ระบอบกึ่งประธานาธิบดี

 


ชำนาญ จันทร์เรือง


 


หลังจากที่ได้กล่าวถึงการปกครองระบอบประธานาธิบดี(presidential system)ที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นต้นแบบไปแล้วว่ามีหลักการสำคัญและเหมือนหรือแตกต่างจากระบอบรัฐสภา(parliamentary system)อย่างไร ก็ได้มีการแสดงความคิดเห็นตามมาอย่างหลากหลาย ซึ่งกล่าวโดยสรุปได้ว่าระบอบประธานาธิบดีเองนั้นก็มิใช่จะมีความสมบูรณ์หรือเหมาะสมกับทุกประเทศเพราะมีทั้งข้อดีและข้อเสียในตัวของมันเอง ข้อดีก็คือประธานาธิบดีไม่ต้องถูกรัฐสภาตรวจสอบหรือถูกเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ข้อเสียก็คือหากประเทศใดที่ใช้ระบอบนี้ระบบพรรคการเมืองไม่เข้มแข็งก็จะเกิดความไม่ราบรื่นในการบริหารประเทศตามมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการออกกฎหมาย เป็นต้น


 


ระบอบกึ่งประธานาธิบดี(semi-presidential system)หรือเรียก  อีกอย่างหนึ่งว่าระบอบกึ่งรัฐสภา(semi-parliamentary system)ที่จะกล่าวถึงนี้ จริงๆแล้วก็คือระบอบประธานาธิบดีนั่นเอง แต่ได้ถูกปรับปรุงหรือแก้ไขหลักการใหม่เพื่อเหมาะสมกับแต่ละประเทศ ซึ่งประเทศแรกที่นำระบอบกึ่งประธานาธิบดีมาใช้ก็คือประเทศฝรั่งเศส และตามมาด้วยประเทศที่เกิดใหม่ทั้งหลายที่เคยเป็นอดีตสหภาพโซเวียตภายหลังจากการล่มสลายของระบอบคอมมิวนิสต์นั่นเอง


 


ระบอบกึ่งประธานาธิบดีนี้พัฒนามาจากประเทศฝรั่งเศสในช่วงที่มี ความวุ่นวายทางการเมือง ไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีก็จะเกิดข้อขัดแย้งอยู่เสมอ ทำให้การบริหารบ้านเมืองหยุดชะงัก ดังนั้น นักรัฐศาสตร์และนักกฎหมายมหาชนของฝรั่งเศสจึงได้คิดรูปแบบการปกครองใหม่ที่นำเอาระบอบประธานาธิบดีและระบอบรัฐสภามาผสมผสานกัน โดยให้ประธานาธิบดียังมีอำนาจมากแต่ก็เปิดโอกาสให้รัฐสภาควบคุมการทำงานของฝ่ายบริหารได้ด้วย


 


หลักการสำคัญของระบอบกึ่งประธานาธิบดี


๑) ประธานาธิบดียังคงมีอำนาจสูงสุด เพราะได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชนโดยตรง โดยประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐบาล ประธานาธิบดีในระบอบนี้แตกต่างจากระบอบประธานาธิบดีคือประธานาธิบดีจะแบ่งสรรอำนาจในการบริหารให้แก่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐบาลบางส่วน กล่าวให้เข้าใจง่ายๆก็คือประธานาธิบดีมีอำนาจในทางการเมือง ส่วนนายกรัฐมนตรีมีอำนาจในการบริหารจัดการ แต่อำนาจในการอนุมัติ ตัดสินใจ และการลงนามในกฎหมายยังคงอยู่ที่ประธานาธิบดี ซึ่งแตกต่างจากประธานาธิบดีในระบอบประธานาธิบดีที่จะกุมอำนาจบริหารไว้หมดและจะไม่มีตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในระบอบนี้ และในทำนองกลับกันตัวประธานาธิบดีในระบอบรัฐสภาก็เป็นเพียงประมุขแต่ไม่มีอำนาจในการบริหาร โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหารแทน


 


๒) อำนาจของรัฐสภาในระบอบนี้อยู่กึ่งกลางระหว่างระบอบรัฐสภาและระบอบประธานาธิบดี คือ รัฐสภามีอำนาจมากรัฐสภาในระบอบประธานาธิบดี แต่ก็ยังมีอำนาจน้อยกว่าระบอบรัฐสภา เพราะรัฐสภามีอำนาจในการควบคุมการทำงานของคณะรัฐมนตรีได้ สามารถตั้งกระทู้ถามหรือเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้ ซึ่งในระบอบประธานาธิบดีไม่สามารถทำอย่างนี้ได้


 


๓) นายกรัฐมนตรีต้องรับผิดชอบต่อทั้งประธานาธิบดีและรัฐสภา เนื่องจากนายกรัฐมนตรีได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรีจึงต้องรับผิดชอบต่อประธานาธิบดี แต่ในขณะเดียวกันก็จะต้องรับผิดชอบต่อรัฐสภาด้วย ฉะนั้น นายกรัฐมนตรีจึงมีภาระที่ต้องขึ้นอยู่กับทั้งประธานาธิบดีและรัฐสภา เพราะทั้งประธานาธิบดีและรัฐสภาสามารถปลดนายกรัฐมนตรีออกได้ นอกจากนั้นนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีอาจเข้าร่วมการประชุมรัฐสภาได้ แต่ไม่มีสิทธิออกเสียง


 


จากที่กล่าวมานี้จะเห็นได้ว่าคณะรัฐมนตรีในระบอบกึ่งประธานาธิบดีนี้ค่อนข้างปฏิบัติงานด้วยความยากลำบากกว่าคณะรัฐมนตรีในระบอบประธานาธิบดีแท้ๆหรือคณะรัฐมนตรีในระบอบรัฐสภา เพราะต้องรับผิดชอบต่อทั้งประธานาธิบดีและรัฐสภา และยิ่งหากประเทศใดที่มีพรรคการเมืองจำนวนมากแล้ว รัฐสภาก็อาจจะไม่มีเสถียรภาพ หรือหากประธานาธิบดีไม่มีบารมีจริงๆก็อาจจะควบคุมคณะรัฐมนตรีหรือประสานงานกับรัฐสภาไม่ได้ ความวุ่นวายก็ตามมา


 


อย่างไรก็ตามระบอบกึ่งประธานาธิบดีฯนี้ใช่ว่าจะไม่มีข้อดีเสียทีเดียว ไม่เช่นนั้นประเทศที่เกิดใหม่ทั้งหลายคงไม่นำระบอบกึ่งประธานาธิบดีนี้ไปใช้กันเป็นจำนวนมาก ข้อดีที่เห็นได้ชัดก็คือ การที่ประธานาธิบดีมีอำนาจเด็ดขาดและมีอิสระในการทำงาน ซึ่งเหมาะสมกับประเทศฝรั่งเศสหรือประเทศเกิดใหม่ทั้งหลาย เพราะสภาพบ้านเมืองของประเทศฝรั่งเศสในขณะนั้นและประเทศเกิดใหม่ทั้งหลายหาผู้ที่มีบารมีหรือมีอิทธิพลทางการเมืองได้ยาก หากใช้ระบอบรัฐสภาก็จะทำให้รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพในการบริหารประเทศเพราะมีพรรคเล็กพรรคน้อยจำนวนมาก การที่ประธานาธิบดีมีอำนาจเด็ดขาดจึงทำให้รัฐบาลมีอายุยืนยาวขึ้น สามารถปฏิบัติภารกิจได้เต็มที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภารกิจด้านการทหาร


 


ข้อดีอีกประการหนึ่งที่เป็นลักษณะพิเศษของระบอบนี้ก็คือการแยกอำนาจทางการเมืองและอำนาจบริหาร ทำให้ประธานาธิบดีไม่ต้องทำงานบริหารแบบงานประจำ เช่น การลงนามลงชื่อในงานประจำทั้งหลาย การแต่งตั้งโยกย้ายเจ้าหน้าที่ของรัฐ ฯลฯ ประธานาธิบดีในระบอบนี้ได้ใช้เวลาในการปฏิบัติงานด้านการเมืองอย่างเต็มที่ เช่น การเสนอนโยบาย วิเคราะห์และวางแผนทางการเมืองทั้งภายในและภายนอกประเทศ


กล่าวโดยทั่วไปแล้วไม่ว่าจะเป็นระบอบประธานาธิบดี ระบอบรัฐสภาหรือระบอบกึ่งประธานาธิบดีต่างก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป ประเทศไหนจะใช้การปกครองในระบอบใดย่อมขึ้นอยู่กับพัฒนาการทางการเมืองของประเทศนั้นๆ และขึ้นอยู่กับแนวคิดของประชาชนในชาติว่าจริงๆแล้วเขาต้องการการปกครองในระบอบไหน


 


เราต้องไม่ลืมว่าไม่ว่าจะเป็นการปกครองในระบอบใดใน ๓ ระบอบนี้ จะขาดเสียซึ่งหลักการของประชาธิปไตยไปไม่ได้ หลักการที่ว่านั้นก็คือการมีส่วนร่วมของประชาชนผู้ซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย หลักของของความเสมอภาคในการแสดงความคิดเห็นอย่างเท่าเทียมกันไม่ว่าอยู่ส่วนไหนของประเทศ หลักของการยอมรับในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ไม่ว่าจะเกิดมาในตระกูลใดหรือชนเผ่าใดว่ามีความเป็นมนุษย์มีเลือดมีเนื้อและล้วนแล้วแต่ต้องการสิทธิเสรีภาพในการพูดและการเขียนตราบใดที่ไม่ไปละเมิดสิทธิผู้อื่น


 


 


การเมืองก็เหมือนสิ่งอื่นๆที่ต้องมีการปรับปรุงและพัฒนาไปตามระยะเวลา การที่ประเทศใดยังแข็งขืนทวนกระแสโลกให้บุคคลเพียงไม่กี่ตระกูลหรือไม่กี่อาชีพยึดครองโดยไม่สนใจใยดีกับเสียงของประชาชน กลุ่มคนเหล่านั้นย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกกงล้อของประวัติศาสตร์กวาดตกเวทีไปอย่างแน่นอน


 


 


--------------------------


หมายเหตุ  เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒

Comments

ชาวบ้าน-1

ระบอบประธานาธิบดี
ระบอบรัฐสภา
ระบอบกึ่งประธานาธิบดี

สยามเมืองยิ้มแปลกกว่าใครเขาเพื่อน
เราเป็นระบอบกึ่งประธานาธิบดี อันมี K เป็นประมุข

คงไม่ต้องบอกว่าใครเป็น ปธน.อายุ 87

คนหลังเขา

เมื่อไหร่ ปธน.ของไทยจะถูกกงล้อประวัติศาสตร์กวสดตกเวทีไปซะที เมืองไทยจะได้ใช้อำนาจโดยประชาชน เพื่อประชาชนอย่างแท้จริงซะที

คน

ประเทศไทยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร ผมเห็นว่าก็ดีแล้ว ไม่เห็นจะเดือดร้อนตรงไหนเลย ถ้าฝ่ายบริหารไม่มาก้าวก่ายออกกฎหมายริดรอนสิทธิของประชาชน เป็นอันว่าประเทศไทยควรมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขตลอดไป

อีแอบ

ในทางวิชาการการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในโลกนี้มีด้วยกันคือ ระบบประธานาธิบดี ระบบรัฐสภา และระบบกึ่งรัฐสภากึ่งประธานาธิบดี และในทางวิชาการการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิ์ราชนั้นมันหมดยุคไปนานแล้วสำหรับโลกนี้ แต่ใครๆๆก็สามารถรับรู้ได้ว่ามีอยู่ที่เดียวในเอเซียเพราะมันยังใช้อำนาจของระบอบนี้ซึ่งแอบแฝงอ้างอิงอยู่กับระบอบประชาธิปไตยระบบรรัฐสภามานานแล้ว พลเมืองในประเทศไม่ใช่เป็นพลเมืองแต่เป็นประชาชนหรือประชากรเท่านั้นเพราะไม่มีสิทธิขั้นพื้นฐานในการคิดแสดงความคิดเห็นใดๆ และปลูกฝังให้ประชาชนหรือประชากรเชื่อหรือมีแนวคิดตามทฤษฎีเทวสิทธิ์เพียงอย่างเดียว

ทัพไทย

เปิดประเด็นให้พวกคลั่งไคล้ระบอบประธานาธิบดีมาคอมเม้นท์กันเรอะ น่าสมเพชๆ ไม่ทำอะไรให้ชาติแล้วยังจะมาทำตัวเป็นกุรู(กุรู้)ไปซะหมด ไปเกาะกงสิ เกาะกงงงงงงงงง

ทัพไทย

อ้างอิง คห.4 ลอกเขามาทั้งดุ้น ไม่เคยเลยที่จะประยุกต์เข้ากับสังคมไทย มองมุมแคบๆเท่าตำราเรียน ประเทศจะพัฒนาได้อย่างไรถ้ามีแต่พวกท่องจำก้อปเขามาโดยไม่ดูตัวเอง???

tian

น้ำพระทัยเปรียบดังน้ำจากฟ้าชะโลมสู่ดิน ราดรดหัวใจพสกนิกรไทยให้ชุ่มเย็น

J o r n

มาช่วยกันอธิษฐานดีกว่า
ขอให้พระองค์อยู่ถึงอายุ 120 ปี
บ้านเมืองจะได้ร่มเย็น

ระบบประธานาธิบดี ไม่เหมาะกับประเทศไทย
เพราะว่าดูนักการเมืองหรือ ผู้ที่จะมาเป็น ไม่มีคุณสมบัติพอ
ยังคงผลประโยชน์และอำนาจ ไม่เสียสละอย่างแท้จริง

fffffffffk

Dear John! Number 8!! loves it what you said!! excellent!! Should be 500 years!! would be fair!! at the moment!! Thailand a good joke for the world!! very good show the world would like to see more!!

รักประเทศไทย

ประเทศไทยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร ผมเห็นว่าก็ดีแล้ว ไม่เห็นจะเดือดร้อนตรงไหนเลย ถ้าฝ่ายบริหารไม่มาก้าวก่ายออกกฎหมายริดรอนสิทธิของประชาชน เป็นอันว่าประเทศไทยควรมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขตลอดไป

บั้งไฟแสนแดนอีสาน

@..ระบอบกึ่งประธานาธิบดี
ที่บ่มีเลือกตั้งเป็นจั่งได๋
หรือแบบกึ่งประชาธิปไตย
แล้วทำไมจึงแสร้งแปลงปลอมมา

แมงมั่ว

ประเทศไทย รวมเลือดเนื้อ เพื่อใคร
บทความประชดเสียดสีประชาธิปไตยแบบไทย

78 ปีที่ผ่านมา ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความล้มเหลวของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการจำลองเอาประชาธิปไตยจากประเทศตะวันตก แล้วนำมาใช้บางส่วนหรือทั้งหมด โดยไม่มีการปรับให้เข้ากับคนไทย ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะว่า กลุ่มผู้ปกครองต้องการให้เป็นเช่นนั้น ประเทศไทยจะมีความเจริญก้าวหน้าในทางการเมืองตามอุดมการณ์ประชาธิปไตยไม่ได้ เพราะการมีประชาธิปไตยนั้น ได้เป็นเครื่องมืออย่างดีในการจัดสรรผลประโยชน์ที่ลงตัวสำหรับกลุ่มผู้ปกครองด้วยกันเอง ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคกี่สมัย ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนผู้นำประเทศ ประเทศก็ยังไม่ได้มีการเปลี่ยนไปจากเดิม ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศก็ยังยากจนอยู่เหมือนเดิม ทั้งนี้เพราะกลุ่มผู้ปกครองไม่ต้องการให้ประชาชนอยู่ดีกินดี เพียงแต่ให้พออยู่ได้ไปวันๆ พร้อมในขณะเดียวกันก็ได้สร้างวัฒนธรรมการบริโภคแบบทุนนิยมให้กับประชาชน ให้มีความฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย เพื่อสร้างความทันสมัยให้กับประชาชน แต่ลืมสิ่งที่สำคัญคือ การพัฒนาประชาชนและสังคมให้ยั่งยืน มั่นคง ทั้งนี้ก็เพื่อว่าตราบใดที่ประชาชนยังมีความยากจน ประชาธิปไตยแบบไทยก็จะยังไม่สามารถพัฒนาเทียบเท่ากับประเทศที่มีการปกครองแบบเดียวกันได้ หรือแม้แต่ประเทศที่มีรูปแบบการปกครองที่แตกต่างกัน ไทยก็ยังไม่สามารถจะเทียบเท่าได้

http://www.real-thaipolitic.blogspot.com/

แมงมั่ว

(ต่อ)
คณะราษฎร มรดกของความผิดพลาด Error of Heritage

ความขาดแคลนของประชาชนที่ผ่านในตลอดระยะเวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนั้น ได้สร้างความเหลือมล้ำในสังคมให้ปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้น มากกว่าในสมัยก่อนที่จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในอดีตชนชั้นทางสังคมของไทยมีเพียงเจ้า ไพร่ ทาส ต่อมามีการเลิกทาสในสมัย ร.5 ชนชั้นทางสังคมก็เหลือเพียง เจ้า กับ ไพร่ และมีกลุ่มคนอีกประเภทหนึ่งที่ไม่สามารถจัดเข้ากับชนชั้นในสังคมได้ ก็คือ กลุ่มของคนที่มีความคิดแบบตะวันตก ซึ่งส่วนมากจะเป็นกลุ่มข้าราชการหรือประชาชนที่ได้รับการศึกษาจากต่างประเทศในซีกตะวันตก คนกลุ่มนี้พยายามที่จะทำการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยหลายครั้ง เพื่อให้ทันสมัยแบบตะวันตก โดยไม่ได้คำนึง ถึงความพร้อมของสภาพสังคมในเวลานั้น ว่ามีความพร้อมมากแค่ไหน เพียงแต่คิดว่า ตนและกลุ่มของตน สามารถที่จะนำพาคนทั้งประเทศให้ก้าวไปพร้อมกับตนได้ โดยไม่คำนึงถึงศักยภาพของตนและสังคมที่มีอยู่อย่างเพียงพอ ว่าจะสามารถดำเนินไปได้ตลอดรอดฝั่งเพียงใด และนี่ก็เป็นมรดกของความผิดพลาดของคนกลุ่มหนึ่งที่เรียกตนเองว่า “ผู้นำของการเปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครองของไทย ที่หลายคนให้ความภาคภูมิใจว่า เป็นวีรบุรุษประชาธิปไตย อ้างสิทธิของประชาชนทั้งประเทศว่าตนคือ คณะราษฎร”
http://www.real-thaipolitic.blogspot.com/

