บทความ: อารยะขัดขืนของนักปรัชญา Vs อารยะขัดขืนของพันธมิตร (ตอนที่ 1)

ชื่อบทความเดิม: อารยะขัดขืนของนักปรัชญา Vs อารยะขัดขืนของพันธมิตร: ตอนที่ 1 อารยะขัดขืนใน อารยะขัดขืน ของชัยวัฒน์ สถาอานันท์


 


อุเชนทร์ เชียงเสน


 


ในวันจันทร์ที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา ก่อนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะประกาศมาตรการ "อารยะขัดขืน" ของตนเองอย่างเป็นทางการ รุ่นพี่คนหนึ่งเมื่อทราบว่าผู้เขียนต้องเข้าเรียน (โดยที่ไม่ได้ลงทะเบียน) วิชา "สัมมนาปรัชญา ปรัชญาการเมือง และทฤษฎีการเมืองสำหรับศตวรรษที่ <?xml:namespace prefix = st1 ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:smarttags" />21" (ร.604/804) กับอาจารย์ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ จึงฝากให้ช่วยถามอาจารย์ชัยวัฒน์(ต่อไปจะขอเรียกว่า ชัยวัฒน์ เฉยๆ) -ในฐานะนักปรัชญา นักสันติวิธี และเป็นคนหนึ่งที่"นำเข้า" และบัญญัติคำ "civil disobedience" เป็นภาษาไทย ว่า "อารยะขัดขืน" -ว่า " "อารยะขัดขืน" ต่างกับ "ดื้อด้าน"อย่างไร?" หรือถ้าจะแปลอย่างตรงไปตรงมา คือ อารยะขัดขืนของพันธมิตรฯ นั้น เป็น "อารยะขัดขืน" หรือไม่? ซึ่งคำถามนี้ก็เป็นสิ่งที่ผู้เขียนอยากจะทราบเหมือนกัน แต่เนื่องจากบทสนทนาในชั้นเรียนเกี่ยวกับวิธีการศึกษาปรัชญาของ Leo Strauss (Straussian Method-:ซึ่งตอนนี้ผู้เขียนก็ยังไม่รู้ว่าคืออะไรอยู่ดี) ผ่านบทความเรื่อง "What is Political Philosophy?" ที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและสนุกสนาน คำถามที่เก็บไว้จึงไม่มีโอกาส "โยนใส่" เข้าไปในชั้นเรียน


           


จริงๆแล้ว สิ่งที่ผู้เขียนอยากรู้พอๆหรือมากกว่าว่า อารยะขัดขืน คือ อะไร หรือ สิ่งที่พันธมิตรฯ กำลังทำอยู่เป็นอารยะขัดขืนหรือไม่ คือ ชัยวัฒน์จะมีท่าที รับมือ หรือ จัดการกับคำถามนี้อย่างไร โชคดี ในวันเดียวกันนี้ นักข่าวจากสถานีโทรทัศน์ NBT ก็อยากรู้คล้ายๆ กับผู้เขียน จึงได้สัมภาษณ์ชัยวัฒน์และออกอากาศในช่วงข่าวประมาณ 3 ทุ่ม ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจคือ ชัยวัฒน์ปฏิเสธที่จะออกความเห็นต่อการประกาศ "อารยะขัดขืน" ของพันธมิตรฯ หรือตอบคำถามว่า สิ่งที่พันธมิตรทำนั้นเป็นอารยะขัดขืนหรือไม่ แต่พยายามที่จะอธิบายแนวคิด หลักการของอารยะขัดขืนแทน


 


อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่สนใจว่า อารยะขัดขืนคืออะไร หรือสิ่งที่พันธมิตรฯ ทำ เป็นอารยะขัดขืนได้หรือไม่ในความเห็นของชัยวัฒน์ รวมทั้งเหตุใดเขาจึงเผชิญกับคำถามดังกล่าว โดยการปฏิเสธที่จะตอบคำถามนั้น ทางหนึ่งที่สามารถจะทำได้ และเข้าใจว่าเขาเองปรารถนาที่จะให้ผู้รับสารทำ คือ การกลับไปทำความเข้าใจแนวคิดเรื่องอารยะขัดขืน ซึ่งเขาได้เขียนไว้ ใน ชัยวัฒน์ สถาอานันท์, อาระยะขัดขืน (กรุงเทพฯ: มูลนิธิโกมลคีมทอง, 2549) และนำไปเทียบกับการกระทำของพันธมิตรฯ นั่นเอง


