ฟ้องเพิกถอน EIA 76 โรงงานในมาบตาพุด-บ้านฉาง

สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่มาบตาพุด-บ้านฉาง พร้อมใจร่วมกันฟ้อง 8 หน่วยงานของรัฐต่อศาลปกครองกลางเพื่อเพิกถอนอีไอเอ ที่ศึกษาและประเมินโดยมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญ 2550 และกฎหมายสุขภาพแห่งชาติ

วันนี้เวลา 13.19 น. ที่ศาลปกครองกลาง ถ.แจ้งวัฒนะ นายศรีสุวรรณ จรรยา กรรมการสิ่งแวดล้อม สภาทนายความ เปิดเผยว่า สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่มาบตาพุดและบ้านฉาง จังหวัดระยอง จำนวนกว่า 40 คน ได้มายื่นฟ้องคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ต่อศาลปกครองกลาง ในความผิดฐานที่เป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร จากการที่ร่วมกันเห็นชอบหรืออนุญาตให้เจ้าของโครงการหรือกิจกรรมที่อาจมีผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ไปดำเนินการก่อสร้างหรือขยายโรงงานในพื้นที่มาบตาพุด บ้านฉางและใกล้เคียง ที่ผิดไปจากเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 67 และกฎหมายสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 หรือกระทำการโดยไม่ครบถ้วนตามที่กฎหมายบัญญัติ  3 ประการ คือ

1)ไม่ทำการศึกษาหรือประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ 2)ไม่จัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อน และ 3)ไม่ให้องค์การอิสระซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม หรือทรัพยากรธรรมชาติหรือด้านสุขภาพ ให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการโครงการต่าง ๆ ดังกล่าว

“นับตังแต่รัฐธรรมนูญ 2550 ประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2550 และกฎหมายสุขภาพแห่งชาติประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2550 เป็นต้นมาหน่วยงานทางปกครองของรัฐทั้ง 8 หน่วยงานข้างต้นกลับเพิกเฉยหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ดำเนินการหรือสั่งการใด ๆ ให้เป็นไปตามกฎหมาย แต่ปล่อยให้เอกชนสามารถยื่นเรื่องขออนุญาตก่อสร้างและขยายกิจการโรงงานหรือโครงการในพื้นที่มาบตาพุด-บ้านฉางและพื้นที่ใกล้เคียงได้โดยง่าย ทั้งๆ ที่ปัญหามลพิษในพื้นที่ดังกล่าวมีปริมาณมากเกินกว่าศักยภาพของพื้นที่จะรองรับได้อีกแล้ว (Over Carrying Capacity) อีกทั้งไม่เคยคำนึงเลยว่า ศาลปกครองระยองได้สั่งให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตควบคุมมลพิษไปแล้ว และมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษามาแล้วตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2552 เป็นต้นมา แต่โครงการต่าง ๆ ยังคงเดินหน้าก่อสร้าง ขยายกิจการ เพิ่มปริมาณการผลิต จนก่อให้เกิดปัญหามลพิษแพร่กระจายเพิ่มพูนมากขึ้นไปทั่ว ไม่ว่าจะเป็นมลพิษทางอากาศ ฝุ่นละออง เสียงดัง น้ำเน่าเสีย ขยะพิษ ขยะชุมชนทิ้งกันเกลื่อนกลาด ในพื้นที่พักอาศัยชั่วคราวของคนงานก่อสร้าง รวมทั้งเกิดการทะเลาะเบาะแว้งของคนงานต่างถิ่นและต่างด้าว เกิดอาชญากรรมต่างๆ ตามมามากมาย ไร้การควบคุมดูแล เป็นต้น ชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงจึงไม่อาจนิ่งทนต่อสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นได้ เมื่อเคยร้องขอให้หน่วยงานต่างๆ ยุติการอนุญาตหรือขยายโรงงานต่าง ๆ ในพื้นที่แล้ว แต่กลับเพิกเฉย ชาวบ้านจึงต้องมาขอพึ่งอำนาจศาลในการยุติปัญหาดังกล่าว”

ทั้งนี้ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2550 ประกาศใช้เป็นต้นมาถึงปัจจุบันเพียง 1 ปี 9 เดือนเศษแต่ สผ. โดยคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) ได้เห็นชอบรายงาน EIA ที่เป็นโครงการประเภทรุนแรงในพื้นที่มาบตาพุด บ้านฉางและใกล้เคียงไปแล้วกว่า 76 โรงงานเฉลี่ยเห็นชอบสัปดาห์ละ 1 โครงการฯ ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าผู้ชำนาญการที่ทำหน้าที่พิจารณา จะมีเวลาอ่านและทำความเข้าใจเอกสารโครงการละกว่า 1,000 หน้ากระดาษได้โดยสะดวกไม่ติดขัดปัญหาอะไร ทั้งนี้ไม่รวมรายงาน EIA ประเภทอื่นอีกกว่า 500 โครงการทั่วประเทศที่เห็นชอบไปแล้วอีกเช่นกันในช่วงเวลาดังกล่าว

การที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ประชาชนผู้มีส่วนได้เสียได้เข้ามามีส่วนร่วมและให้องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพพิจารณาช่วยให้ความเห็นประกอบก่อนการดำเนินการ น่าที่จะช่วยให้ สผ., คชก. ได้พิจารณา EIA ต่าง ๆ ได้ง่ายและโปร่งใสมากยิ่งขึ้น แต่ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม ภาครัฐจึงหวงอำนาจ ไม่พยายามที่จะปฏิบัติให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทของกฎหมายอื่นทั้งปวง หรือมีอะไรที่ซ่อนเร้น บิดบัง อำพราง หรือมีผลประโยชน์ได้เสียอะไรแฝงอยู่ จึงเพิกเฉยหรือละเลยการปฏิบัติหน้าที่ จนชาวบ้านต้องออกมาฟ้องร้องบังคับให้เป็นไปตามกฎหมาย นายศรีสุวรรณ กล่าวในที่สุด