แมงมั่ว

(ต่อ)
หลักการประชาธิปไตย มีผู้ให้นิยามมากมาย เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการปกครองของประเทศตนเอง และไทยเองนั้นก็ได้นำเอาหลักประชาธิปไตยของประเทศนั้นมาเป็นแบบอย่าง แถมไม่พอ ยังเอาความหมายหรือนิยามนั้นมาใช้กับสังคมของตนด้วย การกำเนิดการปกครองแบบประชาธิปไตยในหลายๆ ประเทศในอดีตที่ผ่านมา เป็นตัวชี้วัดว่า สภาพสังคมในอดีตของแต่ละชาตินั้นมีความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นด้าน ประเพณี วัฒนธรรม ค่านิยม ความเป็นอยู่ ความคิดเกี่ยวกับการปกครอง การต่อสู้ดิ้นรนเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจแห่งอิสรภาพ ปราศจากการครอบงำทั้งหลาย แต่ประเทศไทยนั้น เดิมที่การปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ก็ได้สร้างความผาสุกให้กับคนไทยดีอยู่แล้วตามสภาพสังคมที่เป็นอยู่ ก็จะมีเพียงการฉ้อราษฎร์จากกลุ่มข้าราชการบางกลุ่มที่ไม่มีความจงรักภักดีต่อแผ่นดิน พระมหากษัตริย์เองทุกพระองค์ที่ผ่านได้ ได้กระทำตนให้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ทรงปกครองแผ่นดินโดยทศพิศราชธรรม และมีคุณธรรมสูงกว่าสามัญชนทั่วไป ซึ่งการปกครองโดยทศพิศราชธรรมนี้ ดีกว่ากฎหมายใดๆ ทุกฉบับรวมกันที่มีอยู่ในประเทศไทยในตอนนี้ แต่เนื่องจากความคิดของคนบางกลุ่มที่เห็นว่า การใช้พระราชอำนาจนั้นเป็นเรื่องที่ล้าสมัยไม่เหมาะกับประเทศไทย จึงได้รวมกลุ่มกันเพื่อที่ทำการยึดอำนาจของพระองค์เสีย เพื่อนำอำนาจส่วนนั้นมาบริหารจัดการเอง ซึ่งการจัดการนั้นก็ได้พิสูจน์ให้เห็นมาตลอดในยุดของคระราษฎรนั้นว่าประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวมากน้อยเพียงใด ซึ่งการบริหารในครั้งนั้นได้กลายมาเป็นแบบอย่างจนถึงปัจจุบัน
http://www.real-thaipolitic.blogspot.com/

แมงมั่ว

(ต่อ)
พันธุกรรมทางการเมือง Political Genetatic

สิ่งที่ผู้ปกครองได้สร้างขึ้นในสมัยที่มีอำนาจการปกครอง คือ พันธุกรรมทางการเมือง ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้เป็นโรคติดต่อ แต่อยู่ในระบบพันธุกรรมที่ได้ส่งมามายังรุ่นต่อรุ่น และมีความรุนแรงและเด่นชัดมากขึ้น ตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน การแย่งชิงอำนาจ การแสวงหาอำนาจ การจัดสรรผลประโยชน์ในหมู่ชนชั้นผู้ปกครอง การวางรากฐานแห่งอำนาจ ล้วนเป็นสิ่งที่ได้รับการพัฒนามาจากพันธุกรรมทางการเมืองในอดีตทั้งสิ้น เมื่อเริ่มต้นด้วยพันธุกรรมชนิดนี้แล้ว ก็ไม่อาจจะหวังได้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ให้ดีขึ้นได้ ประชาชนเองก็ไม่ได้ให้ความสำคัญต่อการเมืองการปกครองเท่าใดนัก เห็นแต่ว่าการเมืองการปกครองนั้นเป็นเรื่องของเจ้านาย ประชาชนเป็นข้าห้ามยุ่ง ห้ามสนใจ เพราะการมีส่วนร่วมทางการเมืองของไทยในอดีตนั้น ประชาชนมีส่วนร่วมน้อยมาก หรือแทบจะไม่มีเลยด้วยซ้ำ ทั้งนี้ประกอบกับผู้ปกครองไม่ต้องการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากนัก เพราะยิ่งมีส่วนร่วมมากเท่าใด การปกครองก็ยิ่งยากขึ้นมากเท่านั้น ผลประโยชน์ต่างๆ ก็ไม่สามารถจะเข้าไปเอามาเป็นของตนเองได้โดยง่าย เพราะมีผู้รู้เห็นเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก หรืออาจจะต้องมีการเฉลี่ยผลประโยชน์ให้มากขึ้น ทำให้ตนได้รับในส่วนนั้นน้อยลง
เมื่อพันธุกรรมทางการเมืองแบบนี้ ดูแล้วจะมีประโยชน์อย่างมากสำหรับชนชั้นผู้ปกครอง แต่หามีประโยชน์สำหร้บประชาชนจำนวนมากแล้วไม่ แล้วจะทำอย่างไรให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้เข้าถึงผลประโยชน์อันยิ่งใหญ่มหาศาล ที่ตกอยู่ในเงื้อมมือของชนชั้นปกครองได้อย่างทั่วถึง และเต็มหน่วยตามความสมควรของกาลเวลา ถึงเวลาแล้วหรือยังที่คนไทยทั้งประเทศจะต้องเสียสละ ไม่ใช่ว่าคนใดคนหนึ่ง แต่หมายถึงว่าบุคคลใดก็ตามที่อยู่บนผืนแผ่นดินไทย พร้อมที่จะเสียสละแล้วหรือยัง ไม่ว่าจะเป็นในด้าน ความคิด อคติ ผลประโยชน์ ชาติพันธุ์ การเดินทาง หรือแม้แต่แขนและขาของตนเอง เพื่อดำรงคงอยู่ความเป็นประเทศไทยให้คงอยู่ต่อไป ถึงว่าเวลาแล้วที่ไทยจะต้องมีการ เปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมขนานใหญ่เสียที
http://www.real-thaipolitic.blogspot.com/

แมงมั่ว

(ต่อ)
เปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม Mutation

ลองนึกถึงวงกลมใหญ่หนึ่งวง มีจุดศูนย์กลางอยู่ตรงกลาง จุดศูนย์กลางนั้นคือทรัพยากรที่ประชาชนควรจะได้รับ แล้วรอบๆ จุดศูนย์กลางนั้นคือประชาชน แล้วลองนึกดูว่ายิ่งวงกลมใหญ่เท่าไหร่ การที่จะเข้าไปถึงจุดตรงกลางได้นั้นก็จะดูยากมากขึ้นเท่านั้น แต่ ถ้าวงกลมมีขนาดที่เล็กลงก็จะสามารถเข้าถึงจุดศูนย์กลางได้มากขึ้นเป็นลำดับ ประเทศไทยก็เหมือนกับวงกลมหนึ่งวงกลม ที่มีจุดศูนย์กลางอยู่จุดเดียว คืออยู่ที่นักการเมือง การที่ประชาชนจะเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ ได้ ก็ต้องให้นักการเมืองเป็นผู้จัดสรรให้ การที่จะทำให้ประชาชนทุกคนได้เข้าถึงนั้นก็เป็นการยากมากขึ้น เพราะทั้งนี้การต่อรองทางการเมืองของแต่ละกลุ่มมีอยู่สูงมาก จนบางครั้งประชาชนก็จะไม่ได้อะไรเลยถ้า พวกเขาไม่ทำการเรียกร้องด้วยตนเอง แต่ถ้าเมืองไทย สร้างจุดศูนย์กลางขึ้นมาแต่ละจุด ตามความเหมาะสมตามจำนวนประชากร แล้วจัดตั้งรัฐบาลของตนเองขึ้นมาเพื่อทำการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในพื้นที่แล้ว ประชาชนก็จะสามารถเข้าถึงทรัพยากรเหล่านั้นได้อย่างง่ายและมีประสิทธิภาพ แล้วให้รัฐบาลเหล่านั้นขึ้นตรงกับรัฐบาลกลางซึ่งทำหน้าที่หลักๆ สามประการ การป้องกันประเทศ การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการกำหนดค่าเงินตรา เมื่อมาถึงตรงนี้แล้วทุกอย่างก็จะมีความลงตัว ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองที่เคยอยู่ในระดับประเทศที่ดูจะใหญ่เกินไป ไม่เหมาะสมกับการดำรงชีวิตของคนไทย ที่นักการเมืองที่ถือว่าเป็นตัวแทนประชาชนจะมาทำงานอยู่ที่ส่วนกลาง ทำให้ห่างเหินกับผู้คนที่คัดเลือกตนเข้ามา เมื่อนักการเมืองมีเวทีที่จะทำงานให้กับประชาชนแล้ว ทรัพยากรต่างๆ ที่เคยมีการต่อรองกันทางการเมืองก็จะถูกกำจัดหายไป จะมีข้อต่อเถียงขึ้นมาทันทีว่า นี่เป็นการแบ่งแยกดินแดนหรือไม่ ถ้าใครคิดเช่นนั้นก็ไม่รู้จะอ่านมาถึงตรงนี้ได้ยังไง ไม่ใช่การแบ่งแยกดินแดน แต่เป็นการแบ่งแยกการปกครอง ที่ออกมาจากส่วนกลาง
http://www.real-thaipolitic.blogspot.com/

แมงมั่ว

(ต่อ)
ในเมื่อประสบการณ์ 78 ปี ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า การปกครองแบบส่วนกลางนั้นไม่มีประสิทธิภาพ ก็ไม่ควรที่จะดำเนินต่อไปให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนส่วนมาก ต่อมาก็จะมีคนพูดว่ามันผิดรัฐธรรมนูญ เพราะเขียนไว้ว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งเดียวจะแบ่งแยกไม่ได้ ถ้าท่านเป็นผู้รู้ว่ากฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศคือรัฐธรรมนูญแล้วนั้น เป็นเพียงแค่นามธรรมที่สร้างขึ้นเพื่อสร้างความ ชอบธรรมให้แก่ผู้ปกครองในยุคๆ นั้นไม่ได้เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ แต่เป็นกฎหมายที่ต่ำต้อยที่สุดในการปกครองประเทศ คือ ใครมีอำนาจก็สามารถจัดการโละทิ้งไปได้ จะเห็นได้ว่าเรามีมาตั้ง 18 ฉบับแล้ว ประเทศก็ยังอยู่เหมือนเดิม และสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เห็นว่าจะสะเทือนใจคนไทยทั้งประเทศ คือ นี่เป็นการยึดอำนาจของพระมหากษัตริย์งั้นหรือ คนไทยบางคนยังไม่ทราบว่า พระมหากษัตริย์ของเราทรงถูกยึดอำนาจไปตั้งแต่ปี 2475 แล้ว อำนาจที่มีอยู่ก็เป็นเพียงอำนาจที่ถูกจัดสรรให้โดยผู้ปกครองที่จะเขียนอย่างไรก็ได้ลงในรัฐธรรมนูญ ดังจะเห็นได้ในหลายๆ มาตราว่า อำนาจที่แท้จริงนั้น เป็นอย่างไร แล้วกฎหมายที่มีอยู่จะไม่วุ่นวายหรือ แล้วทุกวันนี้มันไม่วุ่นวายหรืออย่างไร เพียงแต่กฎหมายใดที่เป็นกฎหมายมหาชน ก็ต้องให้แต่ละรัฐบาลนั้นนำไปใช้ให้เหมาะสมกับสภาพของตน แล้วทำการร่างรัฐธรรมนูญของรัฐนั้นขึ้นมาเสียใหม่ และจัดให้มีรัฐบาลกลางทำหน้าที่ที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ทั้งนี้ลองคิดดูว่าผลประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับมันมากหรือน้อยเกินไปที่เราจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ซักครั้งเพื่อประชาชนคนไทยเราทุกคน
http://www.real-thaipolitic.blogspot.com/

The Red

TTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTT
ความคิดเห็นที่ 1

ชาวบ้าน-1
58.8.115.ip ระบอบประธานาธิบดี
ระบอบรัฐสภา
ระบอบกึ่งประธานาธิบดี

สยามเมืองยิ้มแปลกกว่าใครเขาเพื่อน
เราเป็นระบอบกึ่งประธานาธิบดี อันมี K เป็นประมุข

คงไม่ต้องบอกว่าใครเป็น ปธน.อายุ 87

RRRRRRRRRRRRRRRRRRRRRRRRRRRRRRRRRRRRRRRRRR

เห็นด้วยกับ คห.1 เต็ม ๆ ครับ

ก็คงเป็นใครไปไม่ได้ มีอยู่คนเดียว
อายุ 87 เส้นผม"สีขาว"
แถมยังประพฤติตัว เป็น "นางบังเงา" มาโดยตลอด

นวมทอง

ที่รู้ๆและพิสูจน์แล้วว่า 75 ปีที่ผ่านมา

ระบอบที่เราใช้อยู่ไม่รู้เรียกว่าระบอบอะไรก็ตามแต่

มันใช้ไม่ได้

มันต้องเปลี่ยน

ขอเก่าไม่เอา เอาของใหม่

จะระบอบอะไรก็ได้อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

เป็นใช้ได้หมด

พร้อมแล้วเปลี่ยนเลย

จินต์

เอ๊ะ คห 8 ไปแย่งงานของ คห. 7 เขาทำไม
เดี๋ยว คห. 7 เขาโกรธเอานะจ๊ะ
คห. 7 นี่เนียนจริงๆนะ ด่าผู้นำประเทศได้เนียนมากๆๆ ดูเร็วๆไม่ออก ต้องคิดนานๆ ขอชมเชย
เวลา คห 7 เขียนชื่นชมผู้นำแต่ละครั้ง ดูแกตั้งใจ้ ตั้งใจ น่านับถือจริงๆ
นี่แหละของแท้ tian เบอร์ 7 วันๆ คงไม่มีอะไรทำ เอาแต่ชมเพื่อด่ายอกย้อนได้ร้ายกาจจริงๆ

อิอิ จริงๆเหรอ อิอิ

เอ้า งั้นแจมหน่อย เอ่อ ครือว่า ประเทศที่มีประธานาธิบดีน่ะ มันมีเยอะแล้วในโลกนี้ มันก็งั้นๆแหละ หลายๆประเทศ เป็นเผด็จการทั้งนั้น ประชาชนไม่ได้อะไรนอกจาก พวกนายทุนหรือคนที่มีอำนาจ พวกที่ต้องการ การเปลี่ยนแปลงเพื่อที่ กูจะได้เป็นใหญ่ยิ่งกว่านี้ขึ้นไปอีก ก็เลยจ้างคนมาซ่องสุม ล้างสมองคนปัญญาอ่อน เรียกร้องการเปลี่ยนแปลง ที่จริงถ้ามันอยากอยู่ในระบอบประธานาธิบดีจริงๆก็ไม่ยากอะไร ย้ายไปอยู่ประเทศที่มันมีประธานาธิบดี เลือกเอามีเยอะแยะ มันก็ได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องมาเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้มันต้องขัดแย้งกัน และอาจต้องสูญเสียเลือดเนื้อ และชงักงันไปอีกหลายปี เพราะมัวแต่ทะเลาะกัน โดยเฉพาะในเวลาอย่างนี้ ที่ประเทศต่างๆต้องเร่งแข่งขันกัน หนีออกจากอภิมหาวิกฤติเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ เราไม่น่าจะเหลือเวลาให้ต้องมานั่งทะเลาะกันมากนัก อีกประการ ประเทศที่มีกษัตริย์ในโลกนี้ก็มีไม่มาก ส่วนใหญป็นประเทศเก่าแก่ มีศักดิ์ศรี มีเกียรติภูมิ สงบ มั่นคง และร่ำรวย อย่างไทยนี่อาจจะถือว่าจนสุดแล้วในบรรดาประเทศ kingdom ทั้งหลาย แต่ถ้าเทียบกับประเทศประธานาธิบดีทั้งหลายรอบบ้านเรานะ พม่า ลาว เวียตนาม ฟิลิปปินส์ อินโด ติมอร์ บังคลา ดูๆแล้ว เรารวยกว่าเยอะ ส่วนที่รวยกว่าเราก็มี มาเลย์ บรูไน สิงคโปร์ มีสิงคโปรประเทศเดียวที่เป็นประธานาธิบดี แต่สิงคโปร์นี่ดูๆไปปกครองคล้ายๆกษัตริย์ มีสืบราชสมบัติได้ด้วย อิอิอิ เอ่อประเทศที่เหลือ สองประเทศนั่นก็มีกษัตริย์ ดูแล้ว เป็นกษัตริย์หรือประธานาธิบดี มันก็ไม่เห็นเกี่ยวเลยว่าจะทำให้ประเทศเจริญขึ้นหรือเลวลง มันทำให้รวยกว่าด้วยซ้ำ แต่จริงๆแล้วมันสะท้อน ความเป็นตัวตนของชาตินั้นๆมากกว่า ประเทศที่มีกษัตริย์จะมีวัฒนธรรมที่เข้มแข็งกว่า น่าภูมิใจมากกว่า มีจำนวนน้อยกว่า ทำให้โดดเด่นกว่า ประเทศมีกษัตริย์ด้วยกันก็มีเกียรติภูมิสูงๆ น่าภูมิใจกันทั้งนั้น เรามีดีอยู่แล้ว จะไปเลียนแบบพวกไร้ประวัติศาสตร์ ไร้เอกลักษณ์ เป็นประเทศดาดๆ พื้นๆ หาที่ไหนก็ได้ไปทำไม ของดีเรามีอยู่ เราช่วยกันสืบทอด ต่อไปไว้ชั่วลูกชั่วหลานมิดีกว่าหรือ จะไปรับใช้พวกทะเยอทะยาน เหิมเกริม อยากเป็นประธานาธิบดีทำไม มันก็ดีแต่หลอกลวง มอมเมาผู้คน ทำมาบอก ดียังงั้น ดียังงี้ เท่าเทียม เสรีภาพ ที่แท้ก็ บ้าอยากได้ตำแหน่ง บ้าอำนาจ ถ้าดีจริงมันก็ย้ายไปอยู่ประเทศพวกนั้นสิ มีขรมถมถืดไป เห็นยากจนกันทั้งนั้น รอบๆบ้านเราเนี่ย อิอิอิ

แมวดำ

เห็นด้วยกับแมงมั่วสุดๆครับ มีมากี่รัฐบาลก็เหมือนกัน มีจุดดีจุดด้อยมากกว่ากันไม่เท่าไหร่ ปัญหาของเมืองไทยอยู่ที่นักการเมืองและชนชั้นปกครองที่ใช้ "ประชาธิปไตย" เป็นสิ่งบังหน้า ใช้อำนาจที่ชื่อได้ว่ามาจากความถูกต้อง แล้วมาออกกฏหมาย ล้มล้างกฏหมายเพื่อประโยชน์ตนเองและพักพวก ไม่ว่าจะกี่สมัยการกระจายอำนาจในการบริหารและจัดการกระทำโดยผิวเผิน นี่เป็นคำถามที่ผมก็ถามมานานแล้ว ปัญหารากฐานมันสั่งสมมานานมากแล้ว แต่ผมเชื่อว่าวันนึงทุกอย่างมันจะดีขึ้น ดีใจที่ตอนนี้คนออกมาต่อสู้ และวิพากษ์วิจารณ์ แม้ความเห็นจะไม่ตรงกันแต่ก็ทำให้เกิดกระแสความเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยมีมาก่อน เวลา 78 ปีน่ะถ้าเทียบกับประเทศอื่นที่ประชาธิปไตยพัฒนาแล้วยังถือว่าน้อยมาก อังฤษมีมาประมาณ 800 ปีแล้วมั้งทุกวันนี้ก็ยังพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ สู้ต่อไปครับไม่ว่าจะชนชั้นไหน แต่ขอให้สู้อย่างเปิดใจ รับฟังความเห็นของอีกฝ่ายบ้าง สู้กันด้วยเหตุผลและยอมรับในสิ่งที่ผิดพลาด เอาพวกหน้าด้านโกงกินออกไป พยายามผลักดันเลือดใหม่ นักการเมืองทางเลือกใหม่ให้เข้ามามีโอกาสเปลี่ยนวิถีการเมืองไทยบ้าง ทุกวันนี้ผมขี้เกียจไปเลือกตั้งเพราะมีแต่พวกเดิมๆ ไม่อยากจะเลือก แต่ก็ต้องเลือกเพราะเป็น "หน้าที่" เปลี่ยนพรรคการเมืองกันอยู่นั่นแหละ ย้ายไปย้ายมา ย้ายจนปวดหัว ถ้าโละออกไปได้สักครึ่งก็คงดี

Correct History Important

We all agree that the existing system hinders the progress of the country. It is absolutely wrong that one family has all the power. Absolute power corrupts absolutely as we now witness with the current situation.