 


ดังนั้น ในการพยายามที่ตอบปัญหาที่กล่าวมาทั้งหมด ในบทความนี้ ผู้เขียนจะทำการแบ่งออกเป็น 3 ตอน (เสนอที่ละตอน) คือ (1) นำเสนอแนวคิด "อารยะขัดขืน" ของชัยวัฒน์ โดยการสรุป ตัดตอนเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่จะพิจารณา จาก อาระยะขัดขืน -ซึ่งแน่นอน ย่อมไม่เป็นไปตามโครงการบรรยายหรือเนื้อหาทั้งหมดในหนังสือ (2) สรุป ประเมินการเคลื่อนไหวและแนวคิดอารยะขัดขืนของพันธมิตรฯ (3) ทำการเปรียบเทียบ ตั้งข้อสังเกตบางประการระหว่างอารยะขัดขืนของชัยวัฒน์และพันธมิตรฯ รวมทั้งพยายามที่จะอธิบายว่า ทำไมชัยวัฒน์จึงรับมือกับคำถามของนักข่าวด้วยวิธีการดังกล่าว


 


1. "อารยะขัดขืน" ใน (หนังสือ) อารยะขัดขืน


 


หนังสือ อารยะขัดขืน ตีพิมพ์ในช่วงปลายปี 2549 ซึ่งคำว่า "อารยะขัดขืน" นี้ เป็นที่รู้จักและถูกใช้อย่างแพร่หลายแล้ว โดยการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ในรอบแรก ใน อารยะขัดขืน นั้น ชัยวัฒน์เริ่มต้นจากการพิจารณามายาคติต่างๆ เกี่ยวกับอารยะขัดขืนในสังคมไทย จากนั้นจึงได้ทำการถกเถียงเรื่องการเลือกใช้คำแปล "civil disobedience" ในภาษาไทยและเสนอว่าให้ใช้ "อารยะขัดขืน" และในตอนท้าย ได้เสนอข้อวิเคราะห์บทความคลาสสิกเกี่ยวปรัชญาอารยะขัดขืนจำนวนสามชิน คือ บทสนทนา "ไครโต" ของโสเกรติส, "ต้านอำนาจรัฐ" ของ เฮนรี่ เดวิด ธอโด และ "จดหมายจากคุกเมืองเบอร์มิงแฮม" ของมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ พร้อมคำแปลของบทความทั้งสามชิ้น


 


อารยะขัดขืนของ John Rawls


แม้ผู้เขียนจะไม่แน่ชัด [ไม่อาจฟันธงจากการอ่านหนังสือเล่มเดียว] ว่า ชัยวัฒน์เป็น Rawlsian ในเรื่องอารยะขัดขืนหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน แต่อย่างน้อยใน อารยะขัดขืน ก็แสดงให้เห็นว่า เดินตาม John Rawls ในการอธิบาย ทำความเข้าใจแนวคิดนี้ อย่างเช่น การระบุว่า ตัวอย่างของสมชาย ปรีชาศิลปกุล ใน การดื้อแพ่งต่อกฎหมาย (กรุงเทพฯ: สถาบันพัฒนาการเมือง, 2543, หน้า41-42 ) คือ การต่อสู้ของประชาชนด้วยสันติวิธี เพื่อล้มเผด็จการของเอล ซัลวาดอร์ และ กัวเตมาลา มิใช่ "อาระขัดขืน" เพราะ "ถือกำเนิดและดำเนินไปในทางบริบททางสังคมการเมืองที่ห่างไกลจากความเป็นประชาธิปไตย (ไม่ว่าจะนิยามอย่างไร) เป็นอันมาก" และเห็นว่า การถือว่ากรณีทั้งสองนี้เป็นตัวอย่างของ "อารยะขัดขืน" นั้นสะท้อนปัญหาในทางทฤษฎี คือ การเข้าใจความสำคัญของรูปแบบการปกครองในฐานะบริบท (context) ของการใช้อารยะขัดขืน (หน้า 15) ทั้งนี้เพราะในฐานะปฏิบัติการสันติวิธีอย่างหนึ่ง อารยะขัดขืนต้องให้ความสำคัญกับบทบริบททางการเมืองอย่างยิ่ง เนื่องจากมีเงื่อนไขอย่างหนึ่งคือ "การยอมรับบทลงโทษของรัฐ" ซึ่งเท่ากับว่า รัฐโดยรัฐบาลที่ดำรงอยู่ยังมีความชอบธรรมอยู่ในตัว


