ข้อยกเว้นของการส่งผู้ร้ายข้ามแดน

บทนำ

            วิวาทะระหว่างผู้นำประเทศไทยและประเทศกัมพูชาในเรื่องการส่งผู้ร้ายข้ามแดนของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรกลายเป็นประเด็นสำคัญอีกครั้งที่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นอกจากเรื่องพื้นที่รอบๆ ปราสาทพระวิหารและพื้นที่พิพาท 4.6 ตารางกิโลเมตร ประเด็นที่กำลังถกเถียงกันอยู่นี้ก็คือเรื่อง ความหมายของความผิดทางการเมือง (Political offences) โดยมีมุมมองที่ต่างกัน โดยทางการของไทยเห็นว่า ความผิดกรณีที่ดินรัชดานั้นเป็นความผิดอาญาธรรมดา (Common crimes) แต่นายกรัฐมนตรีฮุนเซนของกัมพูชา (และอาจรวมถึงคนไทยกลุ่มหนึ่ง) ที่เห็นว่าคดีนี้เป็นคดีการเมือง วัตถุประสงค์ของข้อเขียนนี้ต้องการอธิบายข้อยกเว้นของการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งมิได้จำกัดเฉพาะความผิดทางการเมืองว่ามีประเด็นใดบ้าง
 
1. ลักษณะทั่วไปของการส่งผู้ร้ายข้ามแดน (Extradition)
            การส่งผู้ร้ายข้ามแดนเป็นช่องทางหนึ่งที่ประชาคมระหว่างประเทศใช้ในการติดตามจับกุมผู้กระทำความผิดหรือผู้ถูกกล่าวหาที่หนีไปประเทศอื่น โดยปกติแล้ว อำนาจอธิปไตยของรัฐย่อมจำกัดเฉพาะภายในดินแดนหรืออาณาเขตของตนเท่านั้น ตามกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐหนึ่งจะใช้อำนาจอธิปไตยเหนือกว่าอีกรัฐหนึ่งโดยที่รัฐนั้นไม่ยินยอมไม่ได้ ดังนั้น เมื่อผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยได้หลบหนีไปอยู่ต่างประเทศ รัฐเจ้าของสัญชาติของผู้ถูกกล่าวหา (หรือจำเลยแล้วแต่กรณี) จะส่งเจ้าหน้าที่ของรัฐไปจับกุมในต่างประเทศไม่ได้เพราะเป็นการละเมิดอำนาจอธิปไตยของรัฐอื่น ดังนั้น รัฐเจ้าของสัญชาติจึงต้องร้องขอให้มีการช่วยเหลือที่จะติดตามจับกุมผู้ต้องหาหรือจำเลยมาให้
 
โดยปกติแล้ว ความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องการส่งผู้ร้ายข้ามแดนจะกระทำในรูปของสนธิสัญญาทวิภาคีการส่งผู้ร้ายข้ามแดน (ในบางกรณีรัฐอาจทำความตกลงพหุภาคีเกี่ยวกับการส่งผู้ร้ายข้ามแดนก็ได้) ซึ่งเป็นฐานของความร่วมมือระหว่างรัฐที่ร้องขอให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดน (Requesting state) กับรัฐที่ถูกร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดน (Requested state) อย่างไรก็ดี หากไม่มีสนธิสัญญาระหว่างกัน รัฐก็สามารถใช้ “หลักต่างตอบแทน” (Reciprocity) ได้ (ซึ่งผิดกับกรณี “การโอนตัวนักโทษ” ที่ต้องมีสนธิสัญญาระหว่างรัฐที่ร้องขอกับรัฐที่ได้รับการ้องขอเสมอ)
 
            อย่างไรก็ดี แม้จะมีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนก็ตามก็มิได้หมายความว่า เมื่อมีการร้องขอให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนแล้ว รัฐที่ได้รับการร้องขอจะต้องส่งให้ตามคำร้องเสมอ โดยปกติแล้ว ตามสนธิสัญญาว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนหรือกฎหมายภายในเกี่ยวกับการส่งผู้ร้ายข้ามแดนจะระบุเงื่อนไขหรือเกณฑ์ที่ใช้พิจารณารวมถึงข้อยกเว้นบางประการด้วย เกณฑ์หรือเงื่อนไขของการส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่สำคัญคือ

ประการแรก ความผิดที่จะส่งให้แก่กันได้นั้นต้องเป็นความผิดของทั้งสองประเทศคือทั้งของประเทศที่ร้องของและประเทศที่ได้รับการร้องขอ ไม่ว่าจะเรียกฐานความผิดในชื่อใดก็ตาม เกณฑ์นี้นักกฎหมายเรียกว่า Double-criminality หรือ Double-jeopardy
ประการที่สอง โทษขั้นต่ำของฐานความผิด (เช่น ต้องไม่ต่ำกว่า 1 ปี)
ประการที่สาม ความผิดที่จะถูกดำเนินคดีได้เมื่อมีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนตามคำขอนั้น รัฐที่ร้องขอจะพิจารณาคดีและลงโทษได้เฉพาะความผิดที่ร้องขอเท่านั้น จะไปดำเนินคดีในความผิดฐานอื่นที่เกิดขึ้นก่อนที่จะมีการร้องขอให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนไม่ได้ เกณฑ์ข้อนี้มีไว้เพื่อป้องกันมิให้มีการดำเนินคดีในความผิดที่ไม่อาจส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้แก่กันได้ แต่รัฐได้อาศัยช่องทางของการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ในความผิดฐานหนึ่งเพื่อไปดำเนินคดีหรือลงโทษในอีกความผิดฐานหนึ่ง เกณฑ์นี้เรียกว่า “Speciality”
 
2. ข้อยกเว้นของการส่งผู้ร้ายข้ามแดน
            กฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนมีพัฒนาการมาตามลำดับ มิได้หยุดอยู่นิ่ง โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ ความคิดที่จะคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและความคิดเรื่องความเป็นประชาธิปไตยได้เข้ามามีบทบาทในเรื่องของการส่งผู้ร้ายข้ามแดนด้วย ดังจะได้อธิบายต่อไป ดังนั้น ข้อยกเว้นของการส่งผู้ร้ายข้ามแดนจึงมิได้จำกัดเฉพาะเรื่องความผิดทางการเมืองอย่างที่เข้าใจกัน
 
2.1 ความผิดทางการเมือง (Political Offences)
            เป็นที่ยอมรับกันในหมู่ประเทศตะวันตกหลังการปฎิวัติฝรั่งเศสว่า การแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกันเป็นสิ่งปกติในสังคมระบอบประชาธิปไตยและเป็นสิทธิมนุษยชนที่สำคัญยิ่ง ดังนั้น หากบุคคลได้กระทำความผิดที่มีลักษณะทางการเมืองแล้ว ความผิดทางการเมืองย่อมไม่อยู่ในข่ายที่จะส่งผู้ร้ายข้ามแดน
 
โดยปกติแล้วปัญหาขอบเขตของความหมายความผิดทางการเมืองนั้นเป็นปัญหาที่มีความยุ่งยากอยู่มิใช่น้อยเนื่องจากเกณฑ์ที่ใช้พิจารณานั้นมีอยู่หลายเกณฑ์ และในหลายกรณีศาลก็มิได้อาศัยเกณฑ์หนึ่งเกณฑ์ใดเป็นปัจจัยชี้ขาด แต่ศาลอาจพิจารณาเกณฑ์อื่นๆ ควบคู่กันไป อีกทั้งทางปฎิบัติของแต่ละประเทศก็มีความแตกต่างกันไปด้วย ยิ่งไปกว่านั้น สนธิสัญญาทวิภาคีส่งผู้ร้ายข้ามแดนก็ดี กฎหมายภายในของรัฐเกี่ยวกับการส่งผู้ร้ายข้ามแดนก็ดี (ยกเว้นกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนของประเทศเยอรมนีลงวันที่ 23 ธันวาคม ค.ศ. 1929 มาตรา 3 (2)) ส่วนใหญ่จะไม่มีการให้คำนิยามว่า ความผิดทางการเมืองคืออะไร การพิจารณาว่าความผิดใดเป็น “ความผิดอาญาธรรมดา” (Common crime) หรือ “ความผิดทางการเมือง” (Political crime) นั้น เป็นดุลพินิจหรือเป็นปัญหาการตีความขององค์กรตุลาการของรัฐที่ได้รับการร้องขอให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ไม่เกี่ยวกับรัฐที่ร้องขอแต่อย่างใด
 