The country is unhappy with the situation. We cannot talk about the affairs of the country which affects our lives. Our votes have no meaning. We have incapable and opportunistic government. Our gross domestic products is minus four point five percent (4.5%), export sector is in decline to minus one percent (-1%), unemployment is getting close to two hundred thousands (200,000 people unemployed). Tourist industry is in sharp decline because there is no law in Thailand to guarantee safety. There is no justice. Good people cannot live in Thailand. No peace in the country because the government is illegitimate.

The country has the intention to change to a new system. The end of monarchy in Thailand was predicted as all Thais know. We grew up with this knowledge that the monarchy system will be ended at rama 9. Thus, it is healthy we discuss about the better future.

In order to solve a problem, we must analyze the problem scientifically based on facts. I propose some thoughts to the current debate.

1. Rama I was an Arab laborer immigrant, arrived Siam in SuratThani province. So can we cut off the made up story about slave?

2. The English lady, Anna, arrived in Thailand and taught the Chakri how to read and write, how to dress like an European by wearing shoes and shirts. The Chakri of course do not want Thais to know this fact so prohibit the film "Anna and I" to be shown in Thailand. Can we wake up to reality about rama V ? It is pathetic to see Thais keep worship the horse and rama V statue which was transported from London.

3. Stateman Pridi Banomyong was the person who drafted the Thai constitution. He was studying in Paris, France. Thai constitution was based on the French one.

Analysis must be based on fact, don't you agree?

บางกอก

ถึงคห.๑๔-๑๙ บทความที่เอามาลงไว้เขียนได้ดีครับ ผมเห็นด้วยในมุมมองส่วนนี้ และจะติดตามต่อไป...บก.ประชาไทไม่ขอลากมาลงบ้างหรือครับ พักนี้กร่อยสนิทเลยครับทั้งเวป..

นักรบประชาธิปไตย

เห็นความคิดเห็นหลายๆคนแล้วมัน เอียน...อยากจะอ้วก!!! ไม่รู้เกิดมาเพื่อหลับหูหลับตาเชื่อ
หรือถูกฝังหัวมาแต่เกิดโดยคิดอะไรไม่เป็น ถามหน่อยเถอะจะมีอะไรสำคัญอีกมั๊ยถ้า ถ้าทุกคน
มีโอกาสที่เท่าเทียมกันเสมอภาค ภารดารภาพแล้ว รัฐให้การสนับสนุนทุกคนเท่าเทียมกัน
เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นระบบไหนอย่างไรไม่สำคัญเท่า การยึกหลักการประชาธิปไตยในทุกภาคส่วน ระบบมันจะพัฒนาไปตามครรลองของมันเอง ไม่เห็นต้องมาเดือดร้อนอะไรกันนักหนา ว่าระบบ
การบริหารประเทศจะเป็นอะไร เพราะ 70 กว่าปีนี้ก็พิสูจน์แล้วว่าไม่มีประชาธิปไตยจริงๆ มันถึง
ทำให้ประเทศไทยไม่ไปไหนเสียที ให้ประเทศในภูมิภาคแซงหน้าเราไปประเทศแล้วประเทศเล่า
ต่อไปลาวคงเป็นพี่เปิ้มของไทยไปอีกประเทศล่ะมั่ง ถ้ากลุ่มคนไทยบางกลุ่มยังคิดจะกลับไปนับถือ ภูติผี ปีศาจ เทวดา เทพเจ้า อะไรเทือกนั้น คงไม่ผิดไปจากที่คิดแน่นอน

love

คืดได้ไง
เรามีองค์กษัตรย์
ผมรักพ่อหลวงคับ

rukkrun

ผมรักในหลวง
ไม่เอาประธานาธิบดี

อิอิอิ เฮ้อออออออออ..

คห 27 มึงก็ย้ายไปอยู่ฟิลิปินส์สิ เขาเตรียมประธานาธิบดีไว้ให้มึงแล้ว ไม่ต้องเสียเลือดเนื้อด้วย แต่ถ้ามึงคิดล้มล้างระบอบของไทย มึงก็ต้องทำสงคราม มันบาป จะฆ่ากันทำไม ในเมื่อมีทางเลือกอื่นๆอีก มึงก็ได้พูดภาษาอังกฤษ สมใจพวกมึงด้วย ได้เป็นสากล ไม่ต้องมีวัฒนธรรมไทย หน้าตาก็เหมือนกันไม่มีใครเขาสนหรอกมึงคนไทยคนฟิลิปินส์ ก็ฝรั่งมันยังมาอยู่บ้านเราได้ตั้งเยอะแยะ ขนาดหน้าตาไม่เหมือนเราซักเท่าไหร่ ไปดูตามบ้านนอกในอีสานในภาคเหนือได้เลย เจอแทบทุกที่ เดี๋ยวนี้เขาโลกกาภิวัฒน์แล้วโว้ย ชอบแบบไหนก็ไปอยู่ที่นั่นซี ไม่มีปัญญาจะไปอยู่ที่ๆตัวเองชอบ แต่เสือกมีปัญญาสร้างความแตกแยก สร้างสรรเหลือเกิน ไอ้พวกนรกเอ๊ย อิอิอิ กร๊ากกก กั่กกๆๆๆๆๆ อิอิอิ

ทัพไทย

ถึง คห.27 ถ้ารัฐไม่โกงบ้านกินเมืองป่านนี้ชาติไปถึงไหนแล้ว??? ส่วนความรู้มันอยู่ที่ความคิดมุมมองของแต่ละคน...การอวดอ้างตนเองฉลาด...กุรู้ไปหมด มันก็ฉลาดนะ แต่ในกะลาของตัวเอง มองรอบๆตัวเยอะๆฟังคนอื่นแล้วคิดสักนิด
ส่วนภูติผีปิศาจ การเชื่อก็ไม่ผิดหรอกมั๊ง ต้องไปถามคนทรงเจ้ามูลแม้ว อิอิอิอิอิอิอิ

The Red

แม้แผ่นฟ้าจะถล่ม แผ่นดินจะทลาย
ด้วยเกียรติของข้า ฯ ข้า ฯ ขอสัญญาว่า ข้า ฯ จะ

"รักในหลวง ห่วงทักษิณ ตราบสิ้นลมหายใจ"

เสื้อแดงจงเจริญ !!!
เสื้อแดงจงเข้มแข็ง เกรียงไกร !!!
ประชาธิปไตยประชาชน จงเจริญ !!!

a

ประมุขสำนักโจรโพกผ้าเหลือง ท่องคาถาเป็น แต่ไม่เคยเลื่อมใสระบบประชาธิปไตย หนำซ้ำยังบ่อนแซะ ทำลาย ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ไม่ว่าทางสันติหรือทางเหี้ยมโหด ไม่นานเกินรอ มันจะกระเด็นหลุดจากอำนาจ เหมือนขุนโจรเคลมลิน ขุนโจรเอเธน ขุนโจรเทหราน หรือขุนโจรกัตมันฎุ

เชื่อเท๊อะ

ประชาชนไทยทุกคนเคารพเทิดทูนในหลวงและราชวงศ์ทุกพระองค์

คนไทยค่อนประเทศรักใคร่ใหลหลงนโยบายประชานิยมของทักษิณ

เชื่อเต๊อะ ไม่งั้นลองประชามติดูก็ได้ ชัวร์ ไม่มั่วนิ่ม ร้อยเปอร์เซ็นแน่

The Other ตัวจริงแท้ แน่นอน

" รักในหลวง ห่วงลูกหลาน ร่วมกันต้านทักษิณ ตราบสิ้นลมหายใจ "

แมวดำ

ผมก็รักในหลวงครับ แแต่ท่านไม่ใช่เทวดา เป็นคนเหมือนผมและคุณ อาจเคยทำผิดแต่ท่านก็ทำความดีไว้มากมายเหมือนกัน คนบางคนชอบหาว่าผมแก้ตัวแทนในหลวง แต่ม่นึกดูไม่น่าเห็นใจเหรอครับ จะไปยิ้มออกได้ยังงัยเกิดมาเป็นเจ้าของประเทศในยุคมีการเปลี่ยนแปลง (คนเราเลือกเกิดได้เหรอ) อยู่เมืองนอกมีความสุขดีๆก็มีคนเอากลับมาเมืองไทย แล้วใช้ (มีทั้งใช้ตรงๆและหลอกใช้ เอาชื่อไปใช้) อยู่ในวังวนอุบาทว์ที่แก่งแย่งชิงดีชิงอำนาจ ตัวเองเป็นกษัตริย์ก็ต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของตนเองและครอบครัวครอบครัวเหมือนกัน (อันนี้ผมคิดเอาเอง แค่ลองนึกว่าถ้าตัวเองอยู่ตรงจุดนั้นตั้งรับมือสถานการณ์ยังงัย ทั้งทหาร ชนชั้นสูง นักการเมือง อำนาจไม่ได้อยู่ที่ท่านเบ็ดเสร็จสักหน่อย โดนยึดไปนานมากแล้ว) แม้คนในครอบครัวจะไม่ดี ทำผิดก็ยังเป็นเมียเป็นลูก ในหลวงเป็นตัวแปรทางการเมืองตัวหนึ่ง เป็นหมากการเมืองตัวหนึ่งที่สำคัญ ผมเข้าใจ แต่เชื่อว่าท่านก็ยังเป็นกษัตริย์ที่ถือว่าดี แม้จะไม่เพอร์เฟค (เพราะเป็นคนเหมือนกัน ไม่ใช่เทวดา) ท่านไม่จำเป็นต้องทำงานดึกดื่นเที่ยงคืนตามโครงการณ์ต่างๆหรอก เสวยสุขอย่างเดียวในวังก็ได้ ทุกวันนี้อายุก็ปูนนี้นแล้ว ก็มีความสุขอยู่กับหมาแมวและ ดู Formular 1 จะอะไรกันนักหนา ผมรักท่านอยากให้ท่านอยู่ (จะอยู่ได้กี่ปีเชียว) แต่ถ้าสิ้นท่านไปผมก็ไม่เอากษัตริย์ใหม่ ความชั่วร้ายในวังมีไม่ใช่น้อย แข่งกันหาอำนาจ เอามีดจ่อคอกันเอง พอครับพอ มีเก้ารัชการก็ได้

fffffffffk

sTRONGLY AGREE WITH NUMBER 36!! 100% YOU ARE SO RIGHT!! BLACK PUSSY!!

5555

รักในหลวง ห่วงลูกหลาน ร่วมต่อต้านเปรมกันเถอะ
รักในหลวง ห่วงทรัพย์สิน ช่วยทักษิณกันเถอะ

รักในหลวง ห่วงเพื่อไทย ช่วยขับไล่ประชาธิปัตย์
............

แมงมั่ว

ประชานาธิปไตยอันมีสถาบันพระมหากษัตริย์ทรงเป็นที่เคารพสูงสุด
หลักการแนวคิดและเหตุผล
หนึ่ง เพื่อปกป้องและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ดำรงอยู่คู่ประเทศไทยตลอดไป
สอง เพื่อดำรงไว้ซึ่งผืนแผ่นดินไทยไม่ให้มีการแบ่งแยก
สาม เพื่อธำรงศาสนาทุกศาสนาให้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชนไทย
สี่ เพื่อเพิ่มเนื้อที่ทางการเมืองแก่ประชาชนอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

ต่อจากบทความครั้งที่แล้ว ความล้มเหลวของรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตย ตามแบบตะวันตกที่ได้นำมาใช้กับประเทศไทย ได้ส่งผลให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมที่สามารถจับต้องได้อย่างชัดเจน ตลอดระยะเวลา 78 ปีที่ผ่านมา อำนาจในการปกครองนั้น ถูกกระจายกันอย่างทั่วถึงด้วยการประนีประนอมระหว่าง ฝ่ายศักดินาเก่า ทหาร และขุนนางใหม่ทางเศรษฐกิจ ต่างกันผลัดชมอำนาจของประชาชน โดยปราศจากการเหลียวแลอย่างจริงจังจากผู้มีอำนาจในการปกครองประเทศ หลายต่อหลายครั้งที่ประชาชนได้โหยหาเสรีภาพ และชีวิตความเป็นอยู่ที่เหมาะสมกับสภาพสังคมไทย และคนที่ไทยแท้จริง แต่ทุกครั้งเมื่อประชาชนได้สัมผัสกับความหอมหวลของประชาธิปไตย ก็ต้องมีอันเป็นไปทุกครั้ง จากการมองของผู้ที่ไม่ต้องการให้ประชาชนไทยนั้น เคยชินกับเสรีภาพที่จนยากจะควบคุม โดยมีมุมมองที่ว่า “ตราบใดที่คนไทยยังไม่มีความคิด ตราบนั้นข้าพเจ้า (ผู้ปกครอง) ก็ยังแสวงหาและเบียดเบียนความสุขจากประชาชนได้อย่างไม่มีขีดจำกัด ถึงแม้ว่า บางครั้งความสุขนั้นอาจจะผลัดเปลี่ยนไปอยู่กับผู้อื่นตามกาลเวลา แต่วันหนึ่งก็จะต้องกลับมาหาข้าพเจ้าอย่างแน่นอน...” ถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่จะต้องมีการเปลี่ยนรูปแบบการเมืองการปกครองอย่างถอนรากถอนโคน เพื่อสร้างและสมานแนวการปกครองของตนเอง โดยไม่ใช่เอาแบบที่ตะวันตก หรือตะวันออก เคยใช้ แล้วนำมาใช้กันทั้งดุ้น โดยไม่มีการปรับให้เข้ากับสมดุลของสังคมไทยและคนไทย

แมงมั่ว

(ต่อ)
จากหลักการแนวคิดและเหตุผลสี่ประการข้างต้น เป็นหนึ่งแนวทางที่ผู้เขียนคิดว่าน่าจะ การใช้คำว่าน่าจะ ดูจะเหมาะสมที่สุดแล้ว สำหรับบทความนี้ เพราะ ผู้เขียนเองก็ไม่มีทางทราบได้ว่า จะมีรูปแบบไหนที่เหมาะสมกับสังคมไทยอีกบ้าง เพราะยังมีนักคิดที่ไม่กล้าจะแสดงความคิดเห็นของตนออกมา เพราะเนื่องจากติดขัดที่ว่า ตนเป็นคนไทย การเมืองเป็นเรื่องของชนชั้นปกครองเป็นเรื่องเจ้า ไม่ใช่เรื่องของไพร่ นี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เราไม่สามารถหารูปแบบการปกครองของตนเองได้อย่างแท้จริง หากคนไทยส่วนมากยังคิดในรูปแบบนี้ ไม่ยอมคิดนอกกรอบเพื่อหาแนวทางให้ชีวิตของตนและสังคมดีขึ้น เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงให้คุณภาพชีวิตของคนไทยทั้งประเทศมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นตามลำดับที่ควรจะเป็น ผู้เขียนขออธิบายรูปแบบการปกครองแบบ ประชานาธิปไตยอันมีสถาบันพระมหากษัตริย์ทรงเป็นที่เคารพสูงสุด โดยของแยกเป็นหัวข้อตามที่กล่าวมาข้างต้น เพื่อให้เห็นจากความเป็นนามธรรมเข้าสู่ความเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้อย่างแท้จริง

