คนงานไทรอัมพ์ฯ เผาข้อเรียกร้องทิ้ง หลังทูตสวิสฯ เมิน

พนักงานไทรอัมพ์ฯ ชุมนุมย่านธุรกิจกลางกรุง ก่อนเคลื่อนสู่สถานทูตสวิสฯ ถ.วิทยุ เรียกร้องผ่านทูตถึงบรรษัทสัญชาติสวิสฯ ยกเลิกคำสั่งเลิกจ้างพนักงานกว่า 1,959 คน ทูตเมินรับหนังสือนอกสถานทูต ขอให้ส่งตัวแทนเข้าไปยื่น ผู้ชุมนุมไม่ยอม ก่อนตัดสินใจอ่านคำร้องหน้าสถานทูตและจุดไฟเผาคำร้องทิ้ง

 

ตามที่บริษัทบอดี้แฟชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัทไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งมีโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมเมืองใหม่บางพลี อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ ประกาศเมื่อ 29 มิ.ย. 52 ให้พนักงานกว่า 1,959 คน พ้นสภาพจากการเป็นพนักงานของบริษัท โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 31 ส.ค. โดยพนักงานที่ถูกเลิกจ้างส่วนใหญ่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน มีกรรมการสหภาพแรงงานถูกเลิกจ้าง 13 คน จากกรรมการทั้งหมด 19 คน ในจำนวนคนที่ถูกเลิกจ้างมีทั้งผู้ตั้งครรภ์ อายุมาก ป่วย และพิการ รวมอยู่ด้วย

ทำให้ทางสหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการยกเลิกประกาศเลิกจ้างและรับพนักงานกลับเข้าทำงานตามปกตินั้น
 
ล่าสุด เมื่อเวลา 10.00 น. วานนี้ (24 ก.ค.) พนักงานซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทยซึ่งถูกบริษัทเลิกจ้างนับพันคน ได้รวมตัวกันที่ ถ.ราชดำริ หน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ก่อนเคลื่อนขบวนมาตาม ถ.พระรามที่ 1 และเข้าสู่ ถ.วิทยุ เป็นที่ตั้งของสถานเอกอัครราชทูตสมาพันธ์รัฐสวิสเซอร์แลนด์ประจำประเทศไทย
 
โดยในวันนี้ตัวแทนสหภาพแรงงานต้องการยื่นข้อเรียกร้อง 4 ข้อต่อบริษัทไทรอัมพ์ฯ ผ่านทางสถานทูตฯ เนื่องจากบริษัทดังกล่าวเป็นบรรษัทข้ามชาติซึ่งสำนักงานใหญ่จดทะเบียนในประเทศสวิสเซอร์แลนด์
 
โดยขบวนเคลื่อนผ่านย่านธุรกิจในกรุงเทพฯ ทั้งย่านราชดำริ ชิดลม และเพลินจิต มีการปราศรัยชี้แจงประชาชนบริเวณนั้นถึงสาเหตุของการมาชุมนุม โดยตำรวจจราจร สน.ลุมพินีปิดช่องการจราจรบนถนนพระรามที่ 1 ฝั่งขาออก ในช่วงที่ขบวนเคลื่อนผ่าน และปิดถนนวิทยุด้านทิศเหนือในช่วงที่ขบวนผู้ชุมนุมอยู่ที่หน้าสถานทูตสวิสฯ โดยขบวนมาถึงหน้าสถานทูตฯ เมื่อ 11.40 น.
 
