบาลสามารถนำคนเจ็บออกมาได้ เพราะคนที่มายืนดูมีจำนวนมากจนกีดขวางเต็มถนน

ส่วนเรืองความรุนแรง ประสงค์แสดงความเห็นว่า การประท้วงของคนเสื้อแดงมีการใส่อารมณ์กันมาก และมีการแย่งหมวกและโล่มาจากทหาร ทำให้สถานการณ์เกิดความตึงเครียด อย่างไรก็ตาม เขารู้ดีว่าทหารมีอาวุธและมีกระสุนจริง และยังได้รับการเตือนจากการ์ดด้วยว่าฝ่ายทหารมีกระสุนอย่าไปอยู่ใกล้ แต่เมื่อตัดสินใจออกจากบ้านมาแล้ว อยู่ในสถานการณ์ที่ถูกทหารกดดันอย่างหนักแล้ว ความรู้สึกกลัวของเขาก็หายไปหมด

“จุดมุ่งหมายคือความยุติธรรมเท่านั้น” ประส่งบอกถึงเหตุผลของการมาร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดง

ประสงค์บอกด้วยว่า เข้าร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงมากว่า 2 ปีแล้ว ส่วนการชุมนุมครั้งนี้ก็มาร่วมตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น โดยกลับบ้านไปเมื่อวันที่ 23 มี.ค.และกลับมาร่วมชุมนุมอีกในวันที่ 26 มี.ค.จนมาถึงวันที่เกิดเหตุ อย่างไรก็ตาม เขารู้สึกว่ามีคนจำนวนน้อยที่เป็นเสื้อแดงที่พร้อมต่อสู้ ขณะที่หลายคนมาด้วยความตั้งใจก็จริงแต่ร่วมกิจกรรมแบบสนุกสนาน หากจริงจังมากกว่านี้เหตุการณ์ก็จะยุติและได้รับชัยชนะเร็ว แต่ในวันนี้การชุมนุมกลับยืดเยื้อออกไปเรื่อยๆ คนที่มาอยู่ก็ทุกข์เพราะการกินอยู่ในที่ชุมนุมลำบาก แต่ส่วนตัวที่ยังชุมนุมอยู่เพราะต้องการเป็นเพื่อนร่วมต่อสู่กับแกนนำและการ์ด 

“แกนนำในระดับหมู่บ้าน ในอำเภอต้องการเพียงแค่ปริมาณ แต่ไม่มีคุณภาพ คนแก่ที่อยากมากก็เอามา ขอให้เป็นเสื้อแดงแต่เมื่อมีเหตุการณ์ปะทะก็ช่วยอะไรไม่ได้ เปล่าประโยชน์” ประส่งวิจารณ์ และแสดงความไม่พอใจเพื่อนเสื้อแดงหลายคนที่ไม่ต่อสู้อย่างเอาจริงเอาจังเท่าที่ควร

ในส่วนข้อเสนอต่อทางแกนนำ ประสงค์กล่าวว่า แนวทางสันติวิธีเป็นสิ่งที่ดีและจำเป็นต้องมี แต่ในขณะเดียวกันก็ควรเตรียมผู้ชุมนุมในการรับมือกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นด้วย นอกจากนี้การติดตามดูแลคนเจ็บก็เป็นเรื่องสำคัญที่ทาง นปช.ต้องดำเนินการ เพราะเขาออกมาสู้ด้วยจิตใจแล้วต้องมาบาดเจ็บ หากไม่มีการดูแลช่วยเหลือตรงนี้จะทำให้มวลชนหายไปจำนวนมาก แต่ข้อดีของคนเสื้อแดงคือรักกัน คนต่างจังหวัดไปไหนมีการดูแลกัน

เมื่อถามว่ารู้สึกโกรธทหารที่มาปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ประสงค์ตอบว่าไม่โกรธ โดยให้เหตุผลว่าเมื่อเราตีเขาได้เขาก็ตีเราได้ และทหารที่ใช้ปืนบรรจุกระสุนจริงยิงคน ส่วนมากไม่ใช่พลทหาร

                                             
 

ที่บ้าน: สัมฤทธิ์ วรนาม อายุ 43 ปี ถูกหนังสติ๊กยิงหัวแตก บริเวณสี่แยกคอกวัว

สัมฤทธิ์เป็นผู้บาดเจ็บที่ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลกลาง ทำแผลแล้วก็กลับบ้าน เขาเล่าว่า เริ่มไปชุมนุมตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม แต่ไปๆ มาๆ เพราะขายของอยู่แถวนั้น ในวันเกิดเหตุ ตอนแรกโดนทหารปิดล้อมตั้งแต่ 4 โมงเย็น คล้ายๆ หลอกล่อกัน ปล่อยข่าวว่าจะมาทางนั้นทางนี้ แต่มาสลายจริง ตอนมืดๆ ประมาณทุ่มกว่าที่แยกคอกวัว ตอนนั้นคนชุมนุมเยอะมาก ต่างฝ่ายก็ต่างบุก ทหารก็มาเยอะ มีการใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยาง

เขาว่า มีการใช้หนังสติ๊กที่ยิงมาจากฝั่งทหารด้วย โดยใช้น๊อตเป็นกระสุน ยิงมาเป็นชุดโดนเจาะเข้าที่หัวของเขา หัวแตก เย็บ 3 เข็ม เพราะแผลไม่กว้างแต่ลึก นอกจากนี้ยังโดนกระสุนยางที่คาง 2 นัด มีอาการบวมเป่ง กับที่หน้าอกที่ฟกช้ำ เหตุที่โดนเพราะไปอยู่ด้านหน้า พยายามเอาเหล็กไปกั้นแนวทหารไม่ให้เข้ามา เขาว่าเหตุการณ์ชุลมุนมาก และมีพวกที่พยายามไปเอาถังดับเพลิงมาฉีดไม่ให้ทหารเข้ามาด้วย ฝ่ายทหารก็มีการยิงตลอด

“เราก็ชุมนุมตามปกติเหมือนทุกวัน ถ้าทหารไม่สลายก็คงไม่มีเหตุกาณณ์อย่างนี้เกิดขึ้น” สัมฤทธิ์แสดงความเห็น

เขาเล่าต่อว่า ตอนโดนกระสุนยางนั้นเขายังไม่ถอย คนเสื้อแดงก็ต่างคนต่างสู้ ล้มก็มีคนหิ้วปีออกมา คนอื่นก็วิ่งเข้าไปอีก แต่พอหัวแตก เขาพยายามจะสู้ต่อแต่เลือดออกเยอะมาก พวกที่ชุมนุมด้วยกันเห็นก็บอกว่าให้ไปโรงพยาบาลก่อนดีกว่าแล้วจึงพาเขาไปโรงพยาบาลกลางราวๆ สองทุ่ม ซึ่งตอนนั้นคนเจ็บก็มีเป็นจำนวนมากแล้วที่โรงพยาบาล 

ถามว่ายังจะไปชุมนุมอีกหรือไม่ เขากล่าวว่าคงจะไปอีก เพราะไม่ชอบรัฐบาลนี้

“รัฐบาลมีที่มาโดยไม่ถูกต้องตั้งนานแล้ว ให้ทหารช่วยมาตลอด เป็นบันได 4 ขั้นของคมช. เราแค่เรียกร้องให้มีการยุบสภาเลือกตั้งกันใหม่ตามกติกา ถ้าคิดว่าตัวเองจะได้ 280 ที่นั่งอย่างที่บอกก็ควรไปวัดกันที่การเลือกตั้งแบบแฟร์ๆ เลย สหรัฐเลือกตั้งประธานาธิบดี แพ้กันนิดหน่อยเขาก็ยังต้องยอมรับเสียงข้างมาก” สัมฤทธิ์กล่าว

“เรื่องจ้างนี่ต้องจ้างเท่าไรคนเขาถึงจะไปสู้ขนาดนี้ ผมไปด้วยใจ ขายของที่บ้านก็ให้แฟนทำแทน ผมไม่ใช่คนจนนะ เป็นคนค้าขาย ซื้อมาขายไป แต่เห็นแล้วรู้สึกว่ามันปิดกั้นคนจนมาก ตอนพฤษภา35 ก็เคยเข้าร่วม แต่นั่นเป็นการต่อสู้ระยะสั้นกว่า นี่เป็นระยะยาว สู้กันระหว่างไพร่กับคนชั้นกลางและคนชั้นสูง เรามาเรียกร้องความเป็นธรรมซึ่งคงต้องสู้กันอีกยาวมาก”

“ตอนนี้ก็มีท้อบ้าง แต่เราต้องให้กำลังใจกัน จริงๆ นักข่าวก็ควรมีความเป็นธรรมให้ฝ่ายไพร่บ้าง หนังสือพิมพ์ยังพอไหว แต่ทีวีนี่คนละอย่างเลย ดูข่าวทีวีแล้วทำให้ต้องออกมาชุมนุมเลย” สัมฤทธิ์กล่าวและว่า เมษายนปีที่แล้วไม่ได้เข้าร่วมเพราะไปต่างประเทศพอดี 

 

 

ที่บ้าน: วัฒนา แก้วนพรัตน์ อายุ 53 ปี ถูกกระสุนปืนเฉี่ยวแขน บริเวณสี่แยกคอกวัว

วัฒนาอาศัยอยู่แถวบางลำพู มีอาชีพรับจ้างทั่วไป ร่วมชุมนุมตั้งแต่วันแรก ในวันเกิดเหตุตอนแรกอยู่แถว ร.ร.สตรีวิทยา แล้วก็ขับรถออกไปดูทหารแถวสะพานพระราม 8 เห็นทหารอยู่ 3-4 คันรถ จึงถอยออกมาตรงวัดชนะสงคราม เห็นทหารเดินออกจากวัด แถวแรกถือปืนกระสุนยาง แถวที่สองมีปืนกลเล็ก เขาเหน็บไว้ในเสื้อแต่กระบอกปืนโผล่ออกมา ที่รู้จักอาวุธเพราะว่าเคยเป็นทหารมาก่อน (เขาชะโงก จ. ปราจีณบุรี) เลยขับรถไปบอกพรรคพวกว่ามีทหาร ก็เลยตั้งแถวกั้นไว้ โดยใช้แผงเหล็ก ยางรถ เหมือนเป็นด่านแรก อย่างไรก็ดี เขาสังเกตเห็นเฮลิคอปเตอร์ 2 ลำ บินต่ำ ผลัดกันวนมาดู แล้วก็มีการโยนแก๊สน้ำตาลูกแรกลงที่สี่แยกคอกวัว แกนนำก็บอกว่าเอาผ้าพยายามชุบน้ำ ใครมีแว่นก็ใส่แว่น ตอนนั้นยังไม่มีใครเป็นอะไร แต่แสบตากัน

จากนั้นทหารมาออกันที่แยกคอกวัว มีแกนนำย่อยพร้อมรถเครื่องเสียงอยู่ข้างหลังผู้ชุมนุมคอยบอกว่า ทหารนั่ง เราก็นั่งด้วย พอเวลาประมาณหกโมงเย็น เราก็ร้องเพลงชาติ เพลงสดุดีมหาราชา ทหารก็ร่วมร้องกับเรา พอเพลงจบเขาก็ตั้งแถวหน้ากระดานหันหน้าประจันกับฝ่ายเสื้อแดง เสื้อแดงก็ให้แถวหน้าเป็นผู้หญิงคิดว่าทหารคงไม่ทำอะไร สักประมาณเกือบหนึ่งทุ่ม ทหารก็เคาะโล่เป็นสัญญาณว่าจะบุกแล้วนะ พอฝ่ายเสื้อแดงได้ยินก็ลุกไปออกันตรงแนวกั้น ทหารก็ขยับเข้ามาทีละนิดจนติดกับแนวกั้นก็เกิดการดันกัน ทหารพยายามพังแนวกั้นของเรา

“ทางฝ่ายเสื้อแดงก็มีแต่ไม้กับน้ำปลาร้าโยนไป สักพักหนึ่งได้ยินเสียงปืนชุดแรกเป็นเสียงปืนกระสุนยาง ปืนกระสุนยางนี่ไม่มีใครกลัว แล้วพอมาชุดที่สองเป็นเสียงกระสุนจริง พอผมได้ยินอย่างนั้นก็เลยเงื้อมือกำลังจะเขวี้ยงไม้ ผมก็โดนกระสุนถากแขนไป แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นกระสุนอะไร”

“ทหารที่มานั้นไม่มีสัญลักษณ์อะไรบ่งบอกว่ามาจากหน่วยไหน มีโล่ มีหมวก มีเสื้อเกราะ แต่เสื้อแดงไม่มีอะไรเลย หาอะไรได้ก็เขวี้ยง พอโดนยิงผมก็เข้าไปที่แยกคอกวัว เลือดก็พุ่ง พรรคพวกเลยบอกให้ไปที่รถพยาบาล ผมเป็นคนบาดเจ็บคนแรกเลย รักษาที่ รพ.กลาง หลังจากนั้นก็มีคนเจ็บตามมาหลายคน”

“เพื่อนๆ มีเจ็บกันเยอะ บางคนโดนยิงเข้าที่เบ้าตาด้วยกระสุนยาง แล้วคนที่ตายโดยไม่มีบาดแผลนั้นคือเขาโดนแก๊สน้ำตามาก่อน เขาเป็นโรคปอด พอผมเย็บแผลเสร็จก็กลับประมาณ 3 ทุ่ม จริงๆ เขาจะให้ผมนอนที่รพ. แต่เห็นคนเจ็บเยอะ เราก็สละที่ให้เพื่อนดีกว่า”

“ทหารพังทุกอย่างที่ขวางหน้าแม้กระทั่งรถประชาชน ทุบรถที่จอดขวางอยู่หมดเลย พอเย็บแผลเสร็จก็จะกลับไปเอารถมอเตอร์ไซค์ที่จอดอยู่หัวมุม ถ.ข้าวสาร ตอนนี้กลายเป็นซากแล้ว ใช้ไม่ได้เลย”

วัฒนาบอกว่า พวกส.ส.บอกว่าถ้าเสื้อแดง “ชนะ” ให้รวบรวมรายชื่อคนเจ็บไป เขาจะช่วยค่ารักษาพยาบาล ส่วนรัฐบาลเขาบอกว่าจะช่วยคนที่บาดเจ็บจากการปะทะรายละ 20,000 บาท แต่ก็ยังไม่กล้าไปลงชื่อ เพราะกลัวว่าเขาจะมาตามเก็บทีหลัง ถึงแม้ว่าจะมีบัตรทอง ไปรักษาที่รพ.กลาง แต่ก็ยังต้องเสียค่าเดินทางเอง เลยไปทำแผลที่คลินิกแถวบ้านสะดวกกว่า

“ผมเสียความรู้สึกที่ว่าคนเสื้อแดงไม่มีอะไรเลย แต่ทหารมีสนับมือ สนับเข่า มีเกราะ มีโล่ มีกระบอง มีปืนด้วย มีเครื่องป้องกันทุกอย่าง แต่ประชาชนไม่มีอะไรป้องกันเลย กระบองของเขาข้างในก็เป็นเหล็ก กระสุนยางแต่ข้างในก็เป็นเหล็ก” วัฒนากล่าว
 

 

โรงพยาบาลกลาง: สายธาร ม่วงคุ้ม อายุ 31 ปี ถูกยิงที่คอ บริเวณสี่แยกคอกวัว

สายธารมีอาชีพรับจ้าง เป็นคนจังหวัดลพบุรี เดินทางมาชุมนุมร่วมกับพรรคพวกจากลพบุรี ขณะเกิดเหตุเวลาประมาณสองทุ่ม เดินเท้าจากปิ่นเกล้ามาที่ถนนตะนาวแยกคอกวัวเพราะรถเข้าไม่ได้ อยู่แนวตึกแถบซ้ายมือบริเวณตอนท้ายจากแนวปะทะ เขาถูกกระสุนปืนบริเวณคอทางซ้ายใกล้หลอดลม หมอต้องผ่าออก ขณะปะทะในตัวไม่มีอะไรนอกจากมีโล่ตำรวจ 1 อัน น้องคนหนึ่งเอามาฝากไว้บอกว่า “พี่ ช่วยถือหน่อย”

“ผมโดนตีมาเจ็บขาเดินไม่ไหวแล้ว ผมอยู่บริเวณนั้นไม่เกินยี่สิบนาทีแล้วผมก็โดนยิง ผมเห็นคนโดนยิงหิ้วปีกออกมาร่องแร่ง ผมคิดว่าผมโดนยิงจากบนตึกฝั่งตรงข้ามเพราะวิถีกระสุนมาจากข้างบน”

“ผมยืนยันได้ว่าทหารใช้กระสุนจริง ไม่ใช่มีแต่กระสุนปลอม ไม่อย่างนั้นผมและพี่น้องเสื้อแดงคงไม่ได้รับบาดเจ็บถึงขนาดเลือดไหล สมองไหลอย่างนี้หรอก ผมอยู่โรงพยาบาลก็ไม่อยากอ่านข่าวหนังสือพิมพ์เท่าไหร่ เห็นทหารคนเดียวโดนเสื้อแดงกระทืบลงข่าวไปสามวัน ทีพี่น้องเสื้อแดงโดนสารพัดไม่เห็นเป็นข่าวบ้าง”

เมื่อถามว่าจากเหตุการณ์นี้รู้สึกเกลียดชังทหารหรือไม่ สายธารตอบว่า “ไม่ ผมอยู่ลพบุรีจะเกลียดทำไมทหาร เข้าใจอยู่ว่าเขาได้รับคำสั่งมา”

 

โรงพยาบาลกลาง: จันทา จันทร์สุข อายุ 35 ปี ถูกยิงหน้าอก บริเวณสี่แยกคอกวัว

จันทามีอาชีพทำนา เป็นคนจังหวัดศรีสะเกษ มาชุมนุมกับเสื้อแดงตั้งแต่แรก มากันเองกับภรรยา ขณะเกิดเหตุอยู่ที่แยกคอกวัวตั้งแต่เริ่มปะทะเวลาประมาณสี่โมงเย็น ช่วงแรกอยู่ด่านหน้าของการปะทะ ตอนที่ถูกยิงเลื่อนออกมาอยู่ตอนท้ายๆ เวลาประมาณทุ่มเศษๆ ขณะนั้นมืดแล้ว ไม่เห็นว่าใครยิง ตอนถูกยิงหันหน้าไปทางทหาร โดนยิงจากข้างหน้าบริเวณใต้หน้าอกใกล้หัวไหล่ ทะลุออกข้างหลัง

 

 

โรงพยาบาลวชิระ: ถวิน ขมสันเที๊ยะ กระดูกข้อศอกแตกจากแรงระเบิด บริเวณสี่แยกคอกวัว

ถวินเป็นผู้ชุมนุมที่ได้รับบาดเจ็บจากแรงระเบิดบริเวณถนนตะนาว ทำให้กระดูกข้อบริเวณศอกซ้ายแตกเป็นเสี่ยงๆ เขาเล่าว่า ก่อนหน้านี้เขาเข้ารับการรักษาพยาบาลเบื้องต้นที่โรงพยาบาลกลางเพราะกระดูหักและกระดูกข้อศอกหลุดออกมาจากเบ้า จากนั้นถูกส่งตัวไปที่โรงพยาบาลตากสินฯ ในช่วงเช้าของวันที่ 11 และได้เข้ารับการผ่าตัดเอาเลือดคั่งออก เมื่อย้ายมารับการรักษาที่วชิระพยาบาลเขาต้องรอรับการผ่าตัดอีก 2 ครั้ง เพื่อจัดเรียงแถวกระดูกใหม่ ทั้งนี้ แพทย์ที่โรงพยาบาลตากสินฯ ได้วิเคราะห์ว่าบาดแผลของเขาอาจเกิดจากระเบิดเอ็ม 79 หรือระเบิดมือ

“ผมโดนระเบิด” ถวินกล่าวย้ำถึงสาเหตุการบาดเจ็บของตัวเอง โดยอธิบายว่าเขามองเห็นระเบิดลูกขาวๆ ถูกขว้างออกมาเหมือนกับขว้างก้อนหิน แล้วมาตกที่ใกล้กับจุดที่เขายืนอยู่โชคดีที่มีซุ้มขายก๋วยเตี๋ยวเป็นที่กำบังแต่เขาก็ยังได้รับบาดเจ็บที่แขนจากสะเก็ดระเบิด ถวินให้ข้อมูลด้วยว่าระเบิดที่เขาเห็นเป็น ‘ระเบิดลูกเกลี้ยง’ ถูกโยนมาจากด้านหน้า ซึ่งเป็นแนวของทหารที่ได้เว้นระยะออกจากผู้ชุมหลังจากที่ได้ผลักดันกันไปมาอยู่ช่วงหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม เขารู้สึกตัวอยู่ตลอดตั้งแต่ก่อนหน้าที่จะโดนระเบิดจนได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล โดยหลังจากได้รับบาดเจ็บเขารอดูสถานการณ์จนเสียงสาดกระสุนลดน้อยลง จึงได้วิ่งออกจากที่กำบังกลับไปทางอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และร้องขอให้คนช่วย จากนั้นจึงมีคนเข้ามาช่วยพยุงออกจากจุดที่มีการปะทะและถูกนำส่งโรงพยาบาล

ถวินเรียบเรียงเหตุการณ์ที่บริเวณสี่แยกคอกวัวให้ฟังว่า เหตุรุนแรงเกิดประมาณ 1 ทุ่มกว่าๆ โดยก่อนการปะทะกันก็ได้มีการเจรจา ซึ่งผู้ชุมนุมต้องการให้ทหารออกไปจากพื้นที่ แต่ทหารไม่ยอมและยืนยันให้ผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ อีกทั้งมีการประกาศด้วยว่าได้จัดเตรียมรถให้คนเสื้อแดงได้ใช้เดินทางกลับไปยังภูมิลำเนาไว้ที่บริเวณสนามม้านางเลิ้งแล้ว ส่วนตัวเขาได้เข้าไปทำหน้าที่เป็นแนวหน้าในการดันกับทหารขณะที่ด้านหลังของเขาเต็มไปด้วยคนเสื้อแดงที่อยู่กันแน่นบนถนนราชดำเนิน

“ทหารบอกให้เราถอยอย่างเดียว เขาบอกให้เรากลับบ้าน” ถวินเล่า และว่าเมื่อต่างฝ่ายต่างไม่ยอม ทหารแถวหน้าที่ถือโล่ก็พยายามดันเข้ามาส่วนผู้ชุมนุมก็พยายามดันให้ทหารถอยกลับ เหตุชุลมุนเกิดขึ้นเมื่อทหารได้โยนแก๊สน้ำตาเข้ามาในกลุ่มผู้ชุมนุมทำให้หลายคนต้องถอยออกมา ทหารที่อยู่ในรถถัง (น่าจะหมายถึงรถหุ้มเกราะ-ประชาไท) เริ่มสตาร์ทเครื่อง แต่คนที่อยู่หน้ารถถังกลับไม่มีใครยอมถอยห่างและยังขู่ว่าจะช่วยกันยกรถให้คว่ำ จนมีคนมาล้อมมากขึ้น ทหารและรถถังจึงถอยออกไปราวๆ 20-30 เมตร แต่ทหารก็เรียงแถวกันเป็นชั้นๆ เขาเล่าว่าเมื่อแถวหน้าที่เป็นโล่ถอย แถวหลังที่มีอาวุธก็เริ่มเล็งปืนและโยนระเบิดเข้าหาผู้กลุ่มผู้ชุมนุม และเขามองเห็นว่ามีผู้ชุมนุมหลายคนล้มลงไป

การร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงครั้งนี้เป็นการชุมนุมครั้งแรกของถวิน จากที่เป็นแนวร่วมและรับฟังข่าวสารผ่านทาง People Channel มาตลอด จนกระทั่ง People Channel ถูกปิด ด้วยความที่อยากรู้ข้อมูล ความเป็นไป เขาจึงตัดสินใจเดินทางมาร่วมชุมนุมในกรุงเทพฯ โดยเมื่อวันที่ 8 เม.ย.ที่ผ่านมา เขาและคนหมู่บ้านเดียวกันอีก 2 คน ได้ไปรวมตัวกับคนจำนวนมากซึ่งต้องการมาร่วมชุมนุมที่จังหวัดนครศรีธรรมราชเนื่องจากรู้ว่ามีรถคอยบริการ เมื่อมาถึงที่สะพานผ่านฟ้าในตอนเช้าวันที่ 9 เม.ย.ก็เดินทางต่อไปที่สถานีดาวเทียมไทยคมและต้องค้างคืนอยู่ที่นั่น

ถวินกล่าวต่อว่า ในวันที่ 10 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุ เขาพร้อมกลุ่มผู้ชุมนุมได้เดินทางกลับจากสถานีดาวเทียมไทยคมถึงจุดชุมนุมสะพานผ่านฟ้าในเวลาเที่ยงวัน จากนั้นได้มีเฮลิคอปเตอร์บินวนเวียนไปมาบริเวณที่ชุมนุมหลายรอบ ซึ่งผู้ชุมนุมก็พยายามต่อสู้โดยการปล่อยลูกโป่งสวรรค์ราว 200-300 ลูก แต่ดูเหมือนจะไม่มีผลอะไร นอกจากนี้เฮลิคอปเตอร์ดังกล่าวยังพยายามโปรยกระดาษลงมายังพื้นที่ชุมนุมบริเวณสะพานผ่านฟ้า แต่ส่วนใหญ่ไปตกลงที่แยกคอกวัว ซึ่งมอเตอร์ไซค์ที่เป็นการ์ดได้นำมาส่งให้แกนนำอ่านบนเวที จากนั้นเหตุการณ์ชุลมุนก็เริ่มต้นในช่วงบ่าย และราว 6 โมงเย็นหน่วยการ์ด นปช.ก็ยึดปืนประมาณ 500 กระบอกได้จากบริเวณหลังโรงเรียนสตรีวิทยา

เมื่อถามถึงเหตุผลในการมาชุมนุม ถวินตอบว่าเขารู้สึกสงสารณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช.ที่พูดผ่าน People Channel ขอให้ผู้ที่สนับสนุนออกมาร่วมชุมนุม

“เขาเหมือนคนที่กำลังจะจมน้ำที่เรียกร้องให้คนมาช่วย ทำให้รู้สึกว่าต้องออกมา แม้จะช่วยได้ไม่ได้ไม่รู้ เราจะจมไม่จม หรือจะพากันจมไปทั้งคู่ก็ไม่รู้ แต่ก็ออกมา” ถวินบอกเล่าความรู้สึก 

ส่วนสนอง ลิ่มจันทร์ ญาติซึ่งมาคอยดูแลถวินไม่ได้คัดค้านความคิดและการแสดงออกทางการเมืองของเขา แต่ตั้งคำถามถึงวิธีการสลายการชุมนุมของรัฐบาลว่า ทำไมจึงต้องสั่งการให้ทหารเข้าสลายการชุมนุมในยามวิกาล และทำไมต้องมีการใช้อาวุธสงคราม รถถัง และกระสุนจริงในการสลายการชุมนุมกับผู้ชุมนุมที่ไม่มีอาวุธ

 

โรงพยาบาลวชิระ: บุญเชิด รักน้อย ถูกสะเก็ดระเบิด บริเวณสี่แยกคอกวัว

บุญเชิดเป็นชาวจังหวัดกาญจนบุรี เข้ามาทำงานในกรุงเทพหลายปี ปัจจุบันเป็นลูกจ้างอยู่ร้านขายซีดี แถวบ้านหม้อ ขับมอเตอร์ไซด์มาร่วมชุมนุมหลังเลิกงานทุกวัน บางวันที่มีการเคลื่อนไหวใหญ่ เช่นที่ไปลาดหลุมแก้วก็ลางานไปกับเขาด้วย โดยที่เจ้าของร้านอนุญาตเพราะก็เป็นเสื้อแดงเช่นกัน ลูกจ้างสามารถใส่เสื้อแดงขายของได้

“เป็นสิทธิส่วนบุคคลที่ผมจะใส่ และเป็นสิทธิของลูกค้าเหมือนกันว่าจะซื้อไหม ถ้าไม่ซื้อก็ไม่เป็นไร”

วันเกิดเหตุเขาก็มาชุมนุมเช่นทุกวันที่ผ่านฟ้า เมื่อมาถึงที่ชุมนุมก็พบว่ามีสถานการณ์ตึงเครียดที่แยกคอกวัวจึงไปสมทบ ช่วงประมาณ 6 โมงเย็นก็ยังคงดันกันไปกันมาระหว่างผู้ชุมนุมและทหาร สถานการณ์เริ่มตึงเครียดหลังจากมีการใช้แก๊สน้ำตาทั้งที่โดยนจากเฮลิคอปเตอร์และเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดิน หลังดันกันไปมา มีช่วงที่ทหารถอยร่นแล้วยิงแก๊สน้ำตาทำให้คนแตกฮือ

“ตอนนั้นเริ่มมืดแล้ว เหตุการณ์ชุลมุนมาก ประชาชนก็เอาหินเฟี้ยงใส่ มีเสียงปืนดังเป็นชุดจากทหารสลับกับเสียงตูมๆ” บุญเชิดว่า

จากนั้นคนเสื้อแดงที่เป็นชายหนุ่มพยายามช่วยกัน “ตั้งโซน” บล็อกไม่ให้ทหารที่ถอยไปตั้งหลักห่างออกไปจากเดิมนิดหน่อยเข้ามาดันและทะลุไปได้อีกครั้ง โดยการเอาโล่ทหารที่ยึดมาได้กับรั้วเหล็กมากั้นบนถนน เขาเป็นแนวหน้าอยู่แถวนั้น ไม่ทันไรก็ได้ยินเสียงตู้ม ดังจนหูอื้อจากด้านขวาซึ่งเป็นพื้นที่ว่างระหว่างพวกที่ขมักเขม้นตั้งแผงเหล็กกับแถวของผู้ชุมนุม

“ตอนนั้นรู้สึกชาๆ พอเดินออกมาได้หน่อยก็ล้มเลย แต่ยังมีสติอยู่ พอมีคนหามขึ้นรถมูลนิธิก็ยังถามเขาว่าผมโดนหนักไหม เขาบอกว่านิดหน่อย แต่เอามือคลำดูด้านข้าง เลือดไหลเยอะมากออกเป็นลิ่มๆ” บุญชิดเล่า เขาคาดว่าตอนนั้นน่าจะประมาณทุ่มกว่าๆ 

“ที่นั่นเด็กๆ และคนแก่เยอะ เราต้องปกป้องพวกเขา เราเห็นแล้วว่าทหารมากันเต็มไปหมด ทั้งรถถัง ทั้งปืน ตอนนั้นคิดแค่นั้น” บุญเชิดกล่าว

ปัจจุบันบุญเชิด ยังคงนอนอยู่โรงพยาบาลวชิระ โดยมีแผลฉกรรจ์ข้างลำตัวด้านขวา มีสะเก็ดระเบิดฝังอยู่ในตับ 1 ชิ้น ปอด 1 ชิ้น และไม่สามารถเอาออกได้ หลังจากหมอได้เอาส่วนที่เหลือออกไป 5-6 ชิ้นแล้ว ส่วนที่ฝังอยู่แพทย์เพียงแต่ต่อท่อเพื่อนำเอาเลือดเสียออกและยังไม่มีการแจ้งว่าจะจัดการอย่างไรต่อไป

“เขาโทรมาบอกแม่ว่าสงกรานต์นี้ไม่กลับ มีงานเยอะ แล้วก็ไม่ได้กลับจริงๆ ด้วยต้องมาอยู่นี่” แม่เฒ่าผู้ไม่รู้หนังสือเดินทางมาจากกาญจนบุรีเพื่อดูแลลูกชายคนกลางวัย 30 ปี

“ผมอาจต้องอยู่กับมันไปตลอดหรือเปล่าไม่รู้ เพราะเห็นว่าฝังในจุดสำคัญถ้าผ่าหรือตัดออกก็ตายเท่านั้นเอง” บุญเชิดกล่าวและยืนยันว่าหากอาการดีขึ้นแล้วจะไปชุมนุมอีก

ระหว่างนี้เขานอนก็นอนที่โรงพยาบาลอย่างมีความสุขพอสมควร “พยาบาลที่นี่น่ารักมาก” บุญเชิดเล่าพร้อมอมยิ้มเล็กๆ

 

 

ย่านข้าวสาร: “TEE” นามแฝงของหนุ่มชาวอังกฤษวัย 40 ปีเศษ

“ที” เป็นคนอังกฤษ อายุ 40 ปีเศษ แต่เขาบอกว่าเขาเป็นคนไทยพร้อมกับเปิดให้เห็นรอยสักที่ท่อนแขนซึ่งมีข้อความว่า “ผมเป็นคนไทย” ท่าทางเขาจะชอบประเทศนี้มาก เขาเล่าว่าเข้ามาอยู่ในประเทศไทยเป็นช่วงๆ มากกว่า 10 ปีแล้ว โดยพักอยู่ที่เกสเฮาส์ย่านถนนข้าวสาร เราขอสัมภาษณ์เขาในวันรุ่งขึ้นหลังเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย.หลังได้เจอกันในช่วงชุลมุนพักหนึ่งและขอเบอร์ติดต่อกันไว้

เขาเล่าว่าเขาอยู่แนวหน้าของการปะทะ บนถนนตะนาวบริเวณสี่แยกคอกวัว เมื่อการปะทะจบลงเขาโดนกระสุนที่เท้า ได้รับบาดเจ็บไม่มากนัก

เขาบอกว่า “ผมสนับสนุนคนเสื้อแดง เพราะผมสนับสนุนประชาธิปไตย แม้ผมจะไม่ได้รับข่าวสารมากนัก เพราะผมไม่เข้าใจภาษาไทยดีเท่ากับคนไทย แต่ผมก็รู้สถานการณ์บางอย่าง ผมสนับสนุนรัฐบาลประชาธิปไตย แล้วก็ไม่สนับสนุนรัฐบาลคอรัปชั่น แต่ประเทศไทยควรจะเป็นประชาธิปไตยกว่านี้ แล้วก็ไม่เฉพาะประเทศไทย ทุกประเทศทั่วโลกควรเป็นประชาธิปไตย ”

“ความต้องการของคนเสื้อแดง ผมคิดว่าก็คือการเรียกร้องประชาธิปไตย รัฐบาลที่มีทหารหนุนหลังก็มีปัญหาไม่ต่างจากรัฐบาลคอรัปชั่น เราไม่ควรสนับสนุนรัฐบาลแบบนี้”

ต่อคำถามที่ว่ากลัวหรือไม่ เขาตอบว่าเขากลัวถูกฆ่า แต่ก็ไม่กลัวที่จะเข้าร่วมเรียกร้องประชาธิปไตย ส่วนเรื่องใครใช้ความรุนแรง “ที่ผมเห็นคือทหารเริ่มใช้ความรุนแรงก่อน ซึ่งจำเวลาแน่นอนไม่ได้ เพราะไม่มีนาฬิกา แต่จำได้ว่าเริ่มตั้งแต่หัวค่ำที่ทหารเริ่มเคลียร์ผู้ชุมนุม ซึ่งผมก็ไม่ได้ยินว่าทหารได้ประกาศอะไรให้คนรู้ก่อนจะเริ่มการสลายการชุมนุม”

“ผมเห็นว่า คนเสื้อแดงไม่กลัวทหาร แล้วทหารก็หยุดพวกเขาไม่ได้ พวกเขามีแต่ไม้ไผ่ ทหารมีปืน มีอาวุธร้ายแรงมากมาย แต่ผู้ชุมนุมที่ผมเห็นมีไม้ไผ่ มันไม่สามารถเทียบกันได้”

“ผมรู้สึกโกรธที่ทหารฆ่าคน พวกเขาทำเพื่ออะไร เขาไม่ควรฆ่าใคร ข้อเรียกร้องของคนเสื้อแดงคือแค่การเลือกตั้งใหม่ ให้ประชาชนไทยตัดสินใจ มันเป็นเรื่องของคนไทยที่ต้องตัดสินใจว่าใครควรจะเป็นรัฐบาลของคุณ รัฐบาลควรจัดให้มีการเลือกตั้ง”

เขาบอกเราว่า ประเทศไทยควรมีรัฐบาลประชาธิปไตย ไม่ใช่เพื่อทหาร ไม่ใช่เรื่องของประชาชนประเทศอื่น แต่มันเป็นเรื่องของคนไทยเอง ถ้าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นที่อังกฤษบ้านของเขา เขาบอกว่า “ผมก็จะทำแบบเดิมคือเข้าร่วมกับการเรียกร้องประชาธิปไตย ผมรู้ว่ารัฐบาลอังกฤษประกาศว่าไม่ให้พลเมืองเขาร่วมในเหตุการณ์ แล้วผมก็รู้ว่าครอบครัวผมเป็นห่วงผมมาก ผมจึงไม่ได้พวกเขาว่าผมบาดเจ็บเพราะอะไร ”

เมื่อถามว่าเรื่องนี้น่าจะจบลงอย่างไร เขาสรุปว่า “มีการเลือกตั้งใหม่ มีรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตย ทำไมคนต้องตายด้วยเรื่องแค่นี้ พวกเราควรเกิดมาพร้อมกับเสรีภาพ มีชีวิตอยู่อย่างมีเสรีภาพ และตายอย่างเสรี ไม่ใช่ตายด้วยการถูกทหารยิง”    

 

-------------------------------
หมายเหตุ

-ขอขอบคุณ ขวัญระวี วังอุดม และ กานต์ ณ กานท์ สำหรับข้อมูลและภาพถ่ายบางส่วน

-19 เม.ย.53 เวลาประมาณ 9.00 น. แม่ของเบิร์ดโทรมาแจ้งเพิ่มเติมว่า เบิร์ดกำลังอยู่ในห้องผ่าตัด หลังทนปวดเพื่อดูอาการมาหลายวัน หมอตัดสินใจผ่าตัดเอาลูกตาออกเนื่องจากมีการอักเสบรุนแรงมาก และเกรงว่าจะลามไปอีกข้างหนึ่ง

Comments

ขอแสดงความนับถือ

ขอแสดงความนับถือ ในความกล้าหาญของท่านทั้่งหลาย ท่านเจ็บเราก็รู้สึกเจ็บปวดกับความไม่ยุติธรรมในสังคมไทย
ท่านทั้งหลายจะอยู่ในความทรงจำของเราตลอดไป..