แมงมั่ว

(ต่อ)
จากหลักการแนวคิดและเหตุผลข้อที่หนึ่งที่ว่าเพื่อปกป้องและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ดำรงอยู่คู่ประเทศไทยตลอดไป นั้น เป็นแนวคิดที่ปกป้องสถาบันอันเป็นที่รักที่ห่วงแหนของประชาชนไทย ให้รอดพ้นจากการใช้สถาบันเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ทางการเมืองของกลุ่มบุคคลที่หวังดีและไม่หวังดี ตลอดจนเป็นการป้องกันไม่ให้มีมันผู้ใดคิดจะล้มล้างสถาบันกษัตริย์ได้ เดิมที่นั้นก่อนปี 2475 สยามเรานั้นมีการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นเจ้าชีวิต มีพระราชอำนาจเด็ดขาด ไม่มีผู้ใดทักท้วงได้ ทรงสามารถบริการราชการแผ่นดินได้อย่างเบ็ดเสร็จ นี่คือข้อดีของระบบนี้ ที่เหมาะกับสังคมที่ประชาชนยังไม่มีความรู้หรือทักษะในการดำรงชีวิตของตนเอง แต่ข้อเสียของระบบนี้คือ มักจะล่มสลายไปด้วยกาลเวลาของโลกที่มีการเปลี่ยนแปลง อย่างเช่นที่เคยเกิดขึ้นกับหลายๆ ประเทศที่มีสถาบันกษัตริย์ เราเองนั้นคงไม่อยากที่จะให้สถาบันที่เราหวงแหนนั้นถูกทำลายไป หรือสลายไปด้วยตนเอง เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 อำนาจของกษัตริย์ถูกริดรอนเกือบหมดสิ้น จนปัจจุบันนั้นก็แทบจะไม่หลงเหลือ เพียงมีแต่การให้อำนาจที่เป็นนามธรรม เพื่อที่จะหลอกคนไทยและสังคมไทย ให้หลงทางด้วยอำนาจของตัวอักษรเพียงไม่กี่ตัว ว่าพระมหากษัตริย์ยังมีอำนาจอยู่ ซึ่งอำนาจอันเป็นรูปธรรมนี้ได้สูญหายไปตั้งแต่กลุ่มของคณะราษฎรนั้นได้ยึดอำนาจ แต่ในทางนามธรรมอำนาจนี้ได้สะสมมาด้วยบารมี ตลอดรัชสมัยของพระองค์ในปัจจุบัน จนมีบางกลุ่มบางคนบางพวก ที่เห็นประโยชน์จากจุดนี้ นำไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวในทางที่ผิด เมื่อเราทำใจยอมรับได้ว่า ไม่ว่าจะผ่านมากี่เดือนหรือกี่ปี หลายต่อหลายครั้งที่มีการมุ่งหวังการทำลายศัตรูทางการเมือง การใช้สถาบันฯเป็นเครื่องมือในการทำลายคู่ต่อสู้นั้นมักจะได้ผลเป็นอย่างมากในทางปฏิบัติ และก็ทุกครั้งที่สถาบันที่ถูกกล่าวอ้างว่าอยู่เหนือการเมือง ก็มักจะถูกทำให้แปดเปื้อนด้วยกลุ่มบุคคลที่ไม่หวังดีต่อสังคมของไทย ถึงแม้ว่าบางครั้ง สถาบันจะยอมรับว่าตนเองนั้นอยู่เหนือการเมือง แต่บางครั้งก็ต้องลงมาช่วยระงับเหตุทางการเมือง เพราะมีบุคคลพยายามที่จะให้ต้องลงมาด้วยเหตุผลที่ว่า จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายยังไม่ได้ประกอบ ภาพจะไม่สมบูรณ์ แต่สถาบันเองก็ได้ตอบคำถามนี้กับสังคมอย่างชัดเจนว่า “เมื่อสถาบันลงมาแล้วเพื่อแก้ปัญหา จะต้องรีบกลับขึ้นไปอยู่เหนือการเมืองให้เร็วที่สุด”

แมงมั่ว

(ต่อ)
ความต้องการที่จะรักษาสถาบันฯ ของประชาชนนั้น ไม่ต้องมีผู้ใดบอก ทุกคนที่เป็นคนไทยนั้นได้ถูกปลูกฝังให้รัก และเทิดทูนในสถาบันฯ อย่างไม่มีขอบเขตที่จำกัด จนกระทั่งมีการพูดถึงกันบ่อยครั้ง จนทำให้เกิดการบาดหมางใจกัน จนมีการฟ้องร้องกันมากมาย อยากให้ท่านได้ศึกษาเพิ่มเติมในคำว่า The King can do no wrong. จะเข้าใจมากขึ้น เมื่อเราประชาชนไทย จำเป็นที่จะต้องมีสถาบันฯ เราก็ควรที่จะปกป้องและป้องกันเอาไว้แต่เนิ่นๆ เพื่อไม่ให้มันผู้ใดนำสถาบันฯ ไปมุ่งหวังผลประโยชน์ส่วนตัว สถาบันฯนั้น ควรจะแยกตัวออกจากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเสีย เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้มีการนำบทบัญญัติใดๆ มาตีความเพื่อให้เกิดความกระทบกระเทือนต่อสถาบันต่อไปอีก ในอดีตเราจะเห็นได้ว่า มีการพยายาม ใช้บทบัญญัติบางมาตราในรัฐธรรมนูญ มาเป็นใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยมีสถาบันฯเป็นข้ออ้าง และข้ออ้างเหล่านี้มักจะทำให้เกิดความแตกแยกทางการเมือง เป็นอันว่า คำว่าอยู่เหนือการเมืองนั้นเป็นการนำมาใช้เพื่อหวังผลทางการเมืองเป็นครั้งคราวเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว การเมืองการปกครองใหม่ของไทยนั้น ควรหรือยัง ที่จะให้สถาบันนั้นอยู่เหนือทางการเมืองแบบเด็ดขาด มิให้มันผู้ใดนำไปใช้ประโยชน์เพื่อมุ่งหวังทางการเมืองอีกต่อไป

แมงมั่ว

(ต่อ)
เมื่อมาถึงตอนนี้จะเกิดคำถามขึ้นอย่างมากมายจากผู้อ่าน ผู้อ่านคงคิดว่า นี่เป็นการล้มสถาบันทางอ้อมหรือไม่ ขอตอบว่า ไม่อย่างเด็ดขาด หากเราจะดูเอาอย่างประเทศต่างๆ ที่สถาบันกษัตริย์ได้ล่มสลายไป มิใช่เป็นเหตุจากการที่มีการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยหรือ นี่เป็นการป้องกันไม่ให้มีปัญหาเช่นนั้นเกิดขึ้น หรือต้องรอให้ปัญหาเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยมาคิดกัน คำถามต่อมาคือ แล้วบางประเทศทำไมยังมีสถาบันอยู่ได้ ทั้งๆที่เกี่ยวข้องกับการเมืองโดยตรง ต้องเข้าใจว่า การเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศอื่นนั้น เป็นการประนีประนอมในอำนาจระหว่างสถาบันกษัตริย์และประชาชน โดยกษัตริย์ยินดีที่จะสละอำนาจส่วนหนึ่งให้กับประชาชน แต่กษัตริย์ก็ขอสงวนอำนาจส่วนหนึ่งไว้เพื่อรักษาสถาบันของตนให้คงอยู่ต่อไป ซึ่งแตกต่างจากไทย ประชาชนกลุ่มหนึ่งได้ทำการยึดอำนาจมาทั้งหมด และถวายคืนอำนาจให้บางส่วนเท่านั้น ไม่ใช่เป็นการประนีประนอมเฉกเช่นประเทศอื่นๆ แล้วคำถามที่คิดว่าในใจคงจะอยากหาคำตอบมากที่สุด คือ แล้ว สถาบันกษัตริย์จะดำรงอยู่อย่างไรได้ในประเทศ ที่ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับการเมือง จะขอมาตอบในตอนต่อไป เพื่อที่จะเชื่อมโยงไปถึงข้อที่สองให้เห็นภาพที่ชัดเจน

UV1

ประเทศเพื่อนบ้านที่เปลี่ยนระบบกษัตริย์เป็นประมุข ไปสู่ระบบการเลือกตั้งโดยไม่มีประมุขของชาติเรานั้น ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่กษัตริย์ถูกปลดโดย”คนนอก”แทบทั้งสิ้น ไล่มาตั้งแต่อินเดีย มหาราชาถูกอังกฤษขับไล่ เช่นเดียวกับพม่า จีนเองมีราชวงศ์สุดท้ายไม่ใช่ชาวฮั่นแต่เป็นชาวแมนจู เกาหลีถูกญี่ปุ่นยึดครอง เวียดนาม เขมรและลาวไม่ต้องพูดตกเป็นของฝรั่งเศสไม่รู้ใครเสี้ยมใคร จนประชาชนต้องการปลดแอกทั้งเจ้าและต่างชาติ จึงเห็นจีนในรูปแบบสังคมนิยมเป็นทางออก

ลองดูญี่ปุ่นทำไมจักรพรรดิถึงยังต้องอยู่ ทั้งที่สงครามทำใต้นามของจักรพรรดิ มาเลเซียยังคงมีสุลต่านของแต่ละรัฐ อินโดและฟิลิปปินส์อ่อนแอไปตั้งแต่ตกเป็นของใครต่อใคร
แต่พี่ไทย สุดแสนฉลาด มีประวัติศาสตร์แบบหนึ่ง แต่เราไม่เคยภูมิใจในสิ่งที่เรามี เราอยากเป็นแบบสหรัฐอเมริกา 4ปีเป็น ไม่เกิน8ปีเลิก อยากเป็นอินเตอร์ ไปอยู่ที่ไหนก็ได้ที่มีเงินจ่าย

มองย้อนกลับไปดูว่าไอ้ที่เละกันอยู่วันนี้มีรากเหง้ามาจากอะไรกันแน่ อยากจะเอาระบอบใหม่เข้ามา ถ้าจะให้ได้ผลสงสัยต้องเปลี่ยนคนทั้งประเทศ ถ้าเราตกอยู่ในสถานการณ์แบบฝรั่งเศส หรือยุโรปตะวันออกที่แตกตัวจากโซเวียต แบบนั้นแล้วจับให้อยู่ในระเบียบใหม่ นั่นแหละจะสำเร็จ

แมวดำ

ประเทศไทยน่ะไม่แตกง่ายๆหรอกถึงจะไม่มีระบบกษัตริย์ ถ้าจะแยกดินแดนก็ทางภาคใต้แค่นั้น ถ้าอยากจะออกก็ออกไปสิ เก็บไว้ทำไม ขี้คร้านจะขอกลับมาอยู่ด้วย ติมอร์ตะวันออกน่ะเป็นตัวอย่าง รัฐบาลอินโดนีเซียสมัย ฮาบิบี รู้ดีว่าวันนึงก็ต้องให้เอกราชเพราะประชาคมโลกสนับสนุน แล้วอินโดฯก็กฎขี่ข่มเหงติมอร์ไว้มาก แต่ก็ฉลาด แทนที่จะเก็บไว้เอาเงินไปลงเพื่อพัฒนาแล้วอีกสิบยี่สิบปีค่อยให้เอกราช ถีบออกไปดื้อๆ ทุกวันนี้สภาพติมอร์แย่ยิ่งกว่าจมปลัก สี่จังหวัดภาคใต้คิดให้ดีๆ อยู่กับไทยน่ะดีแล้วอย่าให้พวกแสวงอำนาจปั่นหัวเอาง่ายๆ

คนไทยคนที่2

สหรัฐอเมริกา นั้นต้องบอกว่ามันคือประเทศที่เป็นประชาธิปไตยจริงๆที่สมบูรณ์ ประชาชนเป็นใหญ่จริงๆ
ไม่ใช่เป็นใหญ่แค่ใน รัฐธรรมนูญที่เขียน
ทำไม สหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน รัสเซีย ทั้งๆที่มีจุดร่วมที่เคยมีการปกครองอย่างเดียวกัน นั่นคือระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช
แต่ทว่า เมื่อการพัฒนาการทางด้านความคิด ที่มันได้ตกผลึก จนถึงขนาด เพราะได้ลองผิดลองถูกมานานหลายพันปี และได้ถูกนักคิดนักปรัชญานักปราชญ์ผู้คงแก่เรียน ได้พยายามที่จะค้นหารูปแบบการปกครองที่มันยุติธรรมเป็นธรรมต่อทุกชีวิต ที่เห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ที่เท่าเทียมกัน มันจึงได้ก่อกำเนิดระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยเกิดขึ้น
ระบบการปกครองของสหรัฐ เราจะสามารถเข้าใจได้อย่างชัดเจน เมื่อได้อ่าน คำประกาศ อิสระภาพของสหรัฐ ที่ร่างขึ้นโดยจอห์นอาดัมส์(ต่อมาได้เป็นประธานาธิบดีคนหนึ่ง)
เบนจามินแฟรงคลิน(นักวิทยาศาสตร์ นักคิดนักเขียน ผู้ฝักใฝ่ในเสรีภาพประชาธิปไตย)
ที่ได้กล่าวถึงระบบสมบูรณาญาสิทธิราชอย่างถึงแก่น(หาอ่านในวิกิพีเดียได้สำหรับคำประกาศอิสระภาพของสหรัฐ)
รวมทั้งความที่เป็นนักประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ของนายพลยอร์ช วอชิงตัน ผู้ที่ไม่เคยคิดที่จะเป็นกษัตริย์ แถมยังออกกฏเองว่า ประธานาธิบดี ไม่ควรที่จะสามารถอยู่ในตำแหน่งได้เกินสองสมัยหรือไม่เกิน8ปี นี่เป้นเหตุการณ์เมื่อกว่าสองร้อยปีที่ผ่านมา
ทั้งๆที่ที่ถ้าเป็นเหตุการณ์อย่างเดียวกัน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในยุโรปเช่นฝรั่งเศสที่มีการปฏิวัติล้มราชวงค์บรูบรองในยุคหลุยส์ที่16ซึ่งเกิดทีหลังการก่อกำเนิดของประเทศสหรัฐ
ถึงกระนั้น นโปเลียน ที่สามารถยึดอำนาจได้จากพวกกิลองแดงค์(พวกนี้เป็นพวกหัวหอกที่นำประชาชนฝรั่งเศสล้มราชวงค์บรูบรองค์ลง)หลังจากที่เกิดความวุ่นวายอย่างหนักในฝรั่งเศสรวมทั้งสงครามที่ประเทศอื่นๆในยุโรปที่ปกครองโดยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชที่ได้ส่งกองทัพมาบุกฝรั่งเศสเพื่อช่วยพระเจ้าหลุยส์ที่16รวมทั้งพระนางแมรีอังตัวเน็ท
ทำให้นโปเลียนนายร้อยหนุ่มจากเกาะคอร์ชิก้า ที่ได้เลื่อนเป็นนายพลอย่างรวดเร็วเพราะสามารถยันกองทัพอังกฤษเอาไว้ได้
นโปเลียนได้สถาปนาตนเองเป็นจักรพรรดิก็กษัตริย์นั่นแหละ ขณะที่สหรัฐมีประธานาธิบดีแล้ว
เยอรมันระบอบกษัตริย์ต้องหมดสิ้นไป เมื่อเยอรมันแพ้สงครามโลกครั้งที่1
และทำนองเดียวกันกับรัสเซียที่หมดสิ้นไปก่อนสงครามโลกครั้งที่2

คนไทยคนที่2

ในฝรั่งเศส รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา ที่ไม่มีกษัตริย์ แต่ทว่าประเทศเหล่านี้ ต่างก็มีคนทุกศาสนาเท่าที่โลกใบนี้ มีการตั้งศาสนาขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นศาสนาโบราณที่นับถือพระอาทิตย์ที่เรียกชื่อ ว่า เทพ รา
หรือศาสนาโบราณอย่างศาสนาโซโรแอสเตอร์ที่นับถือไฟ
ศาสนาฮิบบรูหรือยูดาย ที่เก่าแก่กว่าศาสนาพุทธคริสต์อิสลามนับพันปี
ศาสนาคริสต์ไม่ว่าจะนิกายแคธอริค โปรแตสแต๊นท์ พวกเอมิชที่เคร่งแบบดั้งเดิม
พวกบุตรพระเจ้า9ล
ศาสนาฮินดู ศาสนาซิกต์ ศาสนาเต๋า (ที่เคารพบูชาบรรพชนที่มีผู้เผยแพร่ที่สำคัญคือเล่าจื๊อ
ขงจื๊อ9ล9)
ศาสนาอิสลามไม่ว่าจะนิกายซุนหนี่ ชิอะห์หรือนิกายย่อยที่เคร่งครัด
ศาสนาพุทธไม่ว่าจะหินยานมหายานทั้งแบบทิเบตแบบจีน
ศาสนาเชนทร์ 9ล9
ต่างก็พากันอยู่อาศัยอย่างสงบสุข เคารพซึ่งกันและกัน
แต่ทว่า คนต่างศาสนาเหล่านั้น รวมทั้งคนที่ไม่มีศาสนา(มีเป็นจำนวนมากส่วนใหญ่เป็นนักวิทยาศาสตร์) ต่างก็มีศูนย์รวมจิตใจเดียวกัน นั่นคือ ความเป็นชาติความมีสิทธิเสรีภาพ
หรือเป็นพลเมืองของประเทศนั้นๆเช่น สหรัฐ ฝรั่งเศส หรือรัสเซีย
เราจะพบว่าประเทศเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ ออสเตรเลีย ฝรั่้งเศส รัสเซีย9ล9 ต่างให้ความสาำคัญ ความปลอดภัยของประชาชนของเขาอย่างสูงสุด ไม่ใช่ปล่อยตามเวรตามกรรมหรือตามยถากรรม
ดังดุได้จาก การที่รัฐบาลประชาธิปไตยเหล่านี้ต่างพากันเตือนถึงความไม่ปลอดภัยให้กับประชาชนของตนถ้าหากจะเดินทางไปในที่ต่างๆที่อันตราย รวมทั้งคอยช่วยเหลืออย่างจริงจังเมื่อประชาชนของตนถูกจับ ไม่ว่าจะถูกจับไปเรียกค่าไถ่ ถูกจับไปเป็นตัวประกัน
อย่้างกรณีที่ผู้ก่อการร้ายได้จี้แล้วระเบิดเครื่องบินพาณิชย์ทิ้งที่ลิเคอร์บี้ รัฐบาลประชาธิปไตยอย่างสหรัฐ กัดไม่ปล่อย จนกว่าคนร้ายต้องยอมชดใช้ ให้กับประชาชนของเขา