สำหรับข้อเรียกร้อง 4 ข้อของทางสหภาพแรงงานนั้น ได้เรียกร้องให้บริษัทฯ ยกเลิกประกาศการเลิกจ้างคนงานทั้งหมดและให้รับคนงานกลับเข้าทำงานตามปกติ เรียกร้องให้บริษัทฯ เปิดเผยข้อมูลตามหลักมาตรฐานแรงงานสากลและแนวปฏิบัติของบรรษัทข้ามชาติ ตามหลัก OECD Guidelines for MNEs เนื่องจากประเทศสวิสฯ อยู่ในกลุ่มประเทศ OECD ด้วย เรียกร้องให้บริษัทฯ เปิดโอกาสให้องค์กรของลูกจ้างหรือสหภาพแรงงานเข้าร่วมการปรึกษาหารือกับฝ่ายบริหารในการดำเนินนโยบายต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อชีวิต ความเป็นอยู่ที่ดีของแรงงาน และให้บริษัทฯ ปฏิบัติตาม CODE OF CONDUCT ของกลุ่มบริษัทไทรอัมพ์ฯ ซึ่งมุ้งเน้นถึงความสำคัญของการปกป้องสิทธิมนุษยชน ดังที่กล่าวไว้ในปฏิญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (ดูข้อเรียกร้องที่ล้อมกรอบ)
 
เมื่อพนักงานบริษัทไทรอัมพ์ฯ เคลื่อนขบวนไปถึง ได้มีการปราศรัยผ่านรถติดเครื่องขยายเสียง มีการแจ้งกับเจ้าหน้าที่ของสถานทูตว่าต้องการเจรจากับนายโรดอล์ฟ อิมฮูฟ เอกอัครราชทูต แต่นายโรดอล์ฟให้เลขานุการคนที่ 1 มาเจรจาแทน โดยอนุญาตให้ตัวแทนสหภาพแรงงาน เข้าไปหารือกับเลขานุการคนที่ 1 ภายในเขตสถานทูตเพียง 3 คน โดยทางสหภาพแรงงานฯ ได้ต่อรองเป็นขอเจรจา 5 คน แต่ทางสถานทูตไม่ยอม ท้ายที่สุดจึงมีตัวแทนสหภาพแรงงานฯ เข้าไปหารือ 3 คน
 
อย่างไรก็ตามการเจรจาระหว่างเลขานุการคนที่ 1 ของสถานทูตฯ และตัวแทนสหภาพแรงงานไม่มีความคืบหน้า โดยทางสถานทูตฯ ขอตรวจสอบข้อมูลก่อนว่าบริษัทไทรอัมพ์ฯ จดทะเบียนในประเทศสวิสเซอร์แลนด์จริงหรือไม่ และไม่รับปากว่าจะสามารถเชิญนายจ้างมาเจรจาด้วยได้หรือไม่ นอกจากนี้ทางสถานทูตฯ ยังไม่ยอมออกมารับหนังสือร้องเรียนที่ทางสหภาพแรงงานฯ เป็นผู้เตรียมยื่น แต่ขอให้ทางสหภาพแรงงานฯ ส่งตัวแทนเข้าไปยื่นหนังสือในเขตสถานทูตฯ เอง ทำให้ผู้ชุมนุมไม่พอใจ
 
แกนนำสหภาพแรงงานฯ จึงใช้วิธีอ่านหนังสือร้องเรียนฉบับดังกล่าวทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษต่อหน้าผู้ชุมนุมผ่านโทรโข่ง และจุดไฟเผาแถลงการณ์เพื่อประท้วงการไม่ออกมารับหนังสือของทางสถานทูตฯ ดังกล่าว โดยหลังจากจุดไฟเผาแถลงการณ์เสร็จ เวลาประมาณ 13.45 น. ผู้ชุมนุมได้ยุติการชุมนุมและเดินทางกลับไปยังหน้าโรงงานไทรอัมพ์ฯ ที่นิคมอุตสาหกรรมเมืองใหม่บางพลี อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ
 
โดยเร็วๆ นี้ จะมีการเจรจาระหว่างสหภาพแรงงานกับนายจ้างที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จ.สมุทรปราการต่อไป

 
สหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย
 
 
สทอท.ที่ 0058/2552
20 กรกฎาคม 2552
 
เรื่อง ขอให้บรรษัทข้ามชาติสวิตเซอร์แลนด์ยุติการเลิกจ้าง
เรียน นาย โรดอล์ฟ อิมฮูฟ (Mr.Rodolphe Imhoof) เอกอัครราชทูตสมาพันธ์รัฐสวิสเซอร์แลนด์ ประจำประเทศไทย
           