อนึ่ง มีข้อสังเกตว่า ความผิดทางการเมืองนั้น แบ่งออกเป็นสองประเภทคือ ความผิดทางการเมืองโดยแท้ (purely political offences) กับความผิดที่มีลักษณะเกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กับการเมือง (relative political offences)
 
1) ความผิดทางการเมืองโดยแท้ (purely political offence)
การกระทำบางอย่างอาจมองว่าเป็นความผิดทางการเมืองอย่างแจ้งชัด เช่น ความผิดฐานกบฏ (Treason) การยุยงปลุกปั่นทางการเมือง (Sedition) การทำจารกรรม (Espionage) การต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจทางการเมืองหรือต่อสู้เรียกร้องเอกราช การวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมือง การกระทำเหล่านี้โดยตัวมันเองเห็นได้ชัดว่าเป็นความผิดทางการเมืองโดยแท้ (purely political offences)
 
2) ความผิดที่มีลักษณะเกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กับการเมือง (relative political offences)
ความผิดทางการเมืองในปัจจุบันมิได้จำกัดแค่ “ความผิดทางการเมือง” (political offences) แต่เพียงอย่างเดียวแต่อาจรวมถึง “ความผิดที่เกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงกับความผิดทางการเมือง” (an offence connected with a political offence) ด้วยอย่างเช่น ในระหว่างที่มีการปลุกระดมหรือประท้วงทางการเมือง ผู้ชุมนุมประท้วงอาจมีการกระทำความผิดอาญา เช่น ทำร้ายร่างการ หรือฆ่าคนตายหรือวางเพลิงเผาทรัพย์ การกระทำเหล่านี้เห็นได้ชัดว่าเป็นความผิดอาญาแต่หากผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยพิสูจน์ต่อศาลได้ว่ากากระทำความผิดอาญาเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งหรือแยกออกจากการประท้วงหรือการชุมนุมทางการเมืองไม่ออกหรือทำไปโดยมีเป้าหมายทางการเมืองมิใช่เรื่องส่วนตัวแล้ว ก็อาจถือได้ว่าเป็นความผิดที่เกี่ยวข้องกับการเมืองได้ ดังจะเห็นได้จากคดี In re Castioni ที่ผู้ถูกกล่าวหานามว่า Castioni ได้ฆ่าเจ้าหน้าที่ของรัฐชาวสวิสตายในระหว่างที่มีการจลาจลทางการเมือง รัฐบาลสวิสได้ร้องขอให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนแต่ศาลอังกฤษปฎิเสธโดยเห็นว่า การฆ่าคนตายนั้นมีส่วนสัมพันธ์หรือเป็นส่วนหนึ่งของการเกิดขึ้นของจารจลทางการเมือง หรือในคดี Finucane v. McMahon ศาลอังกฤษปฎิเสธที่จะให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนเนื่องจากเกรงว่าหากส่งนาย Finucane ซึ่งเป็นนักโทษแหกคุกกลับไปยังคุกที่ Maze ประเทศไอร์แลนด์แล้ว เกรงว่าจะเป็นอันตรายต่อชีวิตร่างกายเนื่องจากพัศดีได้เคยทำร้ายทรมานนักโทษมาแล้ว

ตัวอย่างของกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่ยอมรับความผิดแบบนี้ได้แก่ กฎหมายของประเทศอังกฤษกับไอร์แลนด์ ฉะนั้น ปัจจุบัน นักกฎหมายบางท่านจึงใช้คำว่า ความผิดที่มีลักษณะทางการเมือง (Political character) แทน
 
2.2 การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนหรือข้อห่วงใยด้านมนุษยธรรม
ปัจจุบัน กระแสความคิดเรื่องสิทธิมนุษยชน (Human rights) หรือข้อห่วงใยด้านมนุษยธรรม (Humanitarian concern) และความเป็นประชาธิปไตยนั้นเป็นกระแสที่มีมีอิทธิพลในหลายเรื่องไม่เว้นเม้กระทั่งเรื่องการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ในแง่นี้ การพิจารณาว่าจะส่งผู้ร้ายข้ามแดนหรือไม่นั้น ปัจจุบันจึงมิได้จำกัดเฉาะเรื่องความผิดทางการเมืองโดยแท้เท่านั้น แต่ฝ่ายตุลาการหรือฝ่ายบริหารของรัฐที่ได้รับคำร้องขอให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนยังได้คำนึงถึงแง่มุมของสิทธิมนุษยชนประกอบด้วย ดังจะเห็นได้จากอนุสัญญาว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนของยุโรปมาตรา 3 (2) ที่รับรองว่าจะไม่มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้แก่กันหากว่ามีเหตุสนับสนุนอย่างมากว่าสิทธิต่างๆ ของผู้กระทำผิดอาจถูกทำให้เสื่อมเสีย อันเนื่องมาจากความคิดเห็นทางการเมืองของผู้นั้น
 
การปฏิบัติต่อผู้ต้องหาหรือจำเลยในเรื่องเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม (Fair Trail) หากศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า สิทธิมนุษยชนต่างๆ ของจำเลยหรือผู้ถูกกล่าวว่าอาจถูกละเมิด หากว่ามีการส่งตัวกลับ ศาลก็อาจปฎิเสธที่จะส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานที่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจะเลยจะต้องแสดงให้ศาลเห็นว่า สิทธิการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมหรือสิทธิมนุษยชนอื่นๆ ของตนจะถูกละเมิดได้ ศาลเคยใช้เหตุผลนี้เพื่อปฎิเสธคำร้องขอให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนมาแล้ว ดังเช่นกรณีของนาย Patrick Ryan โดยรัฐบาลอังกฤษได้ร้องขอให้มีการส่งตัวนาย Patrick Ryan แต่อธิบดีกรมอัยการของประเทศไอร์แลนด์ได้ปฎิเสธที่จะส่งตัวนาย Patrick Ryan ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนโดยเหตุผลที่ว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสื่อมวลชนของประเทศอังกฤษต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของนาย Ryan แล้ว ทำให้เกรงว่าหากมีการส่งตัวนาย Ryan กลับ นาย Ryan จะมิได้รับความเป็นธรรมในการต่อสู้คดีในชั้นศาล
 
อนึ่ง มีข้อสังเกตว่า ความผิดทางการเมืองมิได้จำกัดเพียงแค่ “การกระทำ” (act) ของผู้กระทำแต่เพียงอย่างเดียวอย่างที่เข้าใจกัน แต่รวมถึงปัจจัยอย่างอื่นด้วย เช่น แรงจูงใจของรัฐบาลที่ร้องขอให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนว่ามีแรงจูงใจทางการเมืองแอบแฝงหรือไม่ ที่เรียกว่า “Political Motive of the Requesting State” ข้อยกเว้นข้อนี้ได้ถูกรับรองไว้ในสนธิสัญญาระหว่างประเทศไทยกับประเทศสาธารณะรัฐประชาชนบังคลาเทศว่าด้วยส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2541 ด้วย โดยมาตรา 3 (1) บัญญัติว่า จะไม่มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนให้เมื่อ
 
(ข) เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าการร้องขอให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนมีวัตถุประสงค์ทางการเมือง
นอกจากเรื่องความผิดทางการเมืองแล้ว ศาลของหลายประเทศยังได้ให้ความสำคัญกับระบอบการปกครองของประเทศที่ร้องขอให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนด้วยว่ามีระบอบการปกครองที่เป็นประชาธิปไตยมากน้อยแค่ไหน มีการรับรองหลักนิติรัฐหรือไม่ เกณฑ์นี้เรียกว่า “the Political Structure of the Requesting State” เกณฑ์นี้ศาลอังกฤษเคยใช้ในคดี Kolczynski โดยศาลอังกฤษปฎิเสธที่จะส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปให้ประเทศโปแลนด์ ซึ่งพิจารณาตามมาตรฐานของประเทศอังกฤษ (หรือประเทศตะวันตก) แล้ว โปแลนด์ในเวลานั้นยังไม่เป็นประชาธิปไตยตามมาตรฐานของประเทศตะวันตก
 
3.เหตุสำหรับการปฎิเสธไม่ส่งผู้ร้ายข้ามแดนของสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา
            ประเทศไทยทำสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับประเทศกัมพูชาเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2541 (ค.ศ. 1998) โดยมีข้อยกเว้นในเรื่องการส่งผู้ร้ายข้ามแดนในข้อ 3 ซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 6 ข้อย่อย โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่ข้อ (1) และข้อ (2) โดยข้อ (1) นั้นเป็นเรื่องความผิดทางการเมือง ส่วนข้อ (2) นั้นบัญญัติว่า “ภาคีที่ได้รับการร้องขอมีเหตุผลหนักแน่นในอันที่จะสันนิษฐานว่าคำร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนของภาคีผู้ร้องมีความมุ่งประสงค์ในการที่จะดำเนินกระบวนการทางอาญาหรือดำเนินการลงโทษบุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัว โดยมีสาเหตุจากเชื้อชาติ ศาสนา สัญชาติ หรือความเห็นทางการเมืองของบุคคลนั้น หรือว่าสถานะของบุคคลที่ถูกขอให้ส่งตัวเพื่อดำเนินคดีทางศาลจะถูกทำให้เสื่อมเสียโดยสาเหตุใดดังกล่าวข้างต้น” ประเด็นที่ควรพิจารณามีดังนี้
 
ประเด็นแรก หากพิจารณาตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนข้างต้น เหตุที่รัฐบาลกัมพูชาจะใช้เป็นข้ออ้างเพื่อไม่ส่งอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนนั้นมิได้มีแค่เรื่องความผิดทางการเมืองตามข้อ (1) เท่านั้น แต่ยังมีเหตุตามข้อ (2) ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องสิทธิมนุษยชนด้วย ซึ่งหากพิจารณาจากคำให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรีฮุนเซนแล้ว เหตุที่รัฐบาลกัมพูชาใช้เป็นข้ออ้างเพื่อปฎิเสธการส่งผู้ร้ายข้ามแดนหรือข้อ (1) ซึ่งหมายถึงความผิดทางการเมือง (โดยแท้)
 
ประเด็นที่สอง การพิจารณาว่าเป็นความผิดทางการเมืองหรือไม่เป็นอำนาจของใคร โดยปกติแล้ว ฝ่ายตุลาการของรัฐที่ได้รับการร้องขอให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดน เป็นองค์กรที่มีอำนาจในการตีความความหมายของความผิดทางการเมืองว่ามีความหมายแคบกว้างเพียงใด ดังจะเห็นได้จากสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศฟิลิปปินส์ พ.ศ. 2524 ข้อ 5 (2) ที่บัญญัติว่า “ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นว่าดคีใดเป็นความผิดทางการเมืองหรือไม่ ให้คำวินิจฉัยของภาคีฝ่ายที่ได้รับการร้องขอเป็นเด็ดขาด” แม้ข้อความแบบข้อ 5 (2) จะไม่ปรากฏในสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่ไทยทำกับกัมพูชาก็ตาม แต่หากพิจารณาจากถ้อยคำในมาตรา 3 ที่ใช้คำว่า “ภาคีที่ได้รับการร้องขอพิจารณาเห็นว่า…” และ “ภาคีที่ได้รับการร้องขอมีเหตุผลหนักแน่นในอันที่จะสันนิษฐานว่า….” ก็เข้าใจได้ว่าเป็นดุลพินิจของประเทศที่ได้รับการร้องขอ (ซึ่งในที่นี้คือประเทศกัมพูชา) ที่จะตีความคำว่าความผิดทางการเมืองมีความหมายแคบกว้างเพียงใดรวมถึงข้อ 3 (2) ด้วย อย่างไรก็ดี ในข้อที่ 21 ของสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ระบุว่า หากมีข้อพิพาทใดเกี่ยวกับการใช้หรือการตีความสนธิสัญญานี้ ให้ทั้งสองประเทศมีการระงับข้อพิพาทโดยการปรึกษาหารือหรือโดยการเจรจา
 
 ดังนั้น จึงเป็นเรื่องปกติอยู่เองที่ศาลของแต่ละประเทศให้ความหมายของความผิดทางการเมืองแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับว่าศาลของประเทศนั้นใช้ทฤษฎีอะไร หรือใช้สิ่งใดเป็นเกณฑ์ เช่น ประเทศอังกฤษใช้ทฤษฎี Incident theory หรือศาลของประเทศฝรั่งเศสใช้ทฤษฎีภาวะวิสัย (Objective theory) โดยไม่คำนึงถึงแรงจูงใจทางการเมือง ในขณะที่ศาลของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ให้ความสำคัญกับแรงจูงใจทางการเมืองของผู้กระทำ
 
บทสรุป
            เหตุยกเว้นในเรื่องการส่งผู้ร้ายข้ามแดนนั้นมิได้จำกัดมีแค่ความผิดทางการเมืองเท่านั้น แต่ปัจจุบัน การปฎิเสธคำร้องขอให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนยังคำนึงถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนด้วย นอกจากนี้ ความผิดทางการเมืองเองก็มิได้มีความหมายอย่างแคบที่หมายถึงเฉพาะการกระทำที่มุ่งต่อความมั่นคงของรัฐอย่างความผิดเรื่องกบฏเรื่องการยุยงปลุกปั่นทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังหมายความรวมถึงความผิดที่เกี่ยวข้องกับการเมืองอีกด้วย
 

 

Comments

ผมว่ารัฐบาลไทยเขาแค่อยากให้แม

ผมว่ารัฐบาลไทยเขาแค่อยากให้แม้วแกกล้าๆหน่อย เข้าไปอยู่ในเขมรระยะยาวเป็นเรื่องเป็นราวจริงจังเท่านั้นแหละครับ เขมรจะส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนหรือไม่ ไม่ใช่ปัญหาหรอกครับแค่ยอมเข้ามาอยู่ในเขมรก็เกือบจะจบเกมส์แล้ว ส่วนประเทศตะวันตกยิ่งไม่ต้องเป็นห่วงแม้วแกไม่กล้าไปอยู่แล้ว....เรื่องนี้โม้กันอีกวันสองวันก็เลิกกันไปเอง เพราะแม้วไม่โง่ขนาดเข้าไปอยู่ในเขมรหรอกครับ........ไม่ต้องไปงัดข้อกฎหมายปนการเมืองระหว่างประเทศมาดูให้เสียเวลาหรอกครับ การส่งตัวไม่ส่งตัวนั้นมันขึ้นอยู่กับว่าส่งแล้วประเทศผู้ส่งได้อะไรเสียอะไร.....

ฮุนเซ็นมันไม่ส่งตัวผู้ร้ายข้า

ฮุนเซ็นมันไม่ส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนหรอก เพราะนายอภิสิทธิ์ มันโคตรกระจอกไง ขนาดพื้นที่ทับซ้อนยังไม่มีปัญญาเอาคืนเลย สู้เวียดนามไม่ได้ มันไม่สนเขมรซะอย่างฮุนเซ็นไปมีปัญญาทำอะไรได้ แต่กับไทยมันตรงข้าง เพราะมันเห็นความกระจอกของผู้นำไทยและทหารไทยไง คอยจ้องแต่จะเจรจาท่าเดียว ทั้งรัฐบาลและทหาร พวกมึงทำเหี้ยอะไรกันอยู่ ดีแต่สร้างภาพไปวัน วัน ผมไม่ใช่เสื้อแดงหรอกนะที่ด่าเนี่ย มีผู้นำห่วยๆแบบนี้ไม่ไหวว่ะ ดีแต่ปากไอ้เหี้ยเอ้ย มันไม่ต่างอะไรกับไอ้ทักษิณเลย เหี้ยเหมือนกัน

-----------------------------

----------------------------------------------------

กฤษฎีกาให้ถอดยศ “พ.ต.ท.” เรียกคืนเครื่องราชฯ

----------------------------------------------------

เมื่อวันที่ 26 ต.ค.ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มีหนังสือถึง สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เรื่อง แนวทางการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตถอดยศตำรวจและเรียกคืนเครื่องราช อิสริยาภรณ์

เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2551 ให้ลงโทษจำคุก 2 ปี จากความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม การทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 100 (1) วรรคสาม และมาตรา 122 วรรคหนึ่ง

กรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐมีส่วนได้เสียในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานของรัฐ จึงเป็นเหตุในการพิจารณาถอดยศตำรวจ ตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ.2547

หนังสือดังกล่าว คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาแล้ว มีความเห็นว่า เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก ไม่ว่าเป็นคำพิพากษาของศาลใด ย่อมอยู่ในหลักเกณฑ์ตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ.2547

ให้ถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณได้ รวมไปถึงการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ.2548
********************************************

แหล่งข่าว จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้มีความเห็นให้ถอดยศ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าก่อนหน้านี้ สำนักงานกำลังพลได้ สรุปเรื่องเสนอไปยัง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร.แล้ว แต่ พล.ต.อ.พัชรวาท เห็นว่า เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับระเบียบข้อกฎหมาย

ขณะเดียวกันเป็นกรณีที่ไม่เคยมีปรากฎมาก่อน อัตราโทษเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปรามปรามการทุจริต จึงสั่งการให้ พล.ต.ท.อาจิณ โชติวงศ์ ผบช.ก.ตร.ในฐานะที่เป็นหน่วยงานดูแลเรื่องกฎหมายและรู้เรื่องกฎระเบียบต่าง ๆ เป็นอย่างดี รับเรื่องไปพิจารณาในข้อกฎหมาย ซึ่งทราบว่า ในระดับนี้ก็ได้เสนอให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ พิจารณาก่อนจะส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ

“กรณีนี้ถือเป็นเรื่องใหม่ เนื่องจากเป็นความผิดอาญานักการเมือง ซึ่งผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ต้องการดำเนินการอย่างรอบคอบที่สุด จึงได้ส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ เมื่อตีความออกมาแล้วเป็นอย่างนี้ทุกอย่างก็จบ ซึ่งหลังจากนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนโดยเสนอสำนักนายกรัฐมนตรีต่อไป ”แหล่งข่าวกล่าว

นอกจากนี้ การถอดยศจะต้องดำเนินการพร้อมกับการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับขณะที่รับราชการเป็นตำรวจ และได้รับเมื่อเป็นรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีด้วย ซึ่งการเรียกคืนเครื่องราชย์ฯ เมื่อครั้งรับราชการเป็นตำรวจ ทาง ตร.ได้ดำเนินการแล้ว แต่เครื่องราชย์ฯ ในสมัยที่รับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีและนายกฯ นั้น ทางสำนักนายกรัฐมนตรีจะต้องดำเนินการ

ด้าน พล.ต.ต.ชนสิษฎ์ วัฒนวรางกูร รรท.ผบก.กพ. กล่าวถึงเรื่องนื้ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับหนังสือจากทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งตามขั้นตอนแล้วหากมีหนังสือส่งมา ก็จะเสนอให้ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รรท.ผบ.ตร. เพื่อพิจารณาว่าหนังสือครบถ้วนตามหลักเกณฑ์หรือไม่ หลังจากนั้นจะสั่งงานตามสายงานเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

“การได้รับเครื่องราชย์จะได้รับพระราชทานจากในหลวง ซึ่งการที่จะถอดเครื่องราชย์ฯ ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ก่อนที่จะดำเนินการใดๆไป” พล.ต.ต.ชนสิษฎ์ กล่าว

สำหรับ รายละเอียดดังนี้ ความเห็นทางกฎหมาย ปี พ.ศ.2552 เรื่องเสร็จที่ 692/2552 บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง แนวทางการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตถอดยศตำรวจและเรียกคืนเครื่องราช อิสริยาภรณ์

ตามที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีหนังสือ ที่ ตช 0039/0331 ลงวันที่ 4 กันยายน 2552 หารือข้อกฎหมายมายังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สรุปความได้ว่า รองนายกรัฐมนตรี (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ) ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ได้เห็นชอบตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเสนอให้หารือสำนักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกา ในกรณีดังต่อไปนี้

1.ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2551 ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่า ด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2552 มาตรา 100(1) วรรคสาม และมาตรา 122 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติห้ามเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นคู่สัญญาหรือมีส่วนได้เสียในสัญญาที่ ทำกับหน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นปฏิบัติหน้าที่ในฐานะที่ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งมีอำนาจกำกับ ดูแล ควบคุม ตรวจสอบ หรือดำเนินคดี โดยพิพากษาให้ลงโทษจำคุก 2 ปี

และยกฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่เข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์ สำหรับตนเองหรือผู้อื่นเนื่องด้วยกิจการนั้น และ มาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เสีย หายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เห็นว่า ความผิดตามคำพิพากษานี้ เป็นความผิดที่เกี่ยวกับการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งใช้กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่เป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเท่านั้น และการดำเนินคดีดังกล่าวแตกต่างจากการดำเนินคดีอาญาทั่วไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งมีวิธีพิจารณาและองค์กรศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาที่กำหนดไว้โดยเฉพาะ ซึ่งอาจจะมีเจตนารมณ์ของการกำหนดโทษแตกต่างไปจากข้าราชการตำรวจหรือผู้ที่ เคยเป็นข้าราชการตำรวจถูกจำคุก อันเนื่องมาจากความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา หรือพระราชบัญญัติที่มีโทษทางอาญาและถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญาโดยทั่วไป ที่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติเคยนำมาเป็นเหตุพิจารณาดำเนินการขอพระราชทานพระ บรมราชานุญาตถอดออกจากยศตำรวจตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ.2547

โดยขอหารือว่า คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่พิพากษาให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีความผิดตามมาตรา 100(1) วรรคสาม และพิพากษาให้รับโทษจำคุกตามมาตรา 122 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ถือเป็นเหตุในการพิจารณาถอดยศตำรวจ ตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ.2547 หรือไม่

2.สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้เคยมีหนังสือ ที่ นร 0508/5493 ลงวันที่ 14 กันยายน 2549 ขอความร่วมมือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการเสนอเรื่องขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตถอดยศตำรวจและเรียกคืน เครื่องราชอิสริยาภรณ์ไปในคราวเดียวกันด้วย ซึ่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ.2548 ข้อ 7 กำหนดเหตุแห่งการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ไว้ในข้อ 7(2) ว่า “เป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ”

ซึ่งเป็นเหตุเดียวกับการเสนอขอถอดยศตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ.2547 ข้อ 1(2) โดยในการเสนอขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ในราย นี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติเห็นว่าในการเสนอขอเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ควรเสนอเฉพาะเครื่องราชอิสริยาภรณ์เมื่อครั้งรับราชการตำรวจที่สำนักงาน ตำรวจแห่งชาติเป็นผู้เสนอขอไว้เดิมเท่านั้น ส่วนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับภายหลังเมื่อพ้นจากการเป็นข้าราชการ ตำรวจไปแล้วจะอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 2 ) ได้พิจารณาข้อหารือของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยได้รับฟังคำชี้แจงจากผู้แทนสำนักนายกรัฐมนตรี (สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี)และผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้ว มีความเห็นดังนี้

โดยในประเด็นที่หนึ่ง ปัญหาว่า คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่พิพากษาให้ผู้ ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีความผิดตามมาตรา100(1) วรรคสาม พิพากษาให้รับโทษจำคุกตามมาตรา 122 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 จะถือเป็นเหตุในการพิจารณาถอดยศตำรวจตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ.2547 หรือไม่ นั้น

เห็นว่า การเสนอขอถอดยศตำรวจ ทั้งแก่ผู้ที่อยู่ในราชการตำรวจ และที่พ้นจากราชการตำรวจไปแล้ว ให้กระทำได้ เมื่อมีผู้นั้นต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก หรือโทษที่หนักกว่าจำคุก เว้นแต่ความผิดลหุโทษ หรือความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท ตามข้อ 1(2) แห่งระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ.2547 จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า การกำหนดเหตุแห่งการถอดยศ มุ่งหมายถึงผลที่ผู้นั้นได้รับจากคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกเท่านั้น โดยไม่ได้มุ่งหมายถึงสถานะของบุคคล กระบวนการพิจารณาพิพากษาคดี หรือฐานความผิดว่าจะต้องเป็นไปตามกฎหมายใด

ดัง นั้น ถ้าข้าราชการตำรวจผู้ใดมีกรณีต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ไม่ว่าเป็นคำพิพากษาของศาลใด ย่อมอยู่ในหลักเกณฑ์ตามข้อ 1(2) แห่งระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ.2547

ประเด็น ที่สอง การต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 จะถือเป็นเหตุในการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์หรือไม่ และในกรณีที่สามารถเรียกคืนได้ หน่วยงานใดจะเป็นผู้ดำเนินการเสนอเพื่อขอให้เรียกคืน

เห็นว่า ในเรื่องนี้ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ.2548 ได้บัญญัติเหตุแห่งการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ไว้ในข้อ 7(2) ว่า เป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ จากบทบัญญัติดังกล่าว

จะเห็นได้ว่า การกำหนดเหตุแห่งการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราช อิสริยาภรณ์ มุ่งหมายกรณีเดียวกันกับเหตุแห่งการถอดยศตำรวจตามข้อ 1(2) แห่งระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ.2547

ดัง นั้น ถ้าข้าราชการตำรวจผู้ใดต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ย่อมอยู่ในเหตุตามข้อ 7(2) แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ.2548

ส่วนการเสนอขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราช อิสริยาภรณ์ นั้น ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ.2548

ข้อ 6(3) ให้ดำเนินการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทุกชั้นตรา เว้นแต่กรณีที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์แต่เพียงบางชั้นตรา

ข้อ 8(4) ได้กำหนดให้ส่วนราชการต้นสังกัด หรือส่วนราชการที่เสนอขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการรวบรวมเอกสารหลักฐาน และประวัติการได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ของผู้นั้นเพื่อส่ง เรื่องไปสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เมื่อสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้รับเรื่องแล้วหรือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี พิจารณาเห็นสมควร ให้เสนอรายชื่อ พร้อมทั้งชั้นตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ที่สมควรขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนให้นายกรัฐมนตรีพิจารณา

ใน กรณีนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติอาจรวบรวมเอกสารหลักฐาน และประวัติการได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เฉพาะในส่วนที่มีเอกสาร หลักฐานอยู่ก็ได้ และหากมีเอกสารหลักฐาน และประวัติการได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ของผู้นั้นในส่วนที่ยัง ขาดอยู่ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีหรือส่วนราชการอื่นที่เสนอขอพระราชทานเครื่องราช อิสริยาภรณ์ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็อาจดำเนินการเพิ่มเติมให้ครบถ้วน แล้วเสนอรายชื่อและชั้นตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่สมควรขอพระราชทานพระบรม ราชานุญาตเรียกคืนไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ส่งหนังสือ ที่ นร 0901/1153 ลงวันที่ 26 ตุลาคม 2552 ถึงสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ดังนี้

(1) ข้อ 1 การเสนอขอถอดยศตำรวจทั้งแก่ผู้ที่อยู่ในราชการตำรวจ และที่พ้นจากราชการตำรวจไปแล้ว ให้กระทำได้เมื่อมีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
(2) ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก หรือโทษที่หนักกว่าจำคุก เว้นแต่ความผิดลหุโทษ หรือความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท
(2) ข้อ 7 เหตุแห่งการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ มีดังต่อไปนี้
(1) เป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ประหารชีวิต
(2) เป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ

(3) ข้อ 6 ในกรณีที่ปรากฏเหตุแห่งการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามข้อ 7 ให้ดำเนินการเรียกคืนทุกชั้นตรา เว้นแต่กรณีที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์แต่เพียงบางชั้นตรา

(4) ข้อ 8 เมื่อผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์รายใดมีกรณีที่ต้องถูกเรียก คืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามข้อ 7 ให้ส่วนราชการต้นสังกัดหรือส่วนราชการที่เสนอขอพระราชทานเครื่องราช อิสริยาภรณ์หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการรวบรวมเอกสารหลักฐาน และประวัติการได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ของผู้นั้น เพื่อส่งเรื่องไปสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เมื่อสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้รับเรื่องแล้ว หรือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นสมควร ให้เสนอรายชื่อพร้อมทั้งชั้นตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ที่สมควรขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืน ให้ นายกรัฐมนตรีพิจารณา ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีเห็นชอบแล้ว ให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอรายชื่อ และชั้นตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่จะขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืน ไปยังสำนักราชเลขาธิการ เพื่อนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่อง ราชอิสริยาภรณ์ หากทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เรียกคืนแล้ว ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

-----------------------------

-----------------------------------------

ฮุนเซน. .อาตะเราเกรียบมะเพลิง อดมึนยูน

----------------------------------------

ฮุนเซน-เป็นคนเขมรที่รู้กึ๋นผู้นำและนักการเมืองชั่วบางคนในชาติไทยโดยแท้!

สภาพผู้คนสังคมไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีจุดอ่อนมากมายทั้งในเมืองและชนบท

โดยเฉพาะปัญหาทางเศรษฐกิจที่ไม่สมดุล มีปัญหาช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจน ปัญหาสื่อมวลชนไทยไร้คุณภาพ-คุณธรรม-มโนธรรม-จริยธรรม และต้องทำธุรกิจสื่อแบบพึ่งพิงกลุ่มทุน ปัญหาอิทธิพลท้องถิ่นที่ทำธุรกิจสีเทาและสีดำ ฯลฯ

ทำให้นักการเมืองชั่วใช้จุดอ่อนเหล่านั้น สร้างวงจรอุบาทว์ขึ้นในชาติอย่างค่อนข้างถาวร ด้วยการโกงและซื้อเสียงเอาชนะนักการเมืองน้ำดี เข้าสู่สภาและขึ้นกุมอำนาจบริหารบ้านเมือง ด้วยการคอร์รัปชันโกงกินกันอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น...ผู้นำและนักการเมืองชั่วบางคน จึงพร้อมทรยศชาติ-ขายชาติ ขอเพียงพอใจในผลประโยชน์ส่วนตนและพรรคพวกเท่านั้น!

ผู้นำชาติต่างๆ ในโลกและผู้นำชาติบริเวณชายขอบประเทศไทย จึงรู้ว่า..หากอยากได้อะไรในชาติไทย ต้องใช้กลยุทธ์ซื้อผู้นำและนักการเมืองชั่วของไทยก่อน ด้วยการให้ผลประโยชน์งุบงิบเป็นการส่วนตน กับพวกผู้นำและนักการเมืองชั่วของไทยไงล่ะครับ

ฮุนเซน..รู้กฎข้อนี้เป็นอย่างดี และใช้กฎข้อนี้ได้อย่างชาญฉลาดมีประสิทธิภาพ เพราะฮุนเซนก็เป็นคนชนิดเดียวกันกับผู้นำ และนักการเมืองชั่วไทยนั่นเอง

ฮุนเซน..รู้ว่าคนทรยศและขายชาตินั้น ไม่มีวันที่จะรักใครจริง ยกเว้นเอาผลประโยชน์ซื้อคนเหล่านั้นครับ

ดังนั้นจึงอย่าแปลกใจ..ที่ฮุนเซน-ทักษิณ-ชวลิต และนักการเมืองไทยอีกหลายคน เคยทะเลาะกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ถึงขนาดตายไม่เผา-เงาไม่เหยียบ หรือบางครั้งถึงขนาดตามล่าฆ่ากันมาแล้ว แต่วันดีคืนดีพอผลประโยชน์โคจรมาตรงกัน คนเหล่านี้ก็กลับจูบปากกันได้อย่างไม่อายผีสางเทวดา ชนิดคอการเมืองที่เก๋าเกมยัง “หน้าแตก” มาแล้ว

กรณี ฮุนเซน กับ “คนหน้าเหลี่ยม” เป็นตัวอย่างการเมืองที่คลาสสิก เพราะตอนนั้น..ฮุนเซนกับ “คนหน้าเหลี่ยม” ไม่กินเส้นกัน ดังนั้น..ความยิ่งใหญ่ของฮุนเซนจึงมีโอกาสจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อธุรกิจ ของ “คนหน้าเหลี่ยม” ในด้านลบ

นั่นทำให้ “คนหน้าเหลี่ยม” กับพลพรรคตัดสินใจร่วมกับผู้นำเขมรฝ่ายตรงข้ามกับฮุนเซน ก่อการรัฐประหารข้ามชาติขึ้นไงล่ะครับ

แต่รัฐประหารครานั้น..ล้มเหลว ฮุนเซนจับคนไทยไปคุมขังกว่า 30 กว่าคน และยังตามล่าตามจับคนของ “คนหน้าเหลี่ยม” อย่างเอาเป็นเอาตาย จนหลายคนต้องหลบหนีจากกัมพูชาชนิดเลือดตาแทบกระเด็น กว่าจะข้ามกลับมายังผืนแผ่นดินไทยได้

ทว่า..เมื่อ “คนหน้าเหลี่ยม” ขึ้นเถลิงอำนาจในชาติไทย ก็ใช้ตำรา “โจรย่อมเข้าใจในโจร” คนชั่วย่อมเข้าใจความต้องการของคนชั่วด้วยกัน “ฮุนเซน” และ “คนหน้าเหลี่ยม” ได้ใช้ผลประโยชน์ทั้งลับและเปิดเผย เป็น “กาว” เชื่อม “มิตรภาพ” ครั้งใหม่จนสำเร็จ