ปัญญา รุ่งทอง

ขอแจมด้วยคน
"รักในหลวง ห่วงลูกหลาน จะขอต่อต้านเปรมไปจนวันตาย

คนอ่าน

ระบอบการปกครองของไทยในปัจจุบันนี้ดีอยู่แล้ว แต่นักกการเมืองไทยเห็นแก่ตัว พวกพ้องและผลประโยชน์ ขาดคุณธรรมและจริยธรรม มุ่งแต่จะโกงกิน จึงทำให้การเมืองไทยไม่พัฒนา สรุปแล้วมันอยู่ที่คนที่เป็นนักการเมือง เหมือนกับกฎหมายของไทยเราก็ดีอยู่แล้ว แต่ผู้มีหน้าที่รักษากฎหมายไม่ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา กฎหมายจึงอ่อนแอ

คนไทยคนที่2

ในสมัยยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่1 ทั่วโลกล้่วนใช้การปกครองในระบอบกษัตริย์ และแน่นอน
สงครามก็ได้เกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้า ถึงแม้นว่าสงครามนั้นๆจะไม่ได้ขยายเต็มรูปแบบแบบสงครามโลก แต่ทว่าก็เป็นสงครามภายในทวีป อย่างเช่นของยุโรปก็มีสงครามดอกกุหลาบ ที่กินเวลานานต่อเนื่องติดต่อกันนับร้อยปี แม้นในอาฟริกา เอเซีย ล้วนเป็นอย่างเดียวกัน
ไม่แย่งชิงสมบัติชิงบัลลังก์ฆ่ากันเองลุงฆ่าหลาน ลูกฆ่าพ่อ หลานฆ่าลุง ชู้ฆ่าสามี
ก็ทำสงครามขยายอาณาเขต ทั้งหมดนี้ล้วนเกิดจากฝีมือของการปกครองแบบกษัตริย์ทั้งสิ้น
ประชาชนไม่มีส่วนตัดสินใจแต่อย่างใด สภาขุนนาง ไม่มีส่วนร่วมคิด มีแต่รับทราบ
ว่า ข้าจะเอาของข้าอย่างนี้ ใครตามข้าอยู่ ใครขวางข้าตาย
จะว่าพวกกษัตริย์มีคุณธรรมเหนือกว่าประชาชนพลเมือง มันคงไม่จริง คำกล่าวอ้างนี้เลื่อนลอย
นั่นเพราะประวัติศาสตร์ มันได้บันทึกเอาไว้ชัดเจน
ไม่งั้นมันคงไม่มีประวัติที่กษัตริย์สั่งฆ่าเมียตนเองเพื่อแต่งงานใหม่าอย่างเฮนรี่ที่8
หรือ พวกกษัตริย์ที่เห็นเมียลูกสาวใครสวยก็สั่งให้แย่งชิงเอามาทำเมียน้อย ที่บางทีมีเป็นฮาเร็ม บางทีถึงขั้นยกไพร่พลไปกวาดต้อนไล่ฆ่าแย่งชิงทรัพย์สมบัติจากต่างชาติกันดื้อๆ
มันแตกต่างอะไรจากโจรปล้น สิ่งเหล่านี้เราพบตั้งแต่ยุคในคำภีร์ไบเบิ้ล ดิโอลด์เทสทาเม็นต์
จากบันทึกของแผ่นปาปิรัสในอิยิปต์ จากบันทึกของนักปราชญ์ชาวกรีก ในเรื่องสงครามกรุงทรอย เรื่อยมาจนถึงยุคของอเล็กซานเดอร์มหาราชยุคบาบิโลนยุคเปอร์เซีย,จิ๋นซีผู้ฆ่าคนเล่นเป็นผักปลาผู้สร้างกำแพงเมืองจีนยุคโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ มาถึงยุคของเจงกิสข่านจ้าวปัถพี
และเรื่อยมาจนถึงยุคของตระกูลเมดิซี่ ยุคของเสปญ จนถึงยุคควีนอาลิซาเบทที่1 ยุคของออตโต้มันเติรก ไล่มาจนถึงยุคสงครามโลกครั้งที่1 สรุปสั้นๆ พวกกษัตริย์ล้วนไล่ปล้นไล่ฆ่าไม่ฆ่ากันเองก็ไล่ฆ่าคนอื่น เพื่อแย่งชิง สิ่งที่เราเรียกว่า ความมั่งคั่งแห่งประชาชาติ เพื่อเอามา
สนองตนเอง
แต่ทว่ากษัตริย์เหล่านั้นก็ยังดีตรงที่เมื่อใช้สิ่งที่เรียกว่าพระราชอำนาจ กษัตริย์เหล่านั้นรับผิดชอบต่อพระราชอำนาจที่ตนใช้ ชึ่งนั่นหลายครั้งหมายถึงชีวิตรวมทั้งบัลลังก์หรือแม้นกระทั่งประเทศชาติ ที่ต้องสูญเสียคือสิ้นชาติ
และสิ่งที่ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นนี่เองพวกคนโบราณที่เป็นปราชญ์จึงพยายามที่จะให้คำสอนในสิ่งที่เรียกว่าคุณธรรม10ประการ ที่กษัตริย์ควรมี

มดแดง

คนที่ด่านักการเมืองว่าไม่ดี.....แบบนี้เรายกเลิกมีนักการเมืองดีใหมครับ....เอาแบบพ่อปกครองลูกก็ได้......หากเปิดใจว่านักการเมืองก็มีทั้งดีและชั่ว ก็หาวิธีกำจัดหรือออกแบบระบบที่คัดกรองซิครับ.......ผมเชื่อว่าพวกเราช่วยกันเลือกผู้นำและกำจัดคัดกรองกันได้เองในระยะเวลาที่ออกแบบไว้ครับ.....เราไม่ต้องการให้ใครคนใดคนหนึ่งมาชี้นำตัดสินทุกอย่างในชีวิตของพวกเรา

คนไทยคนที่2

การปกครอง โดยรัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน นั้น มันคือสิ่งที่แฟร์ที่สุด และมันทำให้เกิดสงครามได้น้อยที่สุด และการที่จะก่อสงคราม ก็ต้องมีการประชุมแล้วประชุมอีก ต้องมีการขอรับคำรับรองจากรัฐสภา ไม่ใช่ที่อยู่ๆจะสามารถ สั่งการได้ง่ายๆ
และยิ่งเมื่อที่จะทำการใช้อาวุธมหาประลัย อย่างระเบิดปรมาณู ตัวประธานาธิบดี ไม่สามารถที่จะคิดโดยพละการ จะทิ้งที่ไหน ต้องใช้คณะเสนาธิการทหารมาประเมินถึงคุณค่าทางยุทธศาสตร์
ต้องใช้นักประวัติศาสตรืนักโบราณคดี ที่มาให้ความคิดเห็น ว่าเมืองที่จะโดนทิ้งระเบิดมหากาฬเข้าใส่นั้นมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญหรือไม่ มีคุณค่าต่อมนุึษยชาติเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญต่อโลกหรือไม่ สมควรที่จะถูกเก็บเอาไว้หรือละเว้นไำม่ควรที่จะแตะต้อง
เกียวโต รอดพ้นจากการถุกตกเป็นเหยื่อของระเบิดปรมาณูนั่นเพราะนักประวัติศาสตร์นักโบราณคดีของสหรัฐได้ห้ามประธานาธิบดีทรูแมนเอาไว้ ด้วยเห็นว่ามันคือเมืองที่มีคุณค่าที่สำคัญทางประวัติศาสตร์เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม
นี่คือความดีของระบอบประชาธิปไตย
ถ้าหากเป็นระบอบกษัตริย์ละก็ ไม่เหลือ เพราะดังดูจากคำพูดของเจงกิสข่าน ที่ว่า
ข้าจะฆ่าเจ้า ฆ่าจะฆ่าลูกชายของเจ้าข้าจะฆ่าผู้ชายในประเทศของเจ้าให้หมดสิ้น ฆ่าจะจับลูกสาวและเมียของเจ้ามาเป็นของข้าแล้วขายไปเป็นทาส ข้าจะเผาทำลายบ้านเมืองของเจ้า
เผาทำลายที่ดินของพวกเจ้าจนไม่สามารถที่จะเพาะปลูกพืชที่ทำอาหารได้ ข้าจะเปลี่ยนประเทศของเจ้าให้กลายเป็นทุ่งหญ้าสำหรับเลี้ยงม้าศึกของข้า ซึ่งเจงกิสข่าน ทำจริงๆ
ระบอบประชาธิปไตย นั้นมีการเลือกตัวผู้บริหาร ผู้บริหารไม่สามารถส่งผ่านสืบทอดโดยสายเลือด ไม่มีใครนั่งอยู่ในตำแหน่งจนตายคาเก้าอี้(ยกเว้นถุกลอบสังหาร)
ประชาชนมีสิทธิออกเสียงเลือกประชาชนมีสิทธิเสนอตนเองให้คนอื่นเลือก
ต้องยอมรับความจริงว่า มนุษย์เราไม่มีทางเพอร์เฟ็ค มันต้องมีทั้งดีและชั่วอยู่ในทุกตัวคน
แต่ทว่าก็ต้องให้โอกาส และระบอบประชาธิปไตยนั้นให้โอกาส
ถ้าเราเห็นว่า เขาเลวในอนาคตก็อย่าไปเลือกเมื่อหมดวาระ แถมดำเนินคดีจับลงโทษ
การติดสินบนซื้อสิทธิขายเสียงนั้น มันไม่สามารถดำรงค์อยู่ได้นานมันจะหมดไป เมื่อการเลือกตั้งผ่านไปติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง
ไม่ใช่เอะอะมาล้มกระดาน พอประชาธิปไตยทำท่าจะเดินก็เตะตัดขาให้ล้มลงแล้วก็โทษว่า นักการเมืองมันไม่ดี ซึ่งจริงๆแล้ว ใครที่ไม่ด

X-คลูสีฟ

แปลกนะ!....คนที่ทำร้าย ย่ำยี เอาเปรียบ"คนไทย"ตัวจริง คือ"โคตรเหง้านักธุรกิจการเมือง"พวกคุณกลับมองข้าม ไม่ประณาม ไม่คว่ำบาตร ไม่คิดกำจัดทิ้ง ไม่แตะต้อง..พวกคุณก็รู้ ใครเอาเปรียบ กินแรง คนไทยตาดำๆ ใครที่เล่นแร่แปรธาตุนโยบายพัฒนาประเทศโดยอ้างประชาชนทุกเมื่อเชื่อวัน ผันงบประมาณเหล่านั้นเข้ากระเป๋าตนเองอย่างไร้ยางอาย พวกคุณกลับไม่ประณามหรือต่อต้านนักการเมืองที่อาศัยหมากกลทางทางการเมือง มากอบโกย โกงกินประเทศจนผุกร่อนจนถึงทุกวันนี้ คุณไม่รับรู้เลยหรือว่า กี่ร้อย กี่พัน กี่หมื่น กี่แสนล้านที่นักการเมือง"สูบกิน"จากทรัพยากรของเรา จากพวกเราไป...หลากหลาย บทความ วาทกรรมที่นักวิชาการ(อีแอบ) สรรสร้างตั้งประเด็นขึ้นมา เหมือนโยนหินถามทาง ให้บางเหล่าบางพวกจ้องถล่มเป้าหมายที่(แอบ)ตั้งใจให้ถล่ม หากยังจะโจมตี"กลุ่มชน"ที่พวกคุณเห็นว่า ทำลายชาติ เอาเปรียบประชาชน คุณก็จงทำ!ให้ครบ..อย่าเลือก"พวก" เลือก"ข้าง"..หากคุณอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงจริง คุณต้อง"กำจัดจุดอ่อน"เหล่านั้นให้สิ้นซาก...จุดอ่อนนั้นคือ.ขบวนการคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ...การคอร์รัปชั่นแล้วเสวยสุขบนความทุกข์ของชาติ ของประชาชนอันดับต้นๆคือ นักการเมืองสารเลว-สามานย์..พวกคุณก็รู้ว่ายังมีใครบ้าง...พวกคุณแน่ใจหรือว่า หากวันหนึ่งฟ้าเปลี่ยนสี เกิดมีระบอบการปกครองใหม่แล้ว บ้านเมืองจะสงบสุขร่มเย็น คิดหรือว่าหากโค่นล้มระบอบ"ชนชั้นสูง"(ตามที่พวกคุณชอบอ้าง)ลงได้แล้ว...ชีวิตของคนไทยจะดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่...ตราบใดที่"นักการเมืองชั้นต่ำ"..ต่ำทั้งจริยธรรม คุณธรรม ศีลธรรม ยังมีอยู่ มันจะบันดาล ทุกอย่างที่พวกคุณปรารถนากระนั้นหรือ...ไม่หรอก...อย่าทำเป็นไม่รู้ หรือเลือก"ตี".....ต้อง"ตี"ทุก กลุ่มที่มันสูบกินบ้านเมือง..หากกำจัดนักการเมืองชั่วช้า สารเลว สุดๆสามานย์ เหล่านั้นลงได้สิ้นซาก...จะปกครองระบอบไหน ประชาชนก็เอาทั้งนั้น รวมทั้งผมด้วย....

บางกอก

นับจากราชวงศ์ฉินจนสิ้นสุดราชวงศ์แมนจูเป็นเวลาประมาณสองพันสองร้อยกว่าปี ประเทศจีนมีจักรพรรดิในราชวงศ์ต่างๆกว่าสื่ร้อยพระองค์ ภาระกิจและพระกรณียกิจของทุกพระองค์ถูกบันทึกไว้ชัดเจนเป็นหลักฐาน แม้ว่าการบันทึกนั้นอาจมีไบแอสเบี่ยงเบนไปในแนวทางผู้ชนะเป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์บ้าง แต่ก็สามารถวิเคราะห์ด้วยหลักฐานอื่นประกอบ นักประวัติศาสตร็จีนสรุปไว้ว่า จักรพรรดิ๔๐๐พระองค์นั้น มีประเภทมีความสามารถในการบริหารราชกิจและบ้านเมืองอยู่สิบเปอร์เซนท์ และไร้ความสามารถอยู่สิบเปอร์เซนท์ ที่เหลือเป็นพวกนอกจากชื่อตัวกับลูกเมียข้าบริวารแล้วแทบไม่ทำอะไรให้ได้บันทึกไว้เป็นความดีหรือความชั่วต่อประชาชนในประวัติศาสตร์จีน ข้อน่าสังเกตุก็คือ จักรพรรดิชั้นดีมีความสามาถ๔๐พระองค์นั้น มีอยู่ยี่สิบห้าพระองค์ที่เป็นต้นราชวงศ์ทั้งยี่สิบห้าราชวงศ์นับจากฉินลงมา ไม่มีความสามารถก็ตั้งราชวงศ์ไม่ได้หรอกครับ ดังนั้นจะเหลืออีกแค่สิบห้าพระองค์เท่านั้นที่นักประวัติศาสตร์ยอมรับว่ามีความสามารถด้านการบริหารราชการแผ่นดิน และได้รับการเป็นจักรพรรดิด้วยการสืบสันติวงศ์จากบรรพบุรุษ ซึ่งยังไม่ได้แยกแยะว่าสืบกันมาแบบถูกต้องไม่ถูกต้องอย่างไร...สิบห้าจากสี่ร้อยนี่นับว่าน้อยแล้วนะครับ แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งคือเมื่อมองจากมุมมองของประชาชนชาวจีนเอง โดยสมมติฐานจากสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนที่ได้รับการปรับปรุงดีขึ้นโดยคำสั่งของจักรพรรดิ ความสงบสุขของบ้านเมือง สถานะทางเศรษฐกิจและอำนาจอิทธิพลของจักรวรรดิจีนแล้ว จักรพรรดิระดับมหาราชในดวงใจของคนจีนยิ่งมีน้อยพระองค์ลงไปอีก จะเป็นพระองค์ใดบ้างนั้นความเห็นจะแตกแยกกันบ้างว่าวิเคราะห์กันมุมใด แต่ที่เป็นที่ยอมรับและเห็นชอบนั้นในหมู่ที่ไม่ใช่ต้นราชวงศ์ก็จะเป็น จักรพรรดิที่ครองราชย์ยาวนานหลายสิบปีบ้านเมืองมีสันติสุข หรือบางพระองค์ก็ประกอบกรณียกิจแจ้งช้ดมานานตั้งแต่ก่อนได้ราชบัลลังค์ ประวัติศาสตร์จีนนั้นไม่ค่อยมีจักรพรรดิชั้นดีสืบอำนาจติดต่อกันยกเว้นยุคทองของฮั่นตะวันตกประมาณสองร้อยปี จักรพรรดิจีนระดับ"เอนกนิกรสโมสรสมมติ"นั้นไม่ได้เกิดง่ายๆ เป็นร้อยปีจะมีสักองค์หนึ่ง พอยกตัวอย่างได้ก็เช่นจักรพรรดิหวูแห่งฮั่นตะวันตก ถังไทจงราชวงศ์ถัง หย่งเล่อราชวงศ์เหม็ง คังฮีราชวงศ์แมนจู สี่องค์นี้ห่างกันหลายร้อยปึ เกิดเป็นคนไทยในยุคในหลวงพระองค์นี้ก็เป็นบุญอันใหญ่หลวงแล้ว เพื่อนร่วมชาติทุกคนควรตระหนักกันไว้บ้าง..