ด้วยบริษัทไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลได้เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2512 สำนักงานใหญ่อยู่ที่ ธุนสแตรสเช่ 3005 เมืองเบิร์น ประเทศสวิสและ Triumph Intertrade AG, Triumphweg 6, 5330 Bad Zurzach, Switzerland และได้มีบริษัทลูกได้จดทะเบียนในประเทศไทยเมื่อ ปี 2332 ชื่อบริษัทบอดี้แฟชั่น(ประเทศไทย)จำกัด ตั้งอยู่ที่ 393 หมู่ 17 นิคมอุตสาหกรรมเมืองใหม่บางพลี ต. บางเสาธง อ. บางเสาธง จ.สมุทรปราการ ประกอบกิจการอุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้า ผลิต ชุดชั้นใน และชุดว่ายน้ำ ยี่ห้อไทรอัมพ์ วาเลเซีย สล๊อคกี้ AMO HOM  เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2552 ได้การประกาศเลิกจ้างคนงานทั้งหมด 1,959 คน เป็นจำนวน 50% ของคนงานทั้งหมดที่ โรงงานบางพลีให้มีผลการพ้นสภาพการเป็นคนงานของบริษัทบอดี้ฯ ในวันที่ 31สิงหาคม 2552 และคนงานที่ถูกเลิกจ้างส่วนใหญ่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานฯ อนุกรรมการสหภาพแรงงาน และเป็นกรรมการสหภาพแรงงานฯถึง 13 คนจากกรรมการสหภาพแรงงานทั้งหมด 19 คน ในการเลิกจ้างครั้งนี้ได้เลิกจ้างคนท้อง คนใกล้เกษียณ คนป่วย คนพิการและส่วนใหญ่เป็นคนงานหญิงที่มีอายุงานที่ทำงานให้บริษัทฯมาอย่างยาวนานถึง 20-30 ปี และไม่สามารถไปหางานใหม่ หรือไปประกอบอาชีพอื่นได้ ในสิ่งที่ทุกคนต้องการคือการมีงานทำ มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
 
ในการเลิกจ้างครั้งนี้บริษัทฯได้อ้างว่า ต้องการปรับปรุงโครงสร้างค่าใช้จ่ายระยะยาวของไทรอัมพ์ทุกหน่วยงาน จุดมุ่งหมายเพื่อการปรับปรุงประสิทธิภาพโดยรวมขององค์กรให้มีประสิทธิผล ทำให้เกิดความมั่นใจว่าธุรกิจของเรายังคงยืนหยัดอยู่ได้ด้วยความมั่นคงและยังขยายต่อได้เมื่อโอกาสมาถึง” โดยก่อนหน้านี้ก็ไม่มีมาตรการปรับปรุงโครงสร้างค่าใช้จ่ายที่ชัดเจนเลย ในขณะที่มีการขยายกำลังการผลิตที่โรงงานที่นครสวรรค์ ด้วยการซื้อที่ดินและสร้างโรงงานที่ได้มาตรฐานรองรับการผลิตได้เต็มที่ได้ถึง 2,000 คน ในปีที่ผ่านมา โดยได้รับการสนับสนุนการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(BOI) ซึ่งเป็นข่าวหนังสือพิมพ์แนวหน้า สรุปข่าวโลกธุรกิจ ลงวันอังคารที่ 8 กรกฎาคม 2008 ว่าได้รับการส่งเสริมการลงทุน 75.5 ล้าน โดยในปัจจุบันโรงงานที่นครสวรรค์มีคนงานถึง 1,000 กว่าคน แต่ไม่มีสหภาพแรงงาน ที่ถือเป็นองค์กรสิทธิแรงงานขั้นพื้นฐาน
 