           


John Rawls ได้นิยาม "อารยะขัดขืน (civil disobedience)" อย่างจำกัด (restricted) ว่าหมายถึง "การกระทำทางการเมืองซึ่งมีลักษณะเป็นสาธารณะ (public) สันติวิธี (nonviolent) และมีมโนธรรมสำนึก (conscientious) ที่ขัดต่อกฎหมาย (contrary to law) ปกติเป็นสิ่งที่ทำโดยมุ่งให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในกฎหมาย (in the law) หรือนโยบายของรัฐบาล" ทั้งนี้ การที่เขาจำกัดไว้ว่า เป็นการกระทำที่มุ่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลง "ในกฎหมายหรือนโยบาย" แต่ไม่ได้มุ่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองหรือกระทั่งตัวรัฐบาลเอง เพราะเขากำหนดตำแหน่งแห่งที่ของทฤษฎีนี้ไว้ที่เฉพาะในสังคมที่ใกล้จะเป็นธรรม (nearly just society) ซึ่งหมายถึง "สังคมที่ส่วนใหญ่มีการจัดระเบียบอย่างดี แต่มีการละเมิดความยุติธรรมอยู่บ้าง" และถือว่าสภาวะสังคมที่ว่านี้ ขึ้นต่อระบอบประชาธิปไตย (หน้า 16)  ทฤษฎีที่ John Rawls เสนอจึงเกี่ยวพันกับบทบาทและความเหมาะสมของอารยะขัดขืนต่อหน้ารัฐประชาธิปไตยที่ขึ้นมาสู่อำนาจโดยชอบธรรมเท่านั้น "ด้วยเหตุนี้ การคัดค้านรัฐด้วยสันติวิธีจึงเป็นสิ่งที่ชอบด้วยเหตุผลรองรับ (justified) เพราะการใช้ civil disobedience มิได้มุ่งเปลี่ยนแปลงแย่งชิงอำนาจรัฐ แต่ต้านอำนาจรัฐด้วยการเปลี่ยนแปลง "บางสิ่ง" ในกฎหมายหรือนโนบายของรัฐที่ไม่เป็นธรรมต่างหาก" (หน้า 17)


           


นอกจากนั้น อารยะขัดขืน ในฐานะปฏิบัติทางการเมืองอย่างหนึ่ง ในทัศนะของ John Rawls มีคุณลักษณ์ที่สำคัญ 7 ประการ (หน้า 21) คือ


 


1.       เป็นการละเมิดกฎหมายหรือตั้งใจละเมิดกฎหมาย


2.       ใช้สันติวิธี (nonviolent)


3.       เป็นการกระทำสาธารณะโดยแจ้งให้ฝ่ายรัฐรับรู้ล่วงหน้า


4.       ประกอบด้วยความเต็มใจที่จะรับผลทางกฎหมายของการละเมิดกฎหมายดังกล่าว


5.       ปกติกระทำไปเพื่อเปลี่ยนแปลงกฎหมายหรือนโยบายของรัฐบาล


6.       มุ่งเชื่อมโยงกับสำนึกแห่งความยุติธรรมของผู้คนส่วนใหญ่ในบ้านเมือง


7.       มุ่งสร้างเชื่อมโยงกับสำนึกแห่งความยุติธรรม ซึ่งโดยหลักแล้วเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายและสถาบันทางสังคม


 


อารยะขัดขืนของชัยวัฒน์


แม้ชัยวัฒน์จะไม่ได้อธิบายโดยตรงว่า อารยะขัดขืนของตนนั้นคืออะไร ตรงกับ John Rawls มากน้อยแค่ไหน หรือมีรายละเอียดแตกต่างกันหรือมีเงื่อนไขอย่างไรบ้าง แต่อย่างไรก็ตาม เราสามารถที่จะเข้าใจหรือสรุปรวบยอดแนวความคิดอารยะขัดขืนของเขาเองได้ โดยการพิจารณารายละเอียดข้อโต้แย้ง ถกเถียงในประเด็นต่างๆ ในบทความ อย่างเช่นที่ปรากฎในการพิจารณาบริบททางการเมืองกับอารยะขัดขืนอย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้น รวมทั้งปฏิเสธ/ไม่ยอมรับ"อารยะขัดขืนแบบปฏิวัติ" ของ Gene Shape อันเป็นวิธีการที่ใช้เพื่อ"บั่นทอนระบบการเมืองที่ไม่เป็นธรรม เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบใหม่" และเห็นว่าความแตกต่างในเรื่องนี้ระหว่าง John Rawls และ Gene Shape นั้นปัญหาอยู่ที่ความเข้าใจของ Gene Shape เอง


 


ในช่วงแรกของ "อารยะขัดขืน" ซึ่งเปรียบเสมือน "บทนำ" ชัยวัฒน์อธิบายว่า " "civil disobedience" หรือ "อารยะขัดขืน" เป็นเรื่องของการขัดขืนอำนาจรัฐ ที่ทั้งเป้าหมายและตัววิธีการอันเป็นหัวใจของ "civil disobedience" ส่งผลในการทำให้สังคมการเมืองโดยรวมมี "อารยะ" ยิ่งขึ้น" และในส่วนของการอธิบายถึงมายาคติว่าด้วย civil disobedience"ในสังคมไทยนั้น ซึ่งบางอย่างนำไปสู่การเสนอให้ทำให้อารยะขัดขืนกลายเป็นเรื่องถูกกฎหมาย เขาไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว ทั้งนี้เพราะเห็นว่า จะเป็นการลดทอนพลังอำนาจในทางมโนธรรมสำนึกของอารยะขัดขืนไปในตัว เนื่องจากมีเงื่อนไขประการแรกของการอารยะขัดขืน คือ ฐานะปฏิบัติการที่เป็นการละเมิดกฎหมาย ซึ่งมีหน้าที่สำคัญคือ "เพื่อสื่อสารกับสังคมการเมืองว่า เกิดอะไรผิดปกติบางอย่าง ที่ผู้คนซึ่งปกติปฏิบัติการตามกฎหมาย จงใจละเมิดกฎหมาย" ดังนั้น อารยะขัดขืนจึงเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า กฎหมายบางข้อหรือนโยบายของรัฐบางประการ เป็นสิ่งไม่ถูกต้อง "การปลุกมโนธรรมสำนึกของสาธารณะ มิได้เพียงเกิดจากการละเมิดกฎหมาย แต่เกิดจากการรับผลของการละเมิดกฎหมายดังกล่าว" โดยอารยะขัดขืนแตกต่างจากการละเมิดอำนาจรัฐอื่นทั้งหมดก็คือ ผู้ใช้ต้องยอมรับการลงโทษของรัฐที่จะกระทำต่อตน ในฐานะพลเมืองของรัฐด้วย


 