คนไทยคนที่2

บางคนคิดว่าทำไมไม่ตีนักธุรกิจการเมืองที่จริงแล้ว ไม่ใช่ ไม่ ่ได้ตีใครเป็นการเจาะจง แต่กำลังเอาความจริงมาพูด ที่มันเกิดขึ้นทั่วโลก ตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์
นิตยสารฟอร์บส์ ได้เปิดเผยความจริงที่น่าขนลุก
นั่นคือการเปิดเผยแอคเค้าแทบบิลลิตี้พรอพเพอตี้หรือความมั่งคั่งของตระูลต่างๆที่ร่ำรวยในโลก อย่างเป็นระบบ รวมทั้งอภิมหาเศรษฐีของแต่ละประเทศว่ามีตระกูลใดบ้าง
ของไทยเราก็ได้รับเกียรติในการประเมินด้วย
อภิมหาเศรษฐีของไทย40ตระกูล จงไปดูรายชื่อซิ ว่ามันคือนักธุรกิจการเมืองหรือเปล่า
จงดูซิว่าพวกเหล่านี้ ส่วนใหญ่ ล้วนเป็นตระกูลดั้งเดิมที่ผูกขาด มาตั้งแต่อดีต(นับย้อนถอยหลังไป60ปีเพราะนานกว่านั้นประเมินยากเพราะการบันทึกมีน้อยมากและไม่เป็นระบบ)ใช่้หรือไม่
ส่วนมากพวกนี้ เข้าสู่วงการเมืองตรงๆหรือไม่
เปล่าเลย ทว่าไปไกลกว่านั้น
การที่จะมีมหาเศรษฐีมาลงสมัครรับเลือกตั้ง มันจะยิ่งดีเสียอีก เพราะนั่นแปลว่า เขาเริ่มเข้าใจในระบอบประชาธิปไตย
อภิมหาเศรษฐีของโลกในอดีตอย่าง จอห์นดีรอคกี้เฟลเล่อร์(ตระกูลนี้ ประเทศไทยยังเคยขอรับเงินบริจาคและความช่วยเหลือจากตระกูลรอคกี้เฟลเล่อร์นานนับหลายทศวรรรษ)
เขาได้เข้าสู่วงการเมืองและได้เป็นรองประธานาธิบดี ซึ่งมันก็แค่นั้น ไม่ได้สามารถไปทำให้มีการบิดเบี้ยว ทำให้พวกรอคกี้เฟลเล่อร์รวยขึ้น แถมรอคกี้เฟลเล่อร์ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ
ในด้านการเมือง
ประเทศไทยก็เช่นกัน ประชาธิปไตย ไม่ใช่การผูกขาดของคนชั้นกลาง คนยากจน คนชั้นสูง
แต่ทว่ามันหมายถึงคนทุกชั้นต่างหากที่สามารถเข้ามามีส่วนร่วมกันได้ด้วยวันแมนวันโวต
ไอ้คำนักธุรกิจการเมือง มันก็คือคำที่เน่าๆ ของพวกที่มีความคิดที่เน่าๆ พวกที่จิตใจมันคับแคบ พวกหน้าด้าน ที่เมื่อต่อสู้กันทางด้านความคิด ต่อสู้ทางด้านการบรืหาร ต่อสู้ทางด้านการแก้ไขปัญหาความยากจน ต่อสู้ทางด้านการเพิ่มคุณภาพชีวิต เมื่อสู้เขาไม่ได้ ก้เลยมักใช้วาทะกรรมและการประดิษฐ์ประดอยคำพูดที่เน่าๆออกมาหลอกลวงผู้คน
จงมองสภาพความเป็นจริงของสังคมที่มันได้เกิดขึ้นจริงๆ มองอย่างรอบด้านทุกมิติทางสังคม
แล้วจึงจะพบความจริง ว่า อะไรคือตัวการที่ก่อปัญหาที่ฝังรากลึกของประเทศนี้
ทั้งๆที่ประเทศนี้ ได้ผลาญทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไปจนแทบหมดสิ้น
แต่ทว่า ความเหลื่อล้ำต่ำสูงทางสังคมก็ยังแตกต่างกันแบบชนิดที่ไม่อาจที่จะยอมรับได้

X-คลูสีฟ

เคารพในความเห็นและความรอบรู้ของ"คุณคนไทยคนที่2"อย่างจริงใจ....แต่ก็เห็นต่างได้ ผมชอบติดตามทุกความเห็น(แม้จะต่าง)ที่แสดงออกด้วยเหตุและผลอย่างสร้างสรร...แน่นอน 100คน ก็100ความคิด...ไม่แปลก!ผมยังยืนยันในความเห็นของผมว่ามีส่วนถูก..."เหลือบตัวจริง"คือนักการเมืองชั่วๆทุกระดับ...มันพูดง่ายครับ ว่าถ้าไม่ดีก็อย่าเลือกเข้ามา...แต่ดูบริบทสังคมไทยสิครับ ทั้งกดขี่ ชี้นำ หลอกล่อด้วยอาหาร"จานด่วน"..ประชานิยม....ที่ยังรอการแบมือขอจากผู้(ถูกตราหน้าว่า..ด้อยโอกาส)คนหาเช้ากินค่ำ....เศษงบประมาณของ อบต อบจ เทศบาล กลุ่มการเมือง พรรคการเมืองที่จัดสรรมาช่วยเหลือ(เป็นครั้งคราว)แก่ชาวบ้านเพื่อหวังผลทางการเมือง ไม่เท่ากับ งบก้อนใหญ่ที่ถูกสูบกินอย่างเป็นขบวนการ เอาอะไรมาให้ มาแจก เขาก็เอา ชาวบ้านไม่เคยตรวจสอบว่า ให้เขาเต็มๆอย่างที่งบประมาณอนุมัติมาให้หรือเปล่า..ของคุณภาพต่ำ ของเน่าเสีย....เอามาย้อมแมวแจก....ชะตากรรมของชาวบ้านที่หลุด(มาบ้าง)จากนักปกครอง-ข้าราชการศักดินา กลับมาเจอนักการเมืองระบบครอบครัว มีที่ปรึกษาเป็นอาตี๋ อาเจ๊ อาซ้อฯ หรือ..ลิ่วล้อ สจ.ในก๊วนหน้าเนื้อใจเสือมาบริหารจัดการ...เรียกว่า..หนีเสือมาปะจระเข้.. ทำนองนั้น นี่คือตัวอย่างระดับภูมิภาคครับ ระดับชาติยิ่งหนักเข้าไปอีก...นักการเมืองที่มีชื่อเสียง(ชั่วๆ)ทั้งตัวเอง บริวารรอบข้าง ล้วนแสวงหาผลประโยชน์จากทุกนโยบาย ทุกโครงการ ทุกลมหายใจเข้าออก..ผมชื่นชอบระบบการเมือง ชื่นชมนักการเมืองคุณภาพไม่ว่าจะอยู่พรรคไหนที่มุ่งทำประโยชน์เพื่อชาติอย่างแท้จริง(ทุกๆท่านคงคิดเช่นเดียวกับผม)....เราไม่ชอบ คนโกง เราย่อมไม่ยอมให้มันมาทำลายทุกอย่างที่เราเห็นว่าดีงาม..ผมยังยืนยันเจตนารมณ์ "ขจัดนักธุรกิจการเมืองสารเลว-สามานย์"ทุกรูปแบบ...ผมไม่ปฏิเสธความเหลื่อมล้ำในสังคม เพราะนั่นคือ"ความจริง"ที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่เราจะทำอย่างไร ที่จะเชื่อมต่อ ผสานความเหลื่อมล้ำให้เกิดความเอื้อาทรอย่างจริงใจ ยั่งยืน และอยูอย่างมีศักดิ์ศรีปราศจากการคิดแต่จะเอาแต่ได้ หรือหาช่องทางกอบโกยผลประโยชน์จาก"ความเหลื่อมล้ำ"นั้น...ผมยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้หากวันหนึ่ง วันนั้นมาถึง อย่างเป็นระบบและสมเหตุสมผล...แต่จะต่อต้านอย่างสุดจิตสุดใจ หากการกระทำนั้นมี"นัย"เคลือบแฝง หรือบิดเบือน หรือเอื้อสมให้กระบวนล้มเจ้าเพื่อเข้าครอง ของระบอบสารเลว สามานย์ อันตรายใดๆ....

x

จามีทามมัยประธานาธิบดี
เรามีในหลวงที่รักของปวงชน
อยู่แล้ว
ผมรักในหลวง ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ

bao

ผมก็รักในหลวงคับ

แมวดำ

ผมล่ะอดไม่ได้จริงกับบอร์ดนี้ ความเห็นของพวกคุณดีทั้งนั้น ดีที่คุณออกมาพูด และผมก็ยังเห็นว่านักการเมืองนี่แหละตัวถ่วงตัวจริง ผมไม่ได้บอกว่าพวกเขาเลวกันหมด ผมแค่เห็นว่าทุกวันนี้ผมเบื่อกับนักการเมืองหน้าเดิมๆ ดีแต่เปลี่ยนพรรค ไม่มีนโยบายแน่นอน ผมชื่นชมคุณทักษิณที่ทำให้เกิดมิติการเมืองใหม่ขึ้นมา เขาคนนี้คือคนที่ทำให้ผู้ถูกลืม (คนจน) ออกมาเรียกร้องในสิ่งที่ตนพึงได้รับมานานแล้ว แต่ใช่ว่าผมจะบูชาคุณทักษิณ เพราะผมก็ไม่เห็นด้วยในนโยบายต่างๆของเขา 100 เปอร์เซ็นต์ ทำไมเหรอครับ เพราะประชานิยมเป็นการเอาเงินในอนาคตมาใช้ ถ้าคุณทักษิณจัดระบบภาษีให้ดี ช่วยเอาพวกโกงกินออกไป ทำให้ทุกอย่างโปร่งใส ไม่ผูกขาดอำนาจ ยอมให้คนโจมตีได้ ให้อิสระสื่อมวลชน ผมจะเทิดทูญคุณทักษิณมากๆๆๆๆๆๆ เพราะเขาคนนี้คือคนๆเดียวในขณะนี้ที่มีความสามารถที่จะทำได้ แต่รัฐบาลคุณทักษิณก็ใช่ขาวสะอาด ผมเกลียดมากพวกหน้าปลิงดูดเลือดทั้งหลายในสภา เปลี่ยนใหม่ดีกว่า สร้างกระแสใหม่ อาชีพนักการเมืองไม่ควรจะเป็นอาชีพที่ไร้เกียรติอย่างทุกวันนี้ คนดีๆควรมีโอกาสเล่นการเมือง สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆบ้าง ทุกวันนี้ใครอยากเป็นนักการเมืองไม่ได้เป็นได้ง่ายๆ ถ้าไม่มีเงินเป็นหลายสิบล้าน อย่าหวังว่าจะได้เป็น แค่คุณเดินไปที่พรรคบอกว่าอยากสมัคร สส. คุณก็เตรียมใจจ่ายได้เลยหลายส้าน จะได้เลือกเข้าสภาหรือเปล่าก็ไม่รู้ เสียเงินฟรีและเลิกล้มความตั้งใจก็มีหลายคน นี่เพราะระบบพรรคการเมืองไม่เข้มแข็งและเน่าเฟะยังกับอะไรดี และการที่คนคนนึงต้องลงทุกมากเพื่อเลือกตั้ง ทำให้เขาอยากได้เงินคืน พอถูกเลือกก้เลยคอร์รัป คอร์รัปทันทุกระดับ อย่างนี้จะให้ผมเข้าใจได้ยังงัย ผมน่ะอดทนได้จะสิบหรือยี่สิบปี ถ้าผมเห็นว่ามีกระแสความเปลี่ยนแปลง ผมเกลียด ปชป. แต่ก็ไม่เอาเพื่อไทย คุณอาจคิไม่เหมือนผม ผมไม่ว่า เพราะคุณก็สิทธิเลือกในสิ่งที่คุณคิดว่าถูก

แมวดำ

อ้ออีกอย่างพวกเศรษฐีตระกูลเก่าน่ะ รวยมาแต่เดิมผมไม่ว่า ถ้าเขาเสียภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วย ถ้ารัฐบสลและสภาดีจริง พวกคนมั่งมีแต่เดิมนี้แหละจะถูกยุคสมัยและ "กฎหมาย" ควบคุม ทำให้มีการกระจายความรวยได้มากขึ้น จากที่เคยผูกขาดก็ต้องมาแข่งกัน เปิดโอกาสให้คนอื่น เพราะกฎหมายมันกำหนด แต่ถ้าผู้ออกกฏหมาย (รัฐสภาและรัฐบาล) และสถาบันศาลยังเน่าอย่างที่เป็นอยู่ จะไปเห็นอนาคตได้ยังงัย สถาบันทางประชาธิปไตยน่ะไม่ว่าจะเป็นระบอบไหนก็พึ่งอยู่ที่สามสถาบันนี้แหละ สำคัญที่สุด ผมว่า ถ้าจะแก้ให้ถูกจุดก็ต้องเล่นมันตรงนี้ จริงอยู่กษัตริย์มีสิทธิไม่เห็นชอบ แต่ไม่เห็นก็แค่ไม่กี่ครั้ง อันนี้ผมเห็นด้วยกับคนที่ว่ากษัตริย์ไม่ควรมีบทบาทในการออกกฎหมาย แต่หลายมีครั้งที่ผมเห็นว่าการระงับกฎหายบางบทเป็นสิ่งดี เพราะผมไม่เห็นด้วยกับบทกฎหมายและการแต่งตั้งนั้นๆ อีกไม่กี่ปีถ้าไม่มีกษัตริย์อำนาจจะตกอยู่กับใครแบบเต็มๆถ้าไม่ใช่สามสถาบันที่ผมว่า

คนไทยคนที่2

ถามจริงๆเหอะมันสมควรหรือไม่ ที่ใครจะอยู่เหนือกฏเกณท์เหนือกฏหมาย
แม้นแต่พระเจ้า ถ้ามีอยู่จริงก้ต้องอยู่ในกฏเกณท์ของธรรมชาติ พระเจ้ายังต้องตายเมื่อเวลามาถึง
นี่คือกฏเกณท์ของสรรพสิ่ง
เมื่อเป็นมนุษย์ ก็เช่นกัน เราเป็นใคร เ้ราถึงจะเป็นผู้ที่อยู่เหนือกฏเกณท์อยู่เหนือกฏหมาย
ทุกคนควรอยู่ภายใต้กฏหมายเดียวกันใช่หรือไม่ นี่เป็นคำถามที่เบสิคที่สุด
หันมาดูการเมืองที่เน่าๆลุ่มๆดอนๆของประเทศนี้ มันอยู่มือของคนกี่กลุ่มกี่ตระกูลนับจาก2475
และที่สำคัญที่ปฏิเสธไม่ได้ ว่าพวกสากดินาอำมาตยาเน่าก็ลงมาเล่นการเมืองด้วย แถมเล่นทางลัด นั่นคือใช้การรัฐประหารแล้วตั้งสภาลากตั้งรัฐบาลลากตั้งขึ้นมาโดยใช้ปากกระบอกปืนเป็นอำนาจรัฐ
ทอดตาไปทั่วแผ่นดินมีใครบ้าง ปรีดี ปพิบูลย์ พระยาพหล9 ตระกูลทหารสายราชครู มาถึงสฤษดิ์ ถนอม มีอยู่แค่นั้นแต่ทว่ามีตัวประกอบที่แทรกมาตลอดนั่นคือพี่น้องตระกูลปราโมชที่ร่วมกับนายควง อภัย9ที่ตั้งพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมา
ที่เห็นออกมาร่ายรำสวมหัวโขนแล้วก็มีการทำรัฐประหารตั้งรัฐบาลลากตั้งเป็นระยะเฉลี่ยทุก3ปี
ล้วนฝีมือทหารที่ร่วมมือกับสากดินาอำมาตยาเน่าทุกครั้ง
พวกนักการเมืองอื่นๆก็มีเปรม และสานุศิษย์ ซึ่งก็ได้แก่ชาติชายชวนบรรหารจิ๋ว
กลุ่มนักการเมืองจะวนเวียนอยู่ในตระกูลไม่กี่ตระกูลเท่านั้นอย่างนี้
คำถามว่าทำไม นั่นเพราะพวกนักการเมืองเหล่านี้ร่วมมือกันกับพวกสากดินาอำมาตยาทหารจุนตาเน่าสูบรีดเอาทรัพยากรหรือสูบเอาความมั่งคั่งของประชาชาติของประเทศมาอยู่ในกลุ่มตนใช่หรือไม่ โดยที่ร่วมมือกับนายทุนระดับชาติที่ร่ำรวยขึ้นอย่างเงียบๆและรวดเร็วยิ่งกว่าก้าวกระโดด ใช่หรือไม่
สิ่งเหล่านี้จะชี้นิ้วโทษแต่เฉพาะพวกนักการเมืองหรือ มันปลายเหตุมั้ง มันต้องลึกกว่านั้น
ต้องถึงแก่นกว่านั้น พวกเหล่านี้มิอาจที่จะดำรงค์อยู่ได้ ถ้าหากไม่ใช้ลักษณะที่พึ่งพารวมหัวกันสูบรีด นี่ต่างหากที่คือความจริง นั่นเพราะ ประเทศนี้ ไม่เคยมีสิ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตยเกิดขึ้นจริงเลยแม้นแต่น้อย มันถึงได้เกิดสภาวะ อย่างนี้ขึ้นมาได้ นั่นเพราะการที่มีบางกลุ่ม มีอำนาจที่เหนือกฏหมาย
ทักษิณ นั้นต้องยอมรับความจริงว่า เขาคือคนที่เป็นนายกรัฐมนตรีที่ดีที่ดีที่สุด เท่าที่ประเทศนี้เคยมีนายกรัฐมนตรี เขาเป็นคนที่จุดประกาย หรือปลูกต้นไม้ประชาธิปไตยที่แท้จริงให้กับผืนแผ่นดินนี้ มันอาจเป็นความจริงที่ขมขื่น ที่หลายคนไม่อาจ

เบื่อเซ็ง

ถ้าทำอะไรอยู่ในจารีตประเพณี ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ใช้ "อภิสิทธิ์" ไปในทางที่เลวร้าย ก็ไม่น่าจะเกรงกลัวอะไร ... จริงไหม??