การกระทำดังกล่าวของบริษัทฯเป็นการกระทำที่รุนแรงไร้ซึ่งมนุษยชนที่ดีควรกระทำ ไม่เคารพในสิทธิมนุษยชน เป็นการกระทำที่เห็นคนงานเป็นเพียงสินค้าเมื่อรีดแรงงานหมด ก็โยนทิ้งให้คนงานเหล่านั้นต้องเผชิญกับความยากแค้นและไม่มั่นคงในชีวิต รวมถึงยังเป็นการไม่ปฏิบัติตามหลักการของสังคมประชาธิปไตย เนื่องจากไม่มีการปรึกษาหารือร่วมเพื่อหาทางออกที่สร้างสรรค์
 
ในฐานะที่ประเทศของท่านมีประวัติศาสตร์เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนมาอย่างยาวนานและสำคัญแห่งหนึ่งของโลก รวมถึงเป็นที่ตั้งสำคัญขององค์กรสิทธิต่างๆหลายองค์กร แน่นอนรวมถึง ILO ด้วย ซึ่งบรรษัทข้ามชาติที่ไปลงทุนดำเนินกิจการในประเทศต่างๆจำเป็นต้องดำเนินกิจการบนพื้นฐานหรือมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก   และประเทศของท่านเป็นสมาชิก เครือข่ายความมั่นคงของมนุษย์ (Human Security Network - HSN) เช่นเดียวกับประเทศไทย โดยเครือข่ายดังกล่าวก็มีวิสัยทัศน์ในการสร้างสรรค์โลกมนุษย์ซึ่งประชาชนสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความมั่นคง (security) และมีศักดิ์ศรี (dignity) อีกเช่นกัน
 
นอกจากนี้แล้วตัววัตถุประสงค์หลักของนโยบายต่างประเทศสวิตเซอร์แลนด์เอง ที่เคยประกาศไว้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2543 ว่าจะส่งเสริมสันติภาพและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข บรรเทาความยากจนในโลก รวมถึงเคารพซึ่งสิทธิมนุษยชนและส่งเสริมประชาธิปไตย ภายหลังเข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ กันยายน 2545 สวิตเซอร์แลนด์ได้มีบทบาทแข็งขันในหลายเรื่อง โดยเฉพาะในเรื่องสิทธิมนุษยชน อีกทั้งที่ผ่านมาในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก สวิตเซอร์แลนด์ก็ได้รับการยกย่องในฐานะที่มีบทบาททั้งในการเจรจาด้านการเมืองและได้มอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม โดยให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือฟื้นฟูประเทศและการยกระดับความเป็นอยู่ของสตรี ซึ่งการเลิกจ้าง 1,959 คนในครั้งนี้เกือบทั้งหมดเป็นสตรี และที่สำคัญหลายคนอยู่ในระหว่างการตั้งครรภ์ พิการ เจ็บป่วยและใกล้เกษียณอายุ
 
ดังนั้นสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯจึงขอเรียกร้องต่อท่านให้บรรษัทข้ามชาติที่ เป็นบริษัทจากประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ได้ปฎิบัติต่อคนงานดังนี้
 
 
1. ให้บริษัทฯยกเลิกประกาศการเลิกจ้างคนงานทั้งหมดและให้รับคนงานกลับเข้าทำงานตามปกติ
 
2. ให้บริษัทเปิดเผยข้อมูลตามหลักมาตรฐานแรงงานสากลและแนวปฏิบัติของบรรษัทข้ามชาติ (OECD Guidelines) ตามหลัก OECD Guidelines for MNEs  ที่ว่าการเปิดเผยข้อมูล (Disclosure) ธุรกิจควรเปิดเผยข้อมูลที่เชื่อถือได้อย่างสม่ำเสมอ อาทิ โครงสร้างองค์กร สถานะทางการเงิน ผลการดำเนินงาน รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมและสังคมบริเวณโดยรอบองค์กร และที่สำคัญการจ้างงานและแรงงานสัมพันธ์ (Employment and Industrial Relations)  ธุรกิจควรเคารพสิทธิของลูกจ้าง ปฏิบัติต่อลูกจ้างด้วยความเท่าเทียมกัน ให้ข้อมูลผลการดำเนินงานที่แท้จริงของธุรกิจแก่ลูกจ้างและผู้แทนสหภาพแรงงานฯและคนงานของบริษัททั้งหมด การเลิกจ้างเป็นกลุ่มจำนวนมากอย่างนี้ นายจ้างจะต้องปรึกษากับองค์การลูกจ้างและรัฐบาลในการหาทางออกเพื่อลดผลกระทบต่อคนงานให้มากที่สุด ซึ่งประเทศของท่านอยู่ในกลุ่ม OECD ด้วย จึงจำเป็นที่ต้องปฏิบัติตามหลักการดังกล่าวอย่างเคร่งครัด
 