ทว่า..ฮุนเซนนั้นชาญฉลาดกว่า รู้ว่าคนโลภมากในฝั่งไทยเห็นแก่เงินจนไม่สนใจความถูกผิด ดังนั้น..ฮุนเซนจึงใช้น้ำมันในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลของไทย-กัมพูชา ที่ธนาคารโลกประมาณการว่ามีมูลค่ากว่า 5 ล้านล้านบาท มาเป็นเหยื่อก้อนโต “ล่อตะเข้หน้าเหลี่ยม”

ได้ผลครับ...ตัวเลขเงินมากมายขนาดนี้ ทำให้ “ท่านผู้นำหน้าเหลี่ยม” ตาโตเป็นไข่ห่านทันที จนถึงกับดีดลูกคิดรางแก้วว่า หากตนได้ผลประโยชน์ก้อนนี้เข้ากระเป๋า ก็จะรวยติดอันดับโลกในระดับต้นๆ อย่างแน่นอน

คนเค็มชนิด “มหาสมุทรเรียกพ่อ” อย่างฮุนเซน และ “คนหน้าเหลี่ยม” ต่างรู้อยู่แก่ใจว่า โลกนี้ไม่มีอะไรได้มาแบบฟรีๆ ส่วนใครจะได้มากกว่าใครนั้น เป็นเรื่องของคนสองคนจะต้องตกลงกันแบบลับๆ ล่อๆ คนอื่นไม่เกี่ยวนะจะบอกให้..จริงไหม?

“กระจอกข่าววงใน” กระซิบบอกว่า ครั้งนั้น..ผลการตกลงร่วมมือกันแบบลับๆ ก็คือ ฮุนเซนชูประเด็นฮ็อตตรงใจชาวกัมพูชา ด้วยการหาเสียงเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง โดยทึกทักว่าดินแดนบริเวณโดยรอบปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา และประกาศจะเอาผืนดินเหล่านั้นคืนจากประเทศไทย!

แน่นอน...“คนหน้าเหลี่ยม” ในฐานะผู้นำชาติไทย จึงร่วมแผนสานฝันฮุนเซนให้เป็นจริงในสายตาของชาวกัมพูชา ด้วยการแอบขยิบตาปล่อยให้ทหารเขมร ยกพลเข้ามายึดยอดเขาบางลูก ตั้งวัดและหมู่บ้านในผืนแผ่นดินไทย โดยทหารไทยที่รักษาพื้นที่แถบนั้น..วางเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตามนโยบายรัฐบาลไทยใจเขมรไงล่ะครับ

นอกจากนั้นรัฐบาล “คนหน้าเหลี่ยม” และรัฐบาลนอมินีของเขา ยังให้รัฐมนตรีต่างประเทศเดินทางไปเซ็นรับรองเอกสาร ยอมให้รัฐบาลเขมรยื่นขอให้เขาพระวิหาร และพื้นที่บริเวณโดยรอบของไทยขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียว รวมทั้งยังไปยอมรับแผนที่อัตราส่วน 1 ต่อ 2 แสนของกัมพูชา ที่ยื่นต่อยูเนสโกอีกด้วย

เรียกว่า..แผนรู้เห็นเป็นใจและขายชาติ ยกที่ดินรอบปราสาทพระวิหารให้ฮุนเซนในครั้งนี้ ผู้นำและนักการเมืองชั่วไทยบางคน กระทำเพียงเพื่อแลกกับการได้เงินทองจากผลประโยชน์ทางด้านน้ำมัน ในทะเลที่ทับซ้อนระหว่างไทยและกัมพูชา ของคนไม่กี่คนเท่านั้นเองครับ

ที่น่าเสียใจก็คือ รัฐบาลอภิสิทธิ์ที่บงการโดย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ยังไปต่อยอดเอื้อประโยชน์ให้ฮุนเซนและ “คนหน้าเหลี่ยม” อีก ด้วยการปล่อยให้ทหารเขมรยังคงยึดครองดินแดนไทยดังเดิม ซึ่งทำให้อธิปไตยของชาติเสียหายอย่างไม่รับผิดชอบ

อย่างไรก็ตาม..ฮุนเซนประเมินแล้วว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์ที่ฮุนเซนครอบงำต่อรองไม่ได้ หากปล่อยให้อยู่ต่อไปอย่างมั่นคง..ย่อมไม่เป็นประโยชน์ต่อกัมพูชาเท่าที่ควร การสนับสนุน “คนหน้าเหลี่ยม” แบบสุดลิ่มทิ่มประตูจึงเกิดขึ้น เพราะฮุนเซนได้ “แทงหวยเถื่อน” อย่างมั่นใจแล้วว่า

รัฐบาลอภิสิทธิ์กำลังจะไป..รัฐบาลทักษิณชักใยกำลังจะมา!

ก็แหม..ฮุนเซนเองได้รับรายงานทั้งลับและเปิดเผย ทั้งจากสายลับเขมรและคนไทยขายชาติที่เป็นหนอนบ่อนไส้ว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์นั้นไร้ทั้งขนมจีนน้ำยา บริหารชาติแบบอ่อนแอหน่อมแน้ม ถูกทักษิณและคนเสื้อแดงเขย่าเก้าอี้อย่างต่อเนื่อง จนสภาพรัฐบาล “คนรูปหล่อ” อยู่ในอาการลูกผีลูกคนจนจะล้มมิล้มแหล่แล้วครับ

แถมสภาพการเมืองไทยตอนนี้..ก็ไม่ต่างจากในอดีต เงิน-ยังคงเป็น “พระเจ้า” ของการหาเสียงเลือกตั้งเหมือนเดิม

เรียกว่า..ใครมีเงินก็ซื้อเสียงประชาชนในชนบทได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ใครมีเงินก็รอดพ้น จาก “ใบเหลือง-ใบแดง” ได้ ใครมีเงินก็ซื้อตำแหน่ง ส.ส.ได้ ใครมีเงินก็ซื้อตำแหน่งรัฐมนตรีได้ ใครมีเงินมากหน่อย..ก็ซื้อตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีได้

ที่สำคัญ..ใครมีเงินก็ซื้อประเทศไทยไว้ในกำมือได้ขอรับกระผม!
ดังนั้นฮุนเซนจึงเชื่อมั่นว่า..หากมีการเลือกตั้งในประเทศไทยเมื่อไหร่ ทักษิณจะต้องชนะอย่างท่วมท้น แน่นอน..รัฐบาลที่บงการโดยทักษิณ จะต้องเอื้อประโยชน์ทั้งต่อชาติกัมพูชา และต่อตัวฮุนเซนเองอย่างมหาศาล

ยิ่ง “คนตัวจิ๋ว” หอบผ้าผ่อนไปอยู่กับพรรค “คนหน้าเหลี่ยม” ฮุนเซนก็ยิ่งสุขใจกับการหนุนนักโทษชาย “หน้าเหลี่ยม” ไปพร้อมๆ กับการล้มล้างรัฐบาลอภิสิทธิ์ เพราะฮุนเซนเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจล้นเหลือในวันนี้ได้ ก็ด้วย “คนตัวจิ๋ว” สนับสนุนหนุนหลังฮุนเซน ทั้งลับและเปิดเผยมาโดยตลอดนั่นเอง

ฝนตกขี้หมูไหล-คนจัญไรมาพบกัน ร่วมมือ-ร่วมรบ-ร่วมล้มรัฐบาลอภิสิทธิ์ และยึดอำนาจรัฐคืนให้กับ “คนหน้าเหลียม” จึงเป็นความร่วมมือของคนชั่วอย่าง “พระยาละแวก” กับ “พระยาจักรี” ผู้ขายชาติและเป็นไส้ศึกให้เขมร รวมทั้งอดีตผู้นำโลภมากไม่รู้จักพออย่าง “คนหน้าเหลี่ยม” ไงล่ะครับ

หลังคนเหล่านี้เจอกัน..ฮุนเซนก็สวมวิญญาณคนเสื้อแดง บุกมาด่าและให้ร้ายป้ายสีชาติไทยอย่างเสียๆ หายๆ ถึงที่ประชุมอาเซียนที่โรงแรมดุสิตธานีอำเภอหัวหินทันที