แมวดำ

คุณคนไทยคนที่สอง ผมเห็นด้วยกับคุณว่าพวกศักดินาเก่ายังป้วนเปี้ยนอยู่ อาศียระบบพึ่งพาแลัทักษิณก็เป็นนายกที่ "มีประสิทธิภาพ" สูงสุด (ผมเลือกใช้คำครับ) เรื่องดีไม่ดีมีกันทุกคน ผมเองก็ไม่ชอบทหารเหมือนคุณ ความจริงทหารพวกนี้น่าจะค่อยๆออกไปจากการเมืองไทยนานแล้ว ไม่ส่าจะเป็นเปรม สุจินดา เชาวลิต และบิ๊กต่างๆ กษัตริย์ก็ควรอยู่ภายใต้กฎหมาย อันนี้ผมไม่เถียง (เห็นด้วยสุดๆ) แต่การจะไม่ให้อดีตทหารมาเล่นการเมืองเลย ผมว่าก็ใช่ที่ คนไทยทุกคนที่อยากเป็นนักการเมืองควรมีสิทธิและโอกาสตามความเหมาะสม ผมมองว่าการที่ทหารเข้ามามีบทบาทอีกครั้งในการทำรัฐประหารครั้งสุดท้ายที่ผ่านมา เป็นเพราะความไม่ลงรอยกัน การปั่นหัวของนักธุรกิจล่มจมบางคนและการแก่งแย่งชิงดีกันเองของนักการเมืองในสภาที่เปิดโอกาสให้ทหารเข้ามามีบทบาทอีกครั้ง ผมเคยคิดเหมือนว่าทำไมในหลวงต้องยอมเซ็นให้ทหารปฏิวัติ ถ้าพระองค์ไม่ยอมซะอย่างหทารจะเคลื่อนกำลังทำเองได้ไหม (ผมคิดเฉพาะครั้งนี้ เพราะครั้งก่อนๆมันชัดเจนว่าทหารกุมอำนาจแทบจะมีสิทธิ์ขาด แต่มันก็มีตัวแปรอื่นๆทั้งความไม่มั่นคงอันเกิดจากปัญหาภายนอก ไม่ว่าจะเป็นสงครามเย็น ปัญหาดินแดนและอีกหลายอย่างที่ทำให้อำนาจของทหารดูเหมือนจะมีความจำเป็น ทั้งที่ไม่ชอบธรรม เรื่องสมัยสุจินดาผมได้ยินมาหลายกระแส ผมเองยังไม่อยากด่วนสรุป มีทั้งบอกว่ากษัตริย์สั่ง และบอกว่ากษัตริย์ไม่รู้เรื่อง) มาถึงตอนนี้มีนักข่างฝรั่งบอกผมว่าทหารเคลื่อนพลออกก่อนและค่อยให้กษัตริย์เซ็นทีหลัง ผมไม่รู้ว่าจริงรึเปล่า ถ้าจริง ผมเป็นกษัตริย์ก็คงต้องคิดให้ดี ลำบากนะครับถ้าผมไม่เซ็นไม่รู้จะนองเลือดอีกสักเท่าไหร่ ทหารน่ะฟังกษัตริย์จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ อย่างผมว่าความจริงเป็นยังงัยผมไม่รู้ รู้แต่ว่านักการเมืองเลวๆยังมีอยู่และก็เป็นสิ่งที่คอยเปิดโอกาสให้ทหารเข้าแทรกแซงได้อยู่ร่ำไป นี่แหละครับความเห็นส่วนตัวผม

แมวดำ

ขออีหน่อย ผมน่ะชอบเปรีบยเทียบการเมืองไทยกับของอังกฤษ เพราะเราไปเอาระบบเขามา ทุกวันนี้ศักดินาอังกฤษก็ยังนั่งกันในวุฒิสภานะครับ เป็นลอร์ดกันถ้วนหน้าแถมเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา อภิสิทธฺ์พวกนี้ก็ถ่ายทอดกันตามสายเลือดได้อีก (พ่อเป็นลอร์ดลูกก็เป็นลอร์ด) เพิ่งจะมาเปลี่ยนกฎหมายใหม่ก็ยุครัฐบาลโทนี่ แบลร์นี่เอง แต่ทำไมบ้านเขาไม่วุ่นวายเหมือนบ้านเราล่ะครับ เพราะพรรคการเมืองดีเข้มแข็ง ทำให้บทบาทและความชอบธรรมของสถาบันอื่นเช่นทหารน้อยลงไป (มันน้อยมานานแล้ว ตามยุคสมัยและพัฒนาการประชาธิปไตย)แต่ละพรรคมีนโยบายและอุดมการณ์ ที่ชัดเจน มีระบบตรวจสอบภายใน ศาลมีอำนาจในการตรวจสอบและลงโทษผู้กระทำผิด ด่าและวิพากษ์วิจารณ์กันได้เต็มที่ ราชินีก็ถูกด่าอยู่บ่อยๆ (ผมว่าก็ดีที่คนวิจารณ์ราชวงษ์ได้) ผมเชื่อว่าถ้าสามสถาบันหลักทางการเมือง (บริหาร นิติบัญญัติและตุลาการณ์) รวมทั้งระบบพรรคการเมืองเข้มแข็ง ทำให้คอรัปชั่นน้อยลง ประเทศไทยจะเจริญกว่านี้แน่นอน

แมวดำ

อีกที แทนที่จะเข้าสภาถกเถียงปัญหาบ้านเมืองและกฏหายต่างๆ เข้าบ้างไม่เข้าบ้าง เข้าไปหลับบ้าง หาเหตุผลไปเรื่อย ต่อรองกันอยู่นั่นแหละว่าใครจะได้นั่งรัฐมนตรีกระทรวงไหน จะได้ "ดูด"เข้ากระเป๋าให้เต็มที่ พอไม่ได้ตำแหน่งก็โกรธเปลี่ยนพรรค ไม่เข้าสภา อย่างนี้ไม่ด่านักการเมืองแล้วจะด่าใคร ทหารเห็นอย่างนี้ก็มีข้ออ้างสิครับ....

คนไทยคนที่2

คุณแมวดำ ครับ ความหมายของคำว่าประชาธิปไตยนั้น ผมได้บอกเอาไว้ชัดเจน ที่ทุกคนมีสิทธิมีเสียงเท่ากันวัีนแมนวันโวต
และไม่ได้ห้าม ไม่ให้ทหารหรือข้าราชการมาเข้าสู่วงการเมือง แต่ทว่า เมื่อพวกคุณเข้ามาสู่วงการเมืองคุณต้องถอดเครื่องแบบ ทหารหรือเเครื่องแบบข้าราชการออกก่อน นั่นคือมาสู่สภาพที่เราเรียกว่าพลเมืองไทย
มันคงไม่ยุติธรรมอย่างยิ่ง ที่จะให้ ทหาร ข้าราชการ ไม่ว่าจะข้าราชการการเมืองหรือข้าราชการประจำ ใช้สิทธิพิเศษ ตามฐานันดรของตนเพื่อมาเอื้อประโยชน์ในการแข่งขันลงสมัครรับเลือกตั้ง
มันต้องเป็นแบบสหรัฐ ที่เหล่านายพลไม่ว่าจะเป็นยูลิซิสเอชแกรนท์ผู้ที่ชนะนายพลลีในสงครามกลางเมืองสหรัฐยุคลินคอล์น นายพลไอเซนฮาวเอ้อแม่ทัพใหญ่ของสัมพันธมิตรตอนยกพลขึ้นบกที่นอร์มันดีฝรั่งเศสในสงครามโลกครั้งที่2 และอีกหลายคน ต่างลาออกจากราชการถอดเครื่องแบบออกแล้วลงสมัครรับเลือกตั้ง นี่มันต้องอย่างนี้
ไม่เคยมีนายพลสหรัฐคนไหนที่เคยคิดที่จะมาทางลัดโดยการทำรัฐประหาร ไม่ว่าจะเป็นนายพลแพตตั้นจอมดีเดือด หรือนายพล5ดาวดักลาสแมคอาร์เธ่อร์ แม่ทัพใหญ่ฝั่งแปซิฟิคสงครามโลกครั้งที่2รวมทั้งเป็นแม่ทัพใหญ่ของกองกำลังสหประชาชาติในสงครามเกาหลี
ที่ทหารอเมริกันชื่นชมมาก แต่ถูกปลดกลางอากาศ เพราะทำล้ำเส้นกะทิ้งระเบิดปรมาณูใส่กองทหารจีนแดงที่มาช่วยเกาหลีเหนือ ทรูแมนเลยสั่งปลด แต่แมคอาเธ่อร์ไม่เคยคิดที่จะทำรัฐประหาร นี่ คือวีระบุรุษ ของชาติ เป็นทหารอาชีพ
แต่บางประเทศ ถ้าคิดจะปลดกู กูทำรัฐประหารมันเลย หรือ พอข้าไม่ได้ตำแหน่ง ก็ขอทำรัฐประหารเหมือนกัน หรือพอข้าเห็นคนอื่นที่มันทำรัฐประหารแล้วสำเร็จแล้วก็อ้วนพี ก็ขอที่จะทำบ้าง นี่มันเน่าอย่างนี้
เอ้อใครว่าเราไปเอาแบบอังกฤษเขามา คิดว่าคงไม่ใช่ น่าจะเป็นแบบไทยๆมากกว่า
อังกฤษน่ะ ตั้งแต่ยุคทองของอังกฤษนั่นคือสมัยควีนอาลิซาเบทที่1น่ะ กษัตริย์ของอังกฤษ นั้นไม่สามารถทำอะไรตามใจชอบได้ แม้นว่าก่อนหน้านั้น เซ่อร์โทมัสมอร์ผู้สร้างตำนานยูโตเปีย จะถูกตัดสินประหารชีวิตโดยการถูกตัดคอด้วยขวาน แต่ก็ทำให้อังกฤษเกิดความเปลี่ยนแปลง
รัฐสภาของอังกฤษบอกว่า กษัตริย์หรือควีน เป็นสมบัติของชาติอังกฤษ แต่ควีนหรือกษัตริย์ไม่ใช่เจ้าของประเทศอังกฤษ
และยิ่งมาถึงยุคของโอลิเวอร์ครอมเวลล์ที่จับกษัตริย์ชารลส์ที่1มาตัดคอด้วยขวานด้วยข้อหาทรยศต่อชาติ ก็ยิ่งทำให้อังกฤษมีสภาที่เข้มแข็ง

คนไทยคนที่2

และเมื่อยิ่งสหรัฐสามารถประกาศอิสระภาพออกจากอังกฤษได้ ก็ยิ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนในอังกฤษที่รัฐสภาอังกฤษ มีบางฝ่ายที่สนับสนุนให้สหรัฐประกาศอิสรภาพนั่นแสดงว่าอำนาจของกษัตริย์ ไม่สามารถที่จะมามีบทบาทที่ครอบงำรัฐสภา ได้ รัฐบาลก็ไม่สามารถที่จะครอบงำรัฐสภาได้
และถ้าหากยิ่งติดตามอังกฤษมาจนถึงยุคของวินสตันเชอร์ชิล(ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม)จอม ทรหดที่ต่อสู้กับฮิตรเล่อร์แบบที่ไม่ยอมให้มีคำว่าแพ้อยู่ในพจนานุกรมเราจะเห็นว่าระบอบกษัตริย์ของอังกฤษนี่หลุดออกจากการเมืองไปเลยปล่อย ให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลและรัฐสภาล้วนๆ ไม่ว่าจะสภาสูงสภาล่าง
และเมื่อมาถึงยุคนางสิงห์เหล็กมากาเร็ตแธตเช่อร์นี่ยิ่งหนัก เพราะสตรีเหล็กถึงขั้นประทะทาง
คำพูด กับควีนอาลิซาเบทที่2 อย่างดุเดือด
ควีนอาลิซาเบทถึงกับปรารภว่า ฉันเสียภาษีก็ได้ในเมื่อประชาชนชาวอังกฤษต่างก็เสียภาษี
เพราะหนังสือพิมพ์ในอังกฤษยุคนั้นประชาชนจำนวนมากต่างเรียกร้องให้พระองค์เสียภาษี
นี่คือสาเหตุว่าทำไม พระองค์จึงต้องเก็บเงินค่าเข้าชมปราสาทราชวังต่างๆเช่นทาวเว่อ
ออฟลอนดอน เพื่อที่จะใช้บูรณะปราสาทราชวังรวมทั้งเสียภาษี
การบริหารแผ่นดินรวมทั้งการออกกฏหมายนั้นเป็นหน้าที่ของรัฐบาลรวมทั้งฝ่ายค้าน(หมายถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร)ที่อยู่ในสภาสูงสภาล่าง
การที่เสาหลักประชาธิปไตยสามเสา นั่นคือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการจะเข้มแข็ง ต้องมีรากฐาน มาจากที่ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฏหมายเดียวกัน ไม่มียกเว้น ไม่มีใครที่จะมีอำนาจที่เราเรียกว่าอำนาจนอกเหนือระบบ
ประชาชนต้องเข้มแข็ง พรรคการเมืองจึงเข้มแข็ง
อิตาลี่ ยุคหนึ่ง เปลี่ยนรัฐบาลเป็นว่าเล่น เพราะเละเทะ แต่ อิตาลี่ ก็ไม่มีการรัฐประหาร นั่นเพราะเขาอดทน ขณะนี้อิตาลี่ดีขึ้น รัฐบาลมีสเถียรภาพมากขึ้น ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย
ประชาชนต้องเข้มแข็ง นั่นหมายความว่าต้องอย่ายอม เมื่อเห็นการกระทำที่ผิดกฏหมายไม่ว่าจะของใครก็ตามซึ่งนั่นรวมถึงพวกนักการเมืองด้วย
ประชาชนต้องรู้จักสิทธิและหน้าที่ของความเป็นพลเมือง นั่นคือต้องไม่ยินยอมให้ใครมาละเมิดสิทธิ์ และไม่ไปละเมิดสิทธิใคร ต้องไม่ยินยอมให้ใครมาทำรัฐประหาร และต้องไม่ยินยอมให้ใครมาคอรับชั่นและไม่คอรับชั่นใครหรือเสนอการกระทำที่จะเป็นการคอรับชั่นให้กับผู้ใด
สิ่งเหล่านี้ทำได้ ถ้าหาก ประชาชนรู้จักเคารพตนเอง ใช่ต้องเคารพศักดฺ์ศรีของความเป็นม

แมวดำ

คุณคนไทยคนที่สองครับ คุยกับคุณนี่สนุกดี ผมเหฌนด้วยกับคุณทั้งหมดใน คห. 67 และ 68 ผมว่าสิ่งที่คุณและผมอยากให้เป็นเป็นสิ่งเดียวกัน ที่เราเห็นต่างกันคือวิธีที่จะให้ถึงจุดๆนั้น คุณมองว่าระบบศักดินาและพึ่งพาอยู่เบื้องหลังความชั่วช้าของนักการเมือง (อันนี้ผมเห็นด้วย) คุณเลยอยากเอาคนพวกนี้ออกไป สำหรับผม ผมอยากให้มีเลือดใหม่ นักการเมืองใหม่ กระแสใหม่เข้ามา อยากให้มีการผลักดันกันมากขึ้นนักการเมืองที่มีอยู่ทุกวันนี้เกือบทั้งร้อยโกงกิน ถึงเอาระบบศักดินาออกไปพวกโกงกินและระบบพึ่งพาระดับล่างก็ยังมีอยู่ดีและคนพวกนี้จะถูกดันขึ้นไปและพยายามช่วงชิงอำนาจจากศักดินาเก่าที่กำลังเสื่อมถอย เกิดอำนาจใหม่ซึ่งอาจไม่ต่างจากเดิม มีการโกงกินอย่างเป็นระบบและผูกขาด คุณอาจว่าผมกลัวไปเอง เพราะนี่คือสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่ผมกลัวครับ กลัวเพราะอำนาจเก่าไม่มีความชอบธรรมเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่และปรชาคมโลกรู้ดี แต่อำนาจใหม่นี่สิ ถ้าได้มาด้วยความชอบธรรมแล้วผูกขาด ผมกลัวครับ กลัวว่ามันจะแย่กว่าเดิม ผมกลัวว่าประเทศไทยจะเป็นไปแบบสิงคโปร์ซึ่งตั้งแต่ออกมาจากมาเลเซียก็อยู่ภายใต้การปกครองของ ราชวงษ์ "ลี" ส่วนราชวงจักรีน่ะเชื่อผมเถอะครับมันถึงจุดตกต่ำแล้ว กษัตริย์ใหม่น่ะบารมีไม่ถึงหรอกครับ อยู่ได้ไม่นานคนก็จะวพากษ์วิจารณ์มากขึ้น เพราะมันเป็นกงกำกงเกวียน เรื่องภาษีกษัตริย์ถ้านักการเมืองรุ่นก่อนๆทุกรุ่นเรียกร้องเหมือนแทชเชอร์น่ะ กษัตริย์ก็ต้องจ่ายไปนานแล้ว แต่นี่ไม่ยืนกรานเสียงแข็ง จริงอย่างคนอื่นว่าอาจรู้ตัวว่ายืนกรานไม่ได้เพราะคนส่วนใหญ่เห็นกษัตริย์เป็นเทวดา แต่การปลดในหลวงออกก็ใช่จะแก้ปัญหา เพราะคนส่วนใหญ่ยังเห็นเป็นเทวดาอยู่ดี (ผมว่าในหลวงก็มีความดีอยู่มากเหมือนกัน) สู้ให้คนไทยมีกษัตริย์โง่ๆ แย่ๆ ไม่ทำงาน เอาแต่เสวยสุข หลงกามารมณ์ไม่ดีกว่าหรือครับ อีกไม่กี่ปีหรอกมั้งผมว่า นั่นแหละระบบกษัตริย์จะหายไปเองโดยเป็นที่ยินยอมพร้อมใจของคนส่วนใหญ่

แมวดำ

การที่คนออกมาเรียกร้องผมก็ว่าเป็นสิ่งที่ดี ไม่ว่าจะนักการเมืองหน้าไหน คนชนชั้นไหนเพราะทุกคนมีสิทธิ แต่ที่ผมไม่ชอบอยู่อย่างคือการใส่ร้ายป้ายสีกัน การมีจิตใจคับแคบไม่ฟังเสียงคนอื่น ใครคิดไม่เหมือนก็หาว่าโง่ หาว่าเลว ทุกคนมีเหตุผลของตนเองและมีสิทธิ์คิดไม่เหมือนคนอื่น แค่นี้แหละครับ

แดง

ประชาธิปไตยก็คือประชาธิปไตย ไม่ต้องมีอันพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญของประเทศไทยเป็นระบอบราชาธิปไตยหรือระบบรัฐสภา อำนาจอยู่ที่กษตริย์ไม่ใช้อยู่กับประชาชนอย่างที่เข้าใจกัน จะเรียกว่าเผด็จการ ผมสนับสนุนประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

แดง

ในขั้นแรก จะต้องทำให้กษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างแท้จริงเสียก่อน เพราะรัฐธรรมนูญทุกฉบับยกเว้นฉบับคณะราษฎร ได้ระบุพระราชอำนาจไว้ไนรัฐธรรมนูญว่าอำนาจสูงสุดอยู่ที่กษัตริย์ไม่ใช้อยู่ที่ประชาชนอย่างที่เข้าใจกันน๊ะครับ ข้าพเจ้าขอเสนอว่า ให้ยกเลิกการโปรดเกล้าทั้งหมดไม่ว่ากรณีใดๆทั้งสิ้น ให้รัฐสภามีอำนาจอย่างแท้จริงดังนานาอารยะประเทศเขาไม่ใช่ที่เข้าหลอกลวงอยู่ทุกวันนี้