สาเหตุที่สำคัญหนึ่งที่ชัยวัฒน์เสนอให้ใช้คำว่า "อารยะขัดขืน" ในสังคมไทยแทนคำว่า civil disobedience นั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาเห็นว่า คำว่า "อารยะ" ในสังคมไทย มีความหมายในเชิงการจำกัดอำนาจรัฐด้วย ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ civil disobedience กล่าวคือ "ให้พื้นที่กับมนุษย์จะกระทำการขัดขืนอำนาจรัฐเพื่อ "ความเป็นธรรม" ได้บ้าง มิใช่จะยอมรับว่ารัฐจะมีอำนาจเป็นที่ล้นพ้นที่ไม่มีขีดจำกัด" (หน้า 34) และเห็นว่า "การจำกัดอำนาจรัฐนั้นเองเป็นหนทาง "อารยะ" ยิ่งจำกัดอำนาจรัฐด้วยวิธีการอย่างอารยะ คือ เป็นไปอย่างเปิดเผย ไม่ใช้ความรุนแรง และยอมรับผลตามกฎหมายที่จะเกิดขึ้นกับตน เพื่อให้สังคมการเมือง"เป็นธรรม" มากขึ้น เคารพสิทธิเสรีภาพคนอื่นมากขึ้น และเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น (หน้า 7)


 


ในการพิจารณาคุณูปการของอารยะขัดขืน ในฐานะ เงื่อนไขที่เอื้อต่อการสร้างการเมืองที่ "อารยะ" นั้น ชัยวัฒน์เสนอว่า ทำได้หลายทาง แต่เขาเลือกที่จะพิเคราะห์จากงานเขียนทางปรัชญาอารยะขัดขืนคลาสสิก 3 ชิ้น คือ "ไครโต" ของเพลโต, "ต้านอำนาจรัฐ" ของ เฮนรี่ เดวิด ธอโด และ "จดหมายจากคุกเมืองเบอร์มิงแฮม" ของมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ เนื่องจากเป็นงานเขียนที่มีอิทธิพลทางความคิดเรื่องอารยะขัดขืนมากที่สุด และข้อเขียนของทั้งสามคนนี้มีความสำคัญต่อการพิจารณาปัญหาอารยะขัดขืนแตกต่างจากข้อเขียนอื่นๆ เพราะข้อเขียน (text) ของพวกเขานั้น "แยกไม่ออกจากชีวิตทางการเมือง" ที่ให้กำเนิดแนวคิดนี้ กล่าวคือ เฮนรี่ เดวิด ธอโด ถูกจับเนื่องจากไม่ยอมจ่ายภาษีให้กับรัฐด้วยเห็นว่ารัฐจะนำเงินไปทำสงครามและธำรงไว้ซึ่งการมีทาส ซึ่งเขาเห็นว่าไม่ยุติธรรม มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ใช้ชีวิตของตนเองต่อสู้เพื่อสิทธิของคนกลุ่มน้อยผิวสีจนถูกสังหารในที่สุด ส่วนโสเกรติสนั้นก็เป็นนักปรัชญาการเมืองที่ยอมสละชีวิตของตนเองเพื่อชีวิตทางปรัชญาที่ตนเชื่อ


 


แม้งานทั้งสามนี้จะมีบริบททางประวัติศาสตร์แตกต่างกัน และดังนั้นจึงมีความแตกต่างกันในเนื้อหา แต่ชัยวัฒน์เห็นว่า งานทั้งสามชิ้นนี้มีจุดเด่นที่เอื้อต่อลักษณะอารยะที่สำคัญ 3 เรื่องคือ (1) บทบาทและอำนาจของปัจเจกชนในการเปลี่ยนแปลงสังคมการเมืองให้ดีขึ้น (2) การละเมิดกฎหมายในนามศีลธรรมที่เหนือกว่าเพื่อเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่อยุติธรรมให้เป็นธรรมขึ้น (3) การยอมรับการลงโทษของรัฐที่ดำรงอยู่ด้วยความชอบธรรม (หน้า 43) และได้ทำการสรุปในตอนท้ายเกี่ยวกับลักษณะอารยะขัดขืนของทั้งสาม ไว้ว่า  


 


"ลักษณะอารยะขัดขืนที่สามคนมีเหมือนกันก็คือ สังคมการเมืองที่คนทั้งสามดำรงอยู่เป็นสังคมที่มีคุณลักษณ์ประชาธิปไตยมากบ้างน้อยบ้างต่างกัน คนทั้งสามมุ่งเปลี่ยนแปลงสังคมของตนให้ดีขึ้น ด้วยการชี้ให้เห็นข้อจำกัดทางอำนาจของสังคมการเมืองนั้นๆ ใช้การละเมิดกฎหมายของสังคมการเมืองด้วยวิธีการอันเป็นสันติเพื่อกระตุ้นมโนธรรมสำนึกของสังคม กระทำการของตนอย่างเปิดเผย และที่สุด ยอมรับการลงโทษที่เกิดขึ้นจากการละเมิดอำนาจรัฐของตน ทั้งหมดนี้เป็นหนทางอารยะขัดขืน ทั้งในฐานะปัจเจก ในฐานะนักปรัชญา และในฐานะผู้นำขบวนการเปลี่ยนแปลงสังคมการเมือง" (หน้า 46)


           


โดยสรุป จะเห็นได้ว่า จากการอภิปรายโต้แย้งและเสนอความเห็นของเขา ในหลักการหรือแนวคิดอารยะขัดขืนโดยภาพรวม ชัยวัฒน์เดินตามแนวทาง John Rawls กล่าวคือ


 


ในแง่ของบริบทการใช้อารยะขัดขืน คือ รูปแบบการปกครองนั้น อารยะขัดขืนจะเกิดเฉพาะในรัฐที่มีความเป็นธรรมและเป็นประชาธิปไตยอยู่บ้าง ดังนั้นการลุกฮือโค่นล้มรัฐบาลเผด็จหรือการลุกฮือของพลเรือน ด้วยสันติวิธี ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อโค่นล้มรัฐบาล หรือแย่งชิงอำนาจรัฐ ในสังคมที่ห่างไกลอย่างมากกับความเป็นประชาธิปไตย ไม่เป็น "อารยะขัดขืน"


 


ขณะที่คุณลักษณ์ของอารยะขัดขืนที่สำคัญ ที่ชัยวัฒน์เน้นย้ำตลอดเวลา คือ ข้อ 1 ต้องเป็นการละเมิดกฎหมายหรือตั้งใจละเมิดกฎหมาย และคัดค้านการทำให้ถูกต้องตามกฎหมายเนื่องจากเป็นการลดทอนพลังอำนาจในทางมโนธรรมสำนึก (ซึ่งอารยะขัดขืนต้องการให้เกิดขึ้น) และอำนาจทางการเมืองของอารยะขัดขืนลงไป ในขณะที่ข้อ 2 คือ ใช้สันติวิธี (nonviolent) และ ข้อ 3 เป็นการกระทำสาธารณะ เป็นไปอย่างเปิดเผย นั้นไม่ได้อธิบายมากนัก ซึ่งเข้าใจว่าไม่มีประเด็นที่จำเป็นต้องถกเถียง


 


ประเด็นที่สำคัญที่ชัยวัฒน์พยายามที่จะเน้นอีกอย่างหนึ่งคือ ข้อ 4 ต้องเต็มใจที่จะรับผลของการละเมิดหรือขัดขืน เพราะผลของการยอมรับผลดังกล่าวจะนำไปสู่ ข้อ 7 คือ การปลุกนโนธรรมสำนึกของสาธารณะ ผู้คน ทำให้ตั้งคำถามกับตัวกฎหมายหรือนโยบายที่พลเมืองดีต้องทำการอารยะขัดขืน หรือความอยุติธรรม หรือข้อจำกัดของสังคมการเมืองนั้นๆ


 


สำหรับขอบเขตของการกระทำที่ยอมรับว่าเป็นอารยะขัดขืนนั้น ค่อนข้างที่จะจำกัดอยู่ใน ข้อ 5 การกระทำเพื่อเปลี่ยนแปลงกฎหมายหรือนโยบาย "บางอย่าง"ของรัฐบาล มากกว่าการแย่งเชิง เปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐ ระบอบการเมืองหรือรัฐบาล โดยมีเป้าหมายที่สำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงสังคมการเมืองให้ดีขึ้น กล่าวคือ เพื่อให้สังคมการเมือง"เป็นธรรม" มากขึ้น เคารพสิทธิเสรีภาพคนอื่นมากขึ้น และเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และที่สำคัญมากที่ชัยวัฒน์กล่าวไว้ตั้งแต่ต้นคือ ความสัมพันธ์ระหว่างเป้าหมายและวิธีการของอารยะขัดขืนคือ คือ " ทั้งเป้าหมายและตัววิธีการอันเป็นหัวใจของ "civil disobedience" ส่งผลในการทำให้สังคมการเมืองโดยรวมมี "อารยะ" ยิ่งขึ้น"


 


อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญมากสำหรับการอธิบายถกเถียงในตอนต่อไป คือ การพิจาณาเรื่องความสัมพันธ์ของอารยะขัดขืน (ที่ในสังคมไทย มีการถือกันว่าเป็น ประชาธิปไตยทางตรง) และประชาธิปไตยแบบตัวแทน โดยชัยวัฒน์ เห็นว่า "แม้อารยะขัดขืนจะสัมพันธ์กับทฤษฎีประชาธิปไตยในฐานะการแสดงออก แต่มิได้มุ่งทดแทนระบบตัวแทนแต่อย่างใด" อย่างเช่น การละเมิดกฎหมายแบ่งแยกคนผิวสีออกจาคนผิวขาว หรือ การขัดขวางการจราจรเพื่อต่อต้านสงครามเวียดนามนั้น เป็นไปเพื่อให้ตัวแทนของประชาชนในรัฐสภาได้ยินเสียงอื่นๆ และทำหน้าที่เป็นตัวแทน นำเสนอการเปลี่ยนแปลงกฎหมายหรือนโยบายที่ไม่เป็นธรรม ไม่ชอบธรรม และได้สรุปว่า


 


"นอกจากอารยะขัดขืนจะมิได้มุ่งเปลี่ยนแปลงถอนรากถอนโคนระบบการเมืองที่ดำรงอยู่แล้ว ยังมิได้เป็นการพยายามเข้าแทนที่ประชาธิปไตยแบบตัวแทน หากแต่เป็นสิ่งที่เสริมให้ประชาธิปไตยแบบตัวแทนเข้มแข็งขึ้น เพราะเปิดพื้นที่ให้สังคมการเมืองได้ยินเสียงของผู้คน ที่แตกต่างหลากหลายรอบด้านยิ่งขึ้น" (หน้า 20)


 


การพยายามทั้งหมดของผู้เขียนในตอนที่ 1 นี้ ในการพิจารณาถึงอารยะขัดขืนของชัยวัฒน์นี้ น่าจะเพียงพอต่อการพิจารณาว่า มีความแตกต่างจากอารยะขัดขืนของพันธมิตรหรือไม่อย่างไร และถ้ายึดอารยะขัดขืนของชัยวัฒน์เป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณาแล้ว ก็พอที่จะพิจารณาได้ว่า อารยะขัดขืนของพันธมิตร เป็นอารยะขัดขืนตามความหมายนี้หรือไม


 


หมายเหตุเพิ่มเติม


 


เนื่องจาก ทั้งหมดนี้เป็นการสรุปและนำมาบางส่วนเท่านั้น ซึ่งแน่นอน ผู้เขียนย่อมมีบทบาทสำคัญในการเลือกและสรุป ดังนั้นเพื่อเป็นประโยชน์ในการทำความเข้าใจเรื่องอารยะขัดขืนและการอภิปรายถกเถียงในตอนต่อไป จึงขอเสนอว่า ถ้าเป็นไปได้ ผู้อ่านควรจะอ่านหนังสือ อารยะขัดขืน ด้วยตนเอง รวมทั้งบทความภาษาไทยอื่นที่เกี่ยวข้องที่ถูกอ้างถึงและนำมาถกเถียง ซึ่งมีชิ้นที่สำคัญ คือ สมชาย ปรีชาศิลปกุล, สิทธิในการดื้อแพ่งต่อกฎหมาย (กรุงเทพฯ: