จำเลยหาย! ตายหรือหนีคดีอุ้ม "สมชาย"

24 ก.ย. พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยถึงกรณีเหตุดินถล่มในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแควน้อย จ.พิษณุโลก เป็นเหตุให้ พ.ต.ต.เงิน ทองสุก จำเลยในคดีหน่วงเหนี่ยวกักขังนายสมชาย นีละไพจิตร จมน้ำหายสาบสูญว่า ขณะนี้ได้ส่งเจ้าหน้าที่คดีพิเศษ จากสำนักคดีอาญาพิเศษ จำนวน 4-5 คน ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณอ่างเก็บน้ำเขื่อนแควน้อย จ.พิษณุโลก โดยประสานงานร่วมกับตำรวจ สภ.วัดโบสถ์ เบื้องต้นได้รับแจ้งว่า เหตุการณ์ดินถล่ม มีผู้สูญหาย 2 ราย คือ พ.ต.ต.เงิน ทองสุก และนายนฤชัย ชินวัณณรัตน์


 


เบื้องต้นเจ้าหน้าที่พบศพนายนฤชัย ซึ่งเป็นหลายชายแล้ว แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่พบศพ พ.ต.ต.เงิน ซึ่งเหตุการณ์ดินถล่มดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อเวลา 04.00 น. ของวันที่ 19 ก.ย. ขณะที่ พ.ต.ต.เงินและนายนฤชัย เข้าไปคุมการขุดดินมาใช้ในการถมเขื่อนแควน้อย จนทำให้ถูกดินพังทลายลงมาทับ โดยตำรวจในพื้นที่ยืนยันว่า มีผู้เสียชีวิต 2 ราย ซึ่งเจ้าหน้าที่ยังระดมกำลังเข้าค้นหา


 


ทั้งนี้หาก พ.ต.ต.เงิน เสียชีวิตจริง จะต้องพบศพในบริเวณใกล้เคียงกับจุดเกิดเหตุ หรือศพอาจจะถูกกระแสน้ำพัดไปที่สันเขื่อน หรือท้ายเขื่อน นอกจากนี้ยังได้มีการนำเฮลิคอปเตอร์บินวนสำรวจศพบนผิวน้ำบริเวณจุดที่เกิดเหตุด้วย พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ให้ตรวจสอบสภาพศพของนายนฤชัย ว่า ศพอยู่ในสภาพถูกดินทับหรือลอยอืดอยู่บนผิวน้ำ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการค้นหาศพของพ.ต.ต.เงิน ต่อไป และต้องพิสูจน์ให้แน่ชัดว่าพ.ต.ต.เงิน ทองสุก จำเลยคดีหน่วงเหนี่ยวและกักขังผู้อื่นให้เสียอิสรภาพเสียชีวิตจริงหรือไม่


 


ด้านนางอังคณา นีละไพจิตร ภรรยาของทนายสมชาย กล่าวว่า ต้องการเรียกร้องให้สื่อค้นหาความจริงว่า เกิดอะไรขึ้น พ.ต.ต.เงิน หายสาบสูญไปจริงหรือไม่ หรือเป็นการสร้างสถานการณ์ ซึ่งตนได้ประสานเพื่อตรวจสอบข้อมูลในการแจ้งความคนหายกับ สภ.วัดโบสถ์ จ.พิษณุโลกแล้ว แต่ยังไม่ได้ความคืบหน้า และความชัดเจนเท่าที่ควร จึงยังไม่ทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น


 


อย่างไรก็ตาม ขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ ดีเอสไอ เจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมถึงรัฐบาลภายใต้แกนนำของพรรคพลังประชาชน ออกมาชี้แจงในเรื่องดังกล่าวให้กระจ่างชัดโดยเร็ว เพราะส่วนตัวมองว่า การที่นายตำรวจระดับชั้นสัญญาบัตรคนหนึ่ง และเป็นจำเลยที่ 1 ในคดีของสามีหายสาบสูญไปก็ต้องมีศพให้เห็น และการจมน้ำจากน้ำท่วมก็ต้องมีเจ้าหน้าที่ประดาน้ำงมหาศพ โดยต้องมีการพยายามค้นหามากน้อยแค่ไหน และควรจะเชื่อถือได้หรือไม่ ว่าหายสาบสูญไปจริง


 


"พ.ต.ต.เงิน ทองสุก จำเลยคดีทนายสมชาย หายสาบสูญจากน้ำท่วม ตรงนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์นานกว่า 2 ปี และน่าจะมีคำพิพากษาในเร็วๆ นี้ ถ้าจำเลยหาย จะมีผลต่อคดีมาก ตรงนี้ขอเรียกร้องให้รมว.ยุติธรรมคนใหม่ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ทำความจริงให้ปรากฏ การหายไปเป็นการจงใจให้หายไป หรือเป็นอุบัติเหตุจริง ควรออกติดตามค้นหาศพอย่างจริงจัง ดิฉันรู้สึกกังวลใจกับเรื่องนี้มาก" นางอังคณากล่าว


 


พ.ต.ต.เงิน ทองสุก เป็นจำเลยในคดีอุ้ม นายสมชาย นีละไพจิตร อดีตประธานชมรมนักกฎหมายมุสลิม และนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งหายตัวไปอย่างลึกลับ ในช่วงสมัยรัฐบาลทักษิณ 1 เมื่อวันที่ 12 มี.ค.47 ขณะขับรถอยู่บริเวณโรงแรมชาลีน่า ย่านรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ หลังจากที่นายสมชายไปรับทำคดีแก้ต่างให้ผู้ต้องหาคดีปล้นอาวุธปืน และคดีกบฏแบ่งแยกดินแดน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และดำเนินการรวบรวมรายชื่อ 50,000 รายชื่อ เสนอผลักดันร่างกฎหมายให้บังคับใช้กฎหมายมุสลิมกับคนไทยมุสลิม กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สืบสวนและจับกุม พ.ต.ต.เงิน กับพวกรวม 5 คน ประกอบด้วย พ.ต.ท.สินชัย ปัญญกำพงษ์ พ.ต.ท.ชัดชัย เลี่ยมสงวน จ.ส.ต.ชัยแวง พาด้วง และส.ต.อ.รันดร สิทธิเขต ซึ่งทั้งหมดถูกนำตัวฟ้องศาล และศาลอาญาพิพากษา จำคุก พ.ต.ต.เงิน ทองสุก 3 ปี ข้อหาหน่วงเหนี่ยวและกักขังผู้อื่น ส่วนจำเลยอีก 4 คนให้ยกฟ้อง เนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอ ซึ่งคดีนี้อยู่ระหว่างยื่นอุทธรณ์


 


ก่อนหน้านี้ เคยเกิดกรณีคล้ายกับเหตุการณ์ของพ.ต.ต.เงิน ทองสุก มาแล้ว โดย พ.ต.ท.ศักดิ์ดา ช่างเรือ อดีตรอง ผกก.จร.สน.ลุมพินี ผู้ต้องหาในคดีกระทำอนาจารเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี และกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 13 ปี หลบหนีคำพิพากษาของศาล โดยมีผู้แจ้งไปยังศูนย์พิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลครั้งมหันตภัยสึนามิ ว่าได้หายตัวไปในภัยพิบัติครั้งนั้น ทว่าต่อมา พล.ต.อ.นพดล สมบูรณ์ทรัพย์ ออกมายืนยันว่าไม่จริง ในที่สุด พ.ต.ท.ศักดิ์ดา จึงเข้ามอบตัว ซึ่งศาลฏีกาพิพากษาจำคุกเป็นเวลา 16 ปี 4 เดือน แต่ลดโทษให้เหลือจำคุก 14 ปี 4 เดือน


 


ที่มา : ผู้จัดการ

Comments

เบื่อสื่อมั่ว

คดีอาศักดิ์ดานั้น อาศักดิ์ดายัดเงิน แล้วหลบไปอยู่ต่างประเทศ ไม่ได้ติดคุก ประชาไทอย่ามั่ว

อ่านก่อนพิมพ์

คห.1 อ่านดีๆ ประชาไทไม่ได้เขียน เขาเอามาจาก ผู้จัดการ

เบื่อสื่อมั่ว

เออ ลอกกันไม่ดูตาม้าตาเรือ ผิด ตก ยกชั้น

24

พันธมิตร พันธมิตรมันแกล้งปล่อยข่าว

กร้าก

เรื่องจริง

ที่ศาลอาญา วันที่ 25 ก.ย. ศาลออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาของศาลฎีกา ในคดีที่อัยการฝ่ายคดีอาญา 9 เป็นโจทก์ฟ้อง จ.ส.ต.อนันต์ นาคสุข หรือจ่าหวัง อายุ 38 ปี อดีตสายตรวจ สน.บุปผาราม เป็นจำเลยที่ 2 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 13 ปี และ พ.ต.ท. ศักดา ช่างเรือ หรืออาศักดา อายุ 47 ปี อดีตรอง ผกก. จร.สน.ลุมพินี เป็นจำเลยที่ 3 ฐานกระทำอนาจารเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี และกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 13 ปี ส่วนจำเลยที่ 1 ในคดี คือนางแวว หรือแมว สุขนุ่ม คดีถึงที่สุดในชั้นศาลอุทธรณ์ ถูกจำคุก 50 ปี ฐานพรากผู้เยาว์ เป็นธุระจัดหาเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปีเพื่อสนองความใคร่ผู้อื่น ทั้งนี้ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำคุกจำเลยที่ 2 เป็นเวลา 8 ปี จำเลยที่ 3 เป็นเวลา 18 ปี ขณะที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 2 เป็นเวลา 8 ปี และจำเลยที่ 3 ศาลอุทธรณ์แก้โทษให้จำคุก 16 ปี 4 เดือน

คำพิพากษาศาลฎีกาสรุปใจความว่า พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ด.ญ.เปิ้ล (นามสมมติ) อายุ 12 ปี นร.ชั้น ป.5 ผู้เสียหาย ถูกจำเลยที่ 1 พรากไปจากผู้ปกครอง เพื่อสำเร็จความใคร่ให้ผู้อื่น โดยผู้เสียหายยินยอมให้กระทำชำเรา โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความว่า ถูกจำเลยที่ 1 พาไปพบจำเลยที่ 2 ที่ร้านเซเว่น-อีเลฟเว่นแห่งหนึ่งย่านฝั่งธนบุรี ก่อนที่จำเลยที่ 2 จะพาไปที่โรงแรมธนบุรี เพื่อร่วมประเวณี จำเลยที่ 2 แต่งเครื่องแบบ แต่ผู้เสียหายไม่ทราบว่ายศอะไร ทราบเพียงว่าชื่อ “จ่าหวัง” เห็นว่าผู้เสียหายได้มีเวลาอยู่ ใกล้ชิดกับจำเลยที่ 2 ย่อมจดจำรูปร่างหน้าตาของจำเลยที่ 2 ได้ ประกอบกับการสอบปากคำผู้เสียหาย และมีการชี้ตัวจำเลยที่ 2 ไว้ด้วย อีกทั้งไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายรู้จักกับจำเลยที่ 2 หรือมีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน เชื่อว่าผู้เสียหายเบิกความไปตามจริง ฎีกาของจำเลยที่ 2 อ้างเรื่องการชี้ตัวไม่ถูกต้อง ไม่สามารถหักล้างพยานโจทก์ที่มีหลักฐานมั่นคงได้ จึงฟังไม่ขึ้น

นอกจากนี้ ผู้เสียหายยังให้การในชั้นสอบสวนว่า ถูกจำเลยที่ 1 พร้อมกับพวก พาไปพบจำเลยที่ 3 ทราบชื่อว่า “อาศักดา” ในห้องทำงาน สน.ลุมพินี โดยมีการกระทำอนาจารภายในห้อง หลังจากนั้นจำเลยที่ 3 สั่งให้ ผู้เสียหายไปรอที่ป้ายรถประจำทางใกล้กับ สน.ลุมพินี ก่อนที่จะขับรถกระบะสีขาวของสำนักงานตำรวจแห่งชาติมารับไปที่โรงแรมเพนเฮาส์ แล้วร่วมประเวณีกัน 1 ครั้ง ต่อมาจำเลยที่ 1 พาไปพบจำเลยที่ 3 อีก ก่อนจะพาไปร่วมป

เริ่องจริง(ต่อ)

โดยจำเลยที่ 3 มอบเงินให้ครั้งละ 1,000 บาท เห็นว่าผู้เสียหายเบิกความเป็นลำดับขั้นตอน ยากแก่การปั้นแต่งเรื่องขึ้นมา สามารถนำชี้จุดตั้งแต่ห้องทำงานของจำเลยที่ 3 ถึงห้องพักของโรงแรม โดยผู้เสียหายให้ปากคำหลังเกิดเหตุการณ์ไม่นาน ย่อมจดจำเหตุต่างๆได้

การที่ผู้เสียหายกลับคำในเวลาต่อมา เห็นว่าเป็นการต้องการให้ความช่วยเหลือจำเลยที่ 3 ให้พ้นจากข้อกล่าวหา ยิ่งทำให้คำเบิกความในชั้นสอบสวนมีความจริงยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ข้ออ้างฎีกาในเรื่องเข้าใจผิดเรื่องอายุของเด็กหญิงผู้เสียหาย ก็ฟังไม่ขึ้น เพราะในคำเบิกความผู้เสียหายระบุชัดว่าตอนที่ผู้เสียหายไปหา จำเลยที่ 3 ได้สอบถามว่าเรียนอยู่ที่ไหน อายุเท่าไหร่ ย่อมรู้แน่ชัดอยู่แล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 3 จึงฟังไม่ขึ้น

อย่างไรก็ตาม การที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยที่ 2 และ 3 นั้น เห็นว่าโทษหนักเกินไป สมควรลงโทษให้เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดี พิพากษาแก้ว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี ให้จำคุกเป็นเวลา 7 ปี จากเดิม 8 ปี ส่วนจำเลยที่ 3 นั้น มีความผิดฐานกระทำอนาจารเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี จำคุกเป็นเวลา 4 เดือน ฐานกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 13 ปี รวม 2 กระทง ให้จำคุกกระทงละ 7 ปี จากเดิมกระทงละ 8 ปี รวมจำคุกทั้งสิ้นเป็นเวลา 14 ปี 4 เดือน ภายหลังอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้ควบคุมตัวจำเลยทั้งสองใส่กุญแจมือคู่กัน เพื่อนำตัวไปควบคุมที่เรือนจำกลางบางขวางทันที โดย พ.ต.ท.ศักดามีสีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด พยายามเดินก้มหน้าหลบช่างภาพไม่ให้ถ่ายรูป

ด้านนายเสถียร สมานโสร์ ทนายความของ พ.ต.ท. ศักดากล่าวว่า หลังจากนี้คงได้แต่ดำเนินการเพื่อขอพระ ราชทานอภัยโทษแก่จำเลยทั้ง 2 โดยขอนำเอาความดี เมื่อครั้งปฏิบัติหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ประกอบการ ขอพระราชทานอภัยโทษต่อไป

จาก http://www.backtohome.org/autopagev4/show_page.php?topic_id=960&auto_id=4&TopicPk=

เบื่อสื่อมั่ว

ลองตามไปดูที่เรือนจำที เผลอๆจะเจอแจคพอตแตก ฑัณฑสถานไทย