3. บริษัทต้องเปิดโอกาสให้องค์กรของลูกจ้างหรือสหภาพแรงงานเข้าร่วมการปรึกษาหารือกับฝ่ายบริหารในการดำเนินนโยบายต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อ ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของคนงาน จะเป็นการลดความตึงเครียด ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายแรงงานกับฝ่ายบริหาร เพราะการปรึกษาหารือเป็นการเคารพในสิทธิมนุษยชนของคนงาน เป็นหลักปฏิบัติที่ใช้กันในสังคมประชาธิปไตยและหลัก OECD Guidelines for MNEs ในเรื่องของการจ้างงานและแรงงานสัมพันธ์ อีกเช่นกัน  เพื่อนำไปสู่การหาทางออกที่สร้างสรรค์และลดผลกระทบของการเลิกจ้างในกรณีของการเลิกจ้างพร้อมกันหลายคน ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการเร่งด่วนระยะ 1 ปี ของรัฐบาลไทยในเรื่องของการรักษาและเพิ่มรายได้ของประชาชน ที่เสนอให้ร่วมมือกับภาคเอกชนในการดำเนินมาตรการชะลอการเลิกจ้างและป้องกันการขยายตัวของการเลิกจ้าง แน่นอนทางสหภาพแรงงานฯมั่นใจว่ามีอีกหลายทางเลือกที่สร้างสรรค์
 
4. ให้บริษัทฯปฏิบัติตาม CODE OF CONDUCT ของกลุ่มบริษัทไทรอัมพ์ฯ ซึ่งมุ่งเน้นถึงความสำคัญของการปกป้องสิทธิมนุษยชน ดังที่กล่าวไว้ในปฎิญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
(the “General Declaration Of Human Rights”) และพร้อมใจปฎิบัติตามข้อตกลงที่เกี่ยวข้องขององค์กรแรงระหว่างประเทศ ( ILO) และข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือ ขององค์การสหประชาชาติ ในด้านกฎระเบียบและการพัฒนาการปฎิบัติงานและสภาวะทางเศรษฐกิจ  รวมถึงมาตรฐานสากลขององค์กรสหประชาชาติ (UN Global Compact)
 
ฉะนั้นสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านจะสนับสนุนและดำเนินการในเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจังและเร่งด่วน
 
จึงขอขอบคุณมา ณ. โอกาสนี้
 
ขอแสดงความนับถือ
 
 
 
นางสาวบุญรอด สายวงศ์
เลขาธิการสหภาพแรงงาน
 
 
สำเนาถึง :          International Labour Organization , Human Security Network (HSN)
                        Organisation for Economic Co-operation and Development (OECD)
                        Mr. Abhisit Vejjajiva Prime Minister of Thailand
                        Communication Service FDEAFederal Palace East Wing 3003 Bern
 

Comments

นี่คือ

นี่คือ ผลพวงจากนโยบายการเชิญต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศ โดยขาดมาตรการควบคุมที่ดีพอ และขาดการดูแลผู้ใช้แรงงานของไทย กฎหมายอ่อนแอ

อุ้มคนรวย ช่วยต่างชาติ

อุ้มคนรวย ช่วยต่างชาติ พิฆาตคนจน

รัฐส่งเสริมให้มันมาสูบกำไร เสร็จแล้วก็ยังไง มันรับผิดชอบอะไรไหม