โดยรัฐบาลอภิสิทธิ์ทำได้เพียงแค่ตอบโต้ฮุนเซนอย่างอ่อนแอ-หน่อมแน้ม ไม่มีมาตรการตอบโต้ในฐานะรัฐต่อรัฐพึงกระทำอย่างสมน้ำสมเนื้อและเหมาะสมเลย

ต้องยอมรับว่า..ฮุนเซนนายแน่มั๊กมาก นายฉลาดว่ะ..ที่ได้แผ่นดินไทยรอบปราสาทพระวิหาร 4.6 ตารางกิโลเมตรไงล่ะ แถมการที่รัฐบาลขายชาติไทยยอมรับแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2 แสน ยังทำให้ชาติเขมรจะได้ผืนดินไทยอีกนับแสนๆ ตารางกิโลเมตร ตามขอบรอบชายแดนไทย-เขมรอีกด้วย

เรื่องจิ๊บๆ ที่ฮุนเซนประกาศไม่ยอมส่งตัว นักโทษชายทักษิณให้กับรัฐบาลไทย อีกทั้งจะยกที่ดินและปลูกบ้านหรูให้ทักษิณ ได้อยู่อาศัยในผืนดินกัมพูชาอีกหนึ่งหลัง..เฮ้อ..คุ้มแสนคุ้ม

อ้อ..ฮุนเซน..นายอย่าลืมตอบแทนชายไทยใจเขมร ที่มีร่างดำปานหมีควายและเถือกเถาเหล่ากออยู่แถวภาคใต้ และเป็นนายกฯ ตัวจริงของชาติไทยในขณะนี้ คุณรู้ไหมฮุนเซน..นายคนนี้กับพรรคพวกน่ะ รับใช้ท่านฮุนเซนอย่างซื่อสัตย์ เช่นเดียวกับ “พระยาจักรี-ตัวจิ๋ว” ชนิดไม่ขาดตกบกพร่องเช่นกัน

ปลูกบ้านเพิ่มให้คนพวกนี้อีกคนละหลังได้ไหม? เพราะพวกนี้อาจไม่มีแผ่นดินอยู่เช่นเดียวกับ “คนหน้าเหลี่ยม” นะ..ฮุนเซน..ฮ่าฮ่าฮ่า...
ฮุนเซนรู้ใจคนไทยใจเขมรแบบ “คนหน้าเหลี่ยม” “พระยาจักรี-ตัวจิ๋ว” และ “พระยาขายชาติปักษ์ใต้” อย่างถึงกึ๋นเช่นนี้..ต้องยอมรับนะว่า..ฮุนเซน..เอ็งแน่มั๊กมาก!!!

ถ้าเป็นอย่างนี้จริง ก็แสดงว่า

ถ้าเป็นอย่างนี้จริง ก็แสดงว่า มีความต้องการให้สถาบันมาเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง และพร้อมประกาศเป็นศตรู กับ คุณทักษิณ เต็มรูปแบบแล้ว น่าน้อยใจแทน คุณทักษิณจริงๆที่ จงรักภักดี ต่อสถาบัน หวังพึ่งพิงสถาบันด้วยการ ขอฎีกา แต่ กลับได้รับผลตอบแทน ในทางตรงกันข้าม

แหม...เข้าใจเขียนบิดเบือนไปได

แหม...เข้าใจเขียนบิดเบือนไปได้...เป็นคุ้งเป็นแควเลย...

เรื่องปราสาทเขาพระวิหารก็บิดเบือนได้อย่างชนิดกลับหลัง 180 องศาเลย.... ปราสาทเขาพระวิหารนั้นป็นของกัมพูชาตาม คำสั่งศาลโลกไปตั้งแต่ปี 2505 โน้นแล้ว เรื่องพื้นที่ทับซ้อน เราก็เสียทีไปกับ แผนที่ ฝรั่งเศส ตั้งนานแล้ว เพียงแต่เราไม่ยอมรับเอง ซึ่ง ตอนหลัง รัฐบาล ปชป. ที่มี รมต. เป็น ผู้ว่ากทม. คนปัจจุบันก็ดันไปเซ็นต์ยอมรับ การใช้แผนที่ ฝรั่งเศส ซ้ำอีก จึงเป็นเรื่องที่ไทยเราเสียเปรียบอย่างมาก

จนสมัย รมต.นพดล จึงได้ช่วยลดความเสียเปรียบนี้ โดยขอพื้นที่ทับซ้อนไว้ ห้ามนำไปรวมกับการยื่น เป็นมรดกโลกฝ่ายเดียว เพื่อแลกกับการสนับสนุนการยื่นตัวปราสาทเป็นมรดกโลก แต่กลับถูกคว่ำ แถลงการณ์ไป ผลคือ กัมพูชาเลย ส่งกำลังทหารมายึดพื้นที่ทับซ้อน เพื่อใช้ประโยชน์ในการเดินทางขึ้นไป ปราสาทเขาพระวิหารทางฝั่ง กัมพูชาเอง

จวบจนรัฐบาลปัจจุบันผ่านมาเกือบปี ก็ยังไม่ทำอะไรเรื่องนี้ อ้างอย่างเดียวว่า รอกรอบการเจรจา ปักปันเขตแดน ซึ่งไม่รู้เมื่อไหร่ เพราะถนนก็ถูกสร้างจาก กัมพูชามาจนถึง ตัวปราสาท เสร็จไปแล้ว

เรื่องการส่งตัวคุณทักษิณด้วยสนธิสัญญาผู้ร้ายข้ามแดนอีก ก็ทั้งๆ รู้ว่า รัฐบาลคุณทักษิณโดนทหารปฎิวัติ ไป แล้วมีการร่างรัฐธรรมนูญโดย คณะบุคคลที่ ทหารเลือก แถมยังเปลี่ยน คณะผู้พิพากษาศาล ระดับสูงทั้งหมดอีก จนถึงปัจจุบัน ทำให้ ประเทศไทยทุกวันนี้ ยังเหมือนอยู่ในช่วงปฏิวัติ อย่างนี้ จะเรียกว่า ไม่เป็นเรื่องการเมืองได้อย่างไรกัน

มั่วกันแหลกเลย

มั่วกันแหลกเลย ดูความมั่วของเสื้อเหลือง
1. รวมทั้งยังไปยอมรับแผนที่อัตราส่วน 1 ต่อ 2 แสนของกัมพูชา ที่ยื่นต่อยูเนสโกอีกด้วย คนที่ยอมรับคือ มรว สุขุมพันธ์ ของพรรค ปชป ตั้งแต่ทำ MOU ปี 2543 กะเขมรครับ ส่วนนพดล ยอมรับตัวปราสาทเป็นมรดกโลก แต่ให้เขมรหดพื้นที่ทับซ้อนว่า ไม่ใช่ของเขมร เป็นพื้นที่สีเทาที่ต้องเจรจากับไทยต่อ

ไงครับ เจอของจริงเข้าไป

2. ฮุนเซนจึงใช้น้ำมันในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลของไทย-กัมพูชา ที่ธนาคารโลกประมาณการว่ามีมูลค่ากว่า 5 ล้านล้านบาท มาเป็นเหยื่อก้อนโต “ล่อตะเข้หน้าเหลี่ยม”

แล้วไหนครับ หลักฐาน แต่ที่แน่ชัดคือ คนที่ได้สัมปทานคือ บริษัท โทแทลของฝรั่งเศส ไม่ใช่ชินวัตร และถ้าทักษิรเข้าไปสำรวจพื้นที่อ่าวตรงนั้น ทำไม แมเนเจอร์ไม่อาจหาหลักฐานมาแสดงได้ ผมก็พุดได้ว่าคุณสนธิ รับเงินพม่ามาพันล้านบาท เพื่อก่อความปั่นป่วนในไทย แต่การตัดสินเขาวัดกันที่หลักฐาน แมเนเจอร์ไม่ประสบความสำเร็จเท่าสามเกลอ การรวมพลหาคนได้น้อยกว่าเสื้อแดงสิบบเท่า และต้องใช้เงินตลอด แจกเงินให้คนมาชุมนุม ก็เพราะแมเเนเจอร์และนายสนธิ ขาดหลักฐาน ไม่แปลกใจที่ทีมงานแมเนเจอร์ลง สส จึงสอบตกยกทีมทั้งอีปอง การุณ สำราญ งดนี้พรรคการเมืองใหม่ทำเป็นคุยดี ถ้าได้ สส เกินสามคนมาเตะผมเลย ของพรรคเพื่อไทย เราสามครับ แต่สองร้อยห้าสิบสามเป็นอย่างน้อยครับ
เอ้าชัดไหม ไงครับมีอะไรจะโกหกอีก ผมออกสองดอก ทีมเหลืองก็จบเห่แล้ว

000 ขอบคุณอาจารย์ ..

000

ขอบคุณอาจารย์ .. ได้ความรู้เรื่องนี้มากขึ้น

000

เติมเชื้อไฟ

เติมเชื้อไฟ เผานาเพื่อจับหนูตัวเดียว...มีผู้ชงเรื่องเสนอถอดถอนเพราะไม่มีวิธีใหนกำจัดเขาได้ !! อาศัยอ้างพระราชอำนาจงานถนัด ปชป...
คดีเพชรชาอุ ตำรวจทั้งนั้นเกี่ยวข้อง..จำคุกก็แล้ว ประหารก็มี ไม่เห็นถอดถอนใครซะกันคน ห่วยแตก!

เอาวะ

เอาวะ วันนี้ด่าทั้งแม้วทั้งมาร์ค โดยเฉพาะมาร์ค ผมก็เชียร์ครับ คุณคน ดีกว่าไอ้ข้างล่างเนี่ย ตัดแปะอย่างเดียว น่าเบื่อ

อย่าไปว่าคุณ The Other

อย่าไปว่าคุณ The Other เขาเลย

การที่เขาแสดงความเห็นหรือการหยิบข้อความจากที่อื่น ๆ มาให้อ่านบ่อย ๆ ก็มีประโยชน์เหมือนกัน มันเหมือนมีดที่มีด้านคม 2 ด้าน ขณะที่ด้านหนึ่งหันไปหาคนอื่น อีกด้านหนึ่งก็หันเข้าตัวเอง

เวลาที่เราอ่านแล้วเราเปลี่ยนชื่อตัวละครเป็นอีกฝ่ายหนึ่งเราจะรู้สึกว่าเข้ากันได้ดี บางเรื่องดูจะเข้ากันได้ดีกว่าตัวละครเดิมเสียอีก ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะมีมากมายหลายเรื่องที่เขาเขียนนั้นเป็นเรื่องที่ฝ่ายซึ่งเขานิยมชมชอบได้กระทำเสียเองในขณะนี้ ทั้งที่เคยกล่าวหาและโจมตีอีกฝ่ายหนึ่งเอาไว้ เหมือนกับ "ว่าแต่เขา อิเหนาเป็นเอง"

ฝากถึงนายอภิสิทธิ์ถ้าว่างกรุณ

ฝากถึงนายอภิสิทธิ์ถ้าว่างกรุณามาอ่านข้อเขียนอันเป็นประโยชน์ชิ้นนี้ด้วย จะได้สำนึกเสียทีว่าแท้จริงแล้วคุณได้สร้างวีรกรรมโง่ๆเอาไว้ขนาดไหน จากการที่รีบออกมาตอบโต้กลับอย่างรุนแรงเพียงเพราะถูกสื่อแหย่เรื่องท่าทีของฮุนเซนกรณีคุณทักษิณ นั่นเพราะโดยหลักการพื้นฐานในกรณีข้อตกลงสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่ยึดถือเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลกนั้น มันชัดเจนว่าไม่ว่าจะภายใต้พื้นฐานการพิจารณาที่กำหนดไว้อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดการจะส่งหรือไม่ เป็นดุลยพินิจของRequested State ล้วนๆ ส่วนRequesting State ทำได้เพียงยื่นคำร้องขอประกอบหลักฐานเท่านั้น โดยไม่มีสิทธิ์แม้กระทั่งจะเข้าไปdefend หรือข้องเกียวในกระบวนการพิจารณาของRequested State ทั้งสิ้น มิฉะนั้นจะกลายเป็นการก้าวล่วงอำนาจอธิปไตยและแทรกแซงกิจการภายในของเขา อันจะโยงให้เกิดปัญหาขัดแย้งระหว่างประเทศหนักขึ้นไปอีก แต่นี่นอกจากอภิสิทธิ์จะไม่เข้าใจหลักการดังกล่าวแล้ว ยิ่งซ้ำร้ายไปกว่านั้นคือการออกมาด่าเขาราวกับโง่เง่าเสียเต็มประดาว่าไม่เข้าใจพื้นฐานข้อเท็จจริงและตกเป็นเบี้ยของทักษิณ ทั้งๆที่กรณีนี้ยังไม่เกิดขึ้นจริงด้วยซ้ำไป อย่างนี้ก็บรรลัยสิครับ

บรรดาแม่ยกนายอภิสิทธิ์รวมทั้งพวกไทยคลั่งชาติแบบโง่ๆทั้งหลายก็เช่นกัน ถ้ามีโอกาสก็ควรศึกษาข้อเขียนนี้แล้วเปลี่ยนทัศนคติของท่านเสีย ไอ้ที่เย้วๆกันรายวันว่าเขามาแทรกแซงกิจการภายในของเราหรือมีคนชักศึกเข้าบ้านน่ะ ตอนนี้ซึ้งหรือยังว่าใครก้าวก่ายใคร และใครปากเสียชักศึกเข้าบ้านเปลี่ยนมิตรเป็นศัตรู caseนี้หน้าหล่อ+ใบมีดโกนไม่ได้ช่วยอะไรนะครับ ตัวช่วยที่พวกคุณมีอยู่ก็เก่งแต่ในกะลา ช่วยกรณีระหว่างประเทศไม่ได้หรอก มีแต่จะพาบ้านเมืองฉิบหายถ้ายังไม่รีบอบรมนายอภิสิทธิืให้เลิกพฤติกรรมจองหองผสมโง่อวดฉลาดเยียงนี้เสียโดยเร็ว

2505

2505 ใครเป็นทนายว่าความคดีเขาพระวิหาร

2505

2505 ใครเป็นทนายว่าความคดีเขาพระวิหาร

ธรรมดาครับ ผมว่าคุณอภิสิทธิ์

ธรรมดาครับ ผมว่าคุณอภิสิทธิ์ เป็นคนฉลาดครับ เขารู้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่อาชีพเขาเป็นนักการเมืองครับ
เขาก็จะเล่นการเมือง เพื่อรักษาฐานคะแนนของตัวเองไว้ อะไรแม้เป็นเรื่องจริง แต่ถ้าเป็นประโยชน์กับฝ่ายตรงข้าม

เขาก็จะไม่พูดหรือเลี่ยงไปทางอื่น จะให้เขามายอมรับหรือว่าทักษิณโดนคดีการเมือง หรือยอมรับหรือว่าการส่งผู้ร้ายข้ามแดนเป็นเอกสิทธิ์ของกัมพุชา ถ้าเขายอมรับก็จะเท่ากับไปเพิ่มความชอบธรรมให้คู่แข่งทางการเมือง ผมไม่เคยเห็นนักการเมืองไทยคนไหนให้เครดิตฝ่ายตรงข้ามเลย ทั้งที่บางเรื่องเป็นเรื่องดี ก็จะไม่ชมแถมจะหาช่องทางขย่มอีกต่างหาก ตัวอย่างล่าสุดของการเลี่ยงความจริง คือกรณีคุณสุทธิชัยหยุ่นสัมภาษณ์คุณอภิสิทธิ์เรื่องการเลือกตั้ง ทั้งที่ทุกคนก้รู้ว่าเลือกตั้งยังไงประชาธิปัตย์ก็สู้เพื่อไทยไม่ได้ แต่จะให้คุณอภิสิทธิมายอมรับตรงๆเหรอ ว่าสู้ไม่ได้ กองเชียร์เขาก้จะหมดกำลังใจ พาลให้ไม่ออกมาใช้สิทธิมันจะยิ่งไปกันใหญ่ นีเขายังทำเป็นลืมไม่พูดถึงพรรค กมม ที่จะมาตัดคะแนนเขาแล้วเขาจะเอาอะไรไปคิดว่าสูสีกัน แพ้ก็ไม่มาก นี่ละครับนักการเมืองไทย

น่าจะกลับไปอังกฤษ

น่าจะกลับไปอังกฤษ ประเทศที่เป็นต้นตำรับประชาธิปไตยดูนะ ว่าจะเป็นอย่างไร

จะได้รู้เสียทีว่า "ประชาธิปไตย" ที่แท้จริงมันเป็นอย่างไร