The Other (ประชาธิปไตยไร้ธรรม ไม่ใช่ยา พาราเซตามอล

"วาทะธรรมทางการเมือง" ของพุทธทาสภิกขุ เป็นคำตอบ ความเป็นจริง ของโลกได้ดีที่สุด

ไม่ใช่เพราะ “ประชาธิปไตย = พาราเซตามอล” ที่แก้ทุกอย่างได้

ระบบประชาธิปไตย มันเป็นระบบครองโลกหรือเกี่ยวถึงกันไปหมดทั้งโลก ถ้าว่าระบบนี้มันมืดมิดแล้วก็ ทั้งโลกมันจะมืดมิด แล้วมันก็กำลังมืดมิดเพราะว่าความเป็นประชาธิปไตยมันไม่ค่อยจะมี

ทางประชาธิปไตยนั่นฟ้าสางอย่างไร พูดสั้น ๆ ก็ว่า คือการทำให้ศีลธรรมกลับมาเป็นรากฐานของประชาธิปไตย ประชาธิปไตยนี้มันดีต่อเมื่อมีศีลธรรมเป็นรากฐาน ถ้าไม่มีศีลธรรมเป็นรากฐานมันก็เป็นประชาธิปไตยโกง

ประชาธิปไตยโกงนั่นมันร้ายกาจอย่างไร คือประชาชนทั้งหลายไม่มีศีลธรรม แต่ถือระบบประชาธิปไตย มันก็มีโอกาสที่จะใช้กิเลสของตนอย่างเสรี แต่ละคน ๆ มีเสรีภาพที่จะใช้กิเลสของตนอย่างเต็มที่ แล้วจะทนไหวหรือ ในเมื่อทุกคนใช้กิเลสของตนอย่างเต็มที่

เมื่อประชาชนทุกคนมันไม่มีศีลธรรม มันโกง มันก็เลือกผู้แทนโกง

ระวังให้ดี อย่าเป็นประชาชนโกง เลือกผู้แทนโกง มันจะเป็นการทำลายเกินไป
เมื่อประชาชนเลือกผู้แทนโกง ก็ได้ผู้แทนโกง ผู้แทนโกงทั้งหลายไปประกอบกันเป็นรัฐสภา ก็เป็นรัฐสภาโกง รัฐสภาโกงไปตั้งคณะรัฐบาล ก็เป็นคณะรัฐบาลโกง
เจ้าหน้าที่ทุกคนก็เป็นคนโกง โกงกันทั้งบ้านทั้งเมือง จนกระทั่งพระเจ้าพระสงฆ์ก็ไม่เว้น หรือจะโกงขึ้นไปถึงเทวดา

เพราะว่าคนโกงมันทำบุญทำกุศลไปเกิดเป็นเทวดา มันก็เป็นเทวดาโกง โกงกันหมดทั้งจักรวาล แล้วจะอยู่กันได้อย่างไร

ประชาธิปไตย ต้องมีศีลธรรมเป็นรากฐาน ไม่อย่างนั้นจะเป็นประชาธิปไตยไม่ได้ ที่พูดกันว่า ประชาธิปไตยดีกว่าระบบใดนั้น หลับตาพูด คนไทยนับถือฝรั่งเป็นอาจารย์ เมื่อฝรั่งเขาว่าอย่างไร ก็พูดตามกันไปอย่างนั้น ว่าประชาธิปไตยนี้เพื่อประชาชน ของประชาชน โดยประชาชน แต่ลืมพูดไปว่าที่นี่มีศีลธรรม

เมื่อไม่มีศีลธรรมเป็นพื้นฐานแล้ว ระบบประชาธิปไตยนั่นแหละ จะเป็นระบบที่เลวร้ายที่สุด

คนไทยคนที่2

เน่ามันสิ้นดี สำหรับการใช้คำพุดที่เน่าๆและหลอกลวงชักจูงผู้คนไปในทางที่ผิดๆ
ไม่ใช่เพราะ ประชาธิปไตย=พาราเซ็ตตาม่อล ที่แก้ทุกอย่างได้
และยิ่งเน่าหนักขึ้นไปอีก ที่ดันแยกแยะศีลธรรมออกจากประชาธิปไตย
อันเนื่องมาจากผู้พูด คงมีแต่ได้เจอประสพการณ์เน่าๆของไอ้ประเทศด้อยพัฒนาที่มีแต่ผู้แทนราษฎรที่เอาแต่ขี้โกงคอรับชัน ไม่ได้มีโอกาสไปเห็นประเทศที่เขาพัฒนาแล้วว่าผู้แทนเขาเป็นอย่างไร หน้าหนาหรือขี้โกงหรือไร้ศีลธรรมแบบไอ้ประเทศตอแหลแลนด์หรือไม่
ระบอบการปกครองในโลกมันมีมันทดลองมาตั้งแต่ที่มนุษย์เริ่มเป็นสัตว์สังคมรวมตัวกันล่าสัตว์เพื่อหาอาหารเป็นกลุ่มแล้ว มันมีมาก่อนที่จะเกิดสิ่งที่เรียกว่าศาสนาเสียอีก
ศีลธรรม มันอยู่ในสัญชาติสญานของมนุษย์ มันสอนมันอบรมกันไม่ได้
มันก้เหมือนกับที่เราจะไปทำให้พระภิกษุหรือทำให้ชาวบ้านทุกคนที่นับถือปฏิบัติธรรมทำวิปัสนาเจริญสติ แล้วบรรลุเป้นพระอรหันต์ทุกคน มันทำไม่ได้
ก้ขนาดพระพุทธเจ้าแท้ๆที่เป็นผู้ประกาศศาสนาพระพุทธองค์ก็ยังไม่สามารถทำให้สาวกของพระองค์ทุกคนได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ในยุคสมัยของพระองค์ที่ตอนยังมีชีวิตอยู่
นี่มันก็เหมือนกัน ศีลธรรม มันล้วนมีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคนอยู่แล้วตั้งแต่เกิดแล้วเราจะไปสอนศีลธรรมอะไรให้กับเขา มันต้องมีอยู่ในตัวของเขาเอง
ขนาดตัวพระภิกษุผู้บวชเรียนแล้วไม่เอาถ่านนี่พบได้บ่อยมาก ไม่เช่นนั้นมันคงไม่มีพระใบ้หวยพระทำเสน่ห์ยาแฝด พระเสกกุมารทองลงรูปฝังรอยสักยันตร์ทำพระเครื่องรางของขลังบ้าบอคอแตกซึ่งแสดงถึงความโลภทั้งนั้น ถ้าลองไม่โลภต้องไม่ทำ
ศีลธรรม ไม่ใช่มาจากการท่องจำหรือท่องคำภีร์ว่าพระพุทธเจ้าห้ามทำอย่างนั้นอย่างนี้แล้วก็คิดว่าตนมีศีลธรรม
แต่อะไรเล่า ที่จะบังคับให้หรือชักจูงให้มนุษย์ได้อยู่ในกรอบที่ดี นั่นก็คือการถูกตรวจสอบอย่างหนักจากสังคมต่างหาก นี่ต่างหากสิ่งเหล่านี้ เป็นตัวที่จะควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์
ระบอบประชาธิปไตยนั้นเป็นระบอบที่ส่งเสริมให้เกิดการตรวจสอบพฤติกรรมหรือจริยธรรมคุณธรรมความซื่อสัตย์ของนักการเมืองหรือตรวจสอบจริยธรรมของผู้ที่จะทำให้เกิดผลกระทบต่อสังคมได้อย่างแจ่มชัดมากที่สุด มากกว่าการปกครองทุกชนิดที่เคยมีมาในโลกนี้
ถ้าเป็นการปกครองเอาแบบศาสนจักรมันก้จะสุดโต่งแบบที่ครั้งหนึ่งในยุคมืดที่ศาสนาคริสต์นิกายโรมันแคธอริคได้เคยกระทำ ซึ่งมันเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า ทำให้ทวีปยุโรปตกอยู่ใ

คนไทยคนที่2

ทำให้ยุโรปต้องตกอยู่ในยุคมืดหลายร้อยปี
พระพุทธเจ้าเองนั่นแหละ ที่เป็นนักประชาธิปไตยของจริง
ไม่ต้องมากให้ดูการปฏิบัติตัวของพระพุทธองค์ ไม่มีเจ้าขุนมูลนาย
ไม่พัดยศ ไม่มีตำแหน่งพระสังฆราช ไม่มีชนชั้นวรรณะ ใครที่เข้ามาล้วนเท่ากันคือเป็นพระ
ขนาดพระนางประชาบดีโคตมีมารดาเลี้ยงที่ทอผ้าด้วยมือตนเองนำมาถวาย พระพุทธองค์ยังให้ผ้าผืนนั้นกับพระภิกษุผู้ขาดแคลน
ขนาดหน้าฝนต้นข้าวกำลังงอกงาม พระัพุทธเจ้า ก้ได้บอกกับเหล่าสาวกว่าควรจะอยู่วัด ไม่ควรโคจรไปที่อื่น เพราะเกรงว่าพวกพระจะไปเหยียบย่ำนาข้าวของชาวนาให้เสียหาย นี่สิประชาธิปไตย ที่เคารพตนเอง ไม่ไปละเมิดผู้อื่นให้เดือดร้อน
พระพุทธองค์นั้นขนาดเทวทัต จะมาเสนอขอให้ออกกฏข้อบังคับว่าพระภิกษุต้องเป็นมังสะวิรัตน์หรือกินเจนั่นแหละ พระพุทธองค์ยังตอบว่า ถ้าเทวทัตจะทำก็ทำไปคนเดียวแต่จะไปบังคับผู้อื่นไม่ได้ นี่ย่อมแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพระพุทธองค์นั้นเป็นนักประชาธิปไตย
ที่สำคัญ พระพุทธเจ้า ไม่เคยห้ามผู้หญิงไม่ให้บวช ดังนั้นยุคสมัยของพระพุทธองค์จึงมีพระภิกษุณีที่เป็นพระอรหันต์หลายรูป และมีชื่อเสียง
ศีลธรรม นั่นก็เป็นสิ่งที่เบสิค อยู่แล้ว ที่มันต้องมี ดังนั้นไม่จำเป็นต้องไปบอกว่า ถ้าหากระบอบประชาธิปไตยไม่มีศีลธรรมก็จะกลายเป็นระบอบปกครองที่เลวร้ายที่สุด
เพราะมันตลก
เพราะถ้าเป็นระบอบอื่นไม่ว่าจะเป็นระบอบกษัตริย์ เผด็จการฝ่ายขวา คอมมิวนิสต์เผด็จการฝ่ายซ้าย หรือแม้นแต่พวกคลั่งศาสนา ลองถ้าให้ไอ้พวกนี้ไม่มีศีลธรรมบ้างมันจะเลวร้ายยิ่งกว่าซาตานหรือนรกเสียอีก เพราะมันจะฆ่าฟันกันเละเทะฉุดลูกเขาเมียใครปล้นฆ่าไม่เว้นแต่ละวันด้วยความอำเภอใจ
ถ้าหากจะยกคำพูดของพุทธทาส มันสมควรยกมาให้หมด อย่าตัดมาเพียงบางส่วน
เพราะบรบทมันจะผิดเพี้ยนบิดเบี้ยวได้

ชคจ

พวกที่บอกว่าระบอบนั้นระบอบนี้ไม่เหมาะกับประเทศไทย รู้ตัวหรือเปล่าคุณกำลังดูถูกประชาชนไทยทั้งชาติอย่างชนิดที่น่ารังเกียจอย่างยิ่ง เอาความรู้สึกส่วนตนเป็นศูนย์กลางแสดงความรู้สึกแทนคนไทยทั้งประเทศได้ไง พวกเบื่อกๆๆ ระบอบที่ดีที่สุดนั้นน่าจะเป็นระบอบที่มีการบริหารจัดการ ที่ประชาชนได้รับผลประโยชน์สูงสุงและเท่าเที่ยมทุกประการ ไม่มีการสร้างภาพสร้างมโนคติที่ไร้ค่าไร้ประโยชน์ทั้งมวล เช่นในระบอบที่เรามีอยู่ในปัจจุบันมีอำนาจซ้อนอำนาจมันถึงไม่พัฒนาแถมมีความวุ่นวายไม่สี้นสุด และก็มันหมดยุคไปนมนานเนแล้วด้วย แต่ประเทศไทยยังมีอยู่น่าอนาถแท้

คตจ

เห็นด้วยกับคห 79 ชื่อแดง ความจริงต้องเป็นนั้น ต้องยกเลิกการโปรดเกล้าทุกกรณี ที่มีความขัดแย้งและวุ่นวายไม่สิ้นสุดอยู่ในปัจจุบัน ก็เนื่องเพราะมีอำนาจซ้อนอำนาจนี้เองเป็นเหตุ

คนไทยคนที่2

นี่ถ้าไอ้ควายคห78ไอพี119.31.87ไอพี มันไม่โพสท์อะไรออกมา ก็ไม่รู้ว่าไอ้ควายคห78นี่บรมอภิอัครมหาควายเลยนะนี่
หัดอ่านภาษาไทยให้แตกบ้าง ไม่งั้นควายดักดานมันอย่างเดียว
ควายดักดานอย่างนี้ พวกเจ๊ก กาบดพันธมิตรชั่วขายชาติกับพวกโจรก่อการร้ายเสื้อเหลืองและพรรคแมงสาปเน่ามันชอบมาก เพราะเห็นว่าโง่ ได้ใจดักดานดี สามารถที่จะหลอกให้กินหญ้าแทนข้าวได้ง่ายๆ

แมวดำ

อ่าน คห 73-75 แล้วมันจี๊ดเลยต้องขอเป็น ส.ใส่เกือก ที่คุณ The Other พูดเรื่องศีลธรรมมันน่าคิด เพราะทุกคนมีความโลภอยู่แล้ว มันเป็นธรรมชาติของมนุษณ์ การที่คนๆหนึ่งจะยกเอาเรื่องศีลธรรมขึ้นมาเป็นสิ่งที่ดี โดยเฉพาะศีลธรรม จรรยาบรรณของนักการดเมือง แต่ศีลธรรมเป็นบรรทัดฐานที่คนสร้างขึ้น ศีลธรรมในแต่ละสังคมและของแต่ละคนไม่เหมือนกัน คุณคนไทยคนที่สองมองว่าประชาธิปไตย(ใบแบบของคุณ)เป็นศีลธรรมที่มีความถูกต้องชอบธรรมแบบครอบจักรวาล อันนี้จริงหรือเปล่าผมไม่รู้เพราะเป็นสิ่งที่คุณคนไทยคนที่สองกล่าวอ้าง แต่ผมก็เห็นด้วยกับคุณคนไทยคนที่สองเรื่องศาสนาในประเทศไทย อ่านที่คุณเขียนแล้วมันจี๊ดมาก ศาสนาพุทธในเมืองไทยมีความเหลื่อมล้ำมาก สงฆ์เองก็มีตำแหน่งทั้งที่ไม่ควรจะมีทั้งที่ควรละเลิกแล้วซึ่งยศฐาบรรดาศักดิ์ ส่วนผู้หญิงก็ไม่มีสิทธิ์ได้บวชเป็นพระ เหยียดเพศ ผมไม่อยากกล่าวอ้างว่าแก่นของศาสนาพุทธคืออะไร เพราะมันเป็นสิ่งที่แล้วแต่คนจะตีความ แต่ศาสนาพุทธของผมคือศาสนาที่หญิงชายมี "สิทธิ" และ "โอกาส" เหมือนกัน ไม่ต้องรอเกิดชาติหน้าถึงค่อยบวชเป็นพระได้ ไม่ใช่ผมไม่เคารพพระสงฆ์และท่านพุทธทาส อย่าเข้าใจผิด ผมยังกราบไหว้พระสงฆ์อยู่แต่คำสอนของพระสงฆ์ก็ต้องเอามาคิดให้ดี ท่านพูดเรื่องการโกงกินก็ถูกผมเห็นดวย แต่ผมว่าที่ว่าประชาธิปไตยเป็นยาพาราน่ะถูกแล้ว มันแก้ไข้แก้ปวดได้แต่ก็ไม่ใช่ยาครอบจักรวาลลที่รักษาได้ทุกโรค แต่ไข้หวัดและปวดหัวก็โรคที่สามัญที่สุด ฉะนั้นยาพาราจึงสำคัญ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการรักษาโรคต่างๆ เป็นยาสามัญประจำบ้านที่ทุกบ้านพึงต้องมี หรือบ้านคุณไม่มียาพาราครับ :)

แมงมั่ว

การเอาศีลธรรมมาใช้กับการเมืองมันค่อนข้างจะลำบากมาก แต่ถ้าจะเอาจริง ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ แต่ยาก จึงไม่ขอแนะนำให้ยกเอาเรื่องศีลธรรมมาผูกติดกับการเมือง แต่ควรจะหาข้อผูกมัดที่วา กฏหมายนั้นมันมีศีลธรรมมากน้อยแค่ไหน คำว่า ศีลและธรรม นั้น ย่อมาจากคำ่ว่า "ศีล สมาธิ ปัญญา" และ สามตัวนี่ย่อมาจากอะไร ก็มาจากพระไตรปิฏกทั้งสามตระกร้า คือ พระวินัย พระสุตตตัน และพระอภิธรรม ถ้ากฏหมายนั้น มีความสามารถในการบังคับใช้เหมือนพระวินัยก็จะดีมากๆ และสาระของกฏหมายนั้นเหมือนกับพระสุตตันก็จะยิ่งดี และเจตนารมณ์ของกฏหมายเหมือนกับพระอภิธรรม จะยิ่งวิเศษ ถ้ากฏหมายทำให้เช่นนี้ก็ การเมืองก็จะต้องไม่เอาคำว่าศีลธรรมมานั่งถกกันให้ปวดหัวหรอก แล้วรู้หรือไม่ว่า รูปแบบการปกครองของสงฆ์จริงๆ นั้นนะ มันลึกซึ้งเหมือนลัทธิคอมมิวนิสต์เลย ใครว่าประชาธิปไตย ผู้มีอำนาจสูงสุดไม่ได้มาจากการแต่งตั้ง และตำแหน่งต่างๆ ของสงฆ์ก็เช่นกัน ที่ว่าไม่ควรมี จริงๆ แล้วก็เห็นด้วย แต่ที่ต้องมี ก็เพราะเป็นแค่งานทะเบียน เหมือนเสมียนเท่านั้นเอง เป็นแค่อีกหนึ่งช่องทางในการที่จะทำการคอรัปชั่นในเชิงศาสนากิจเท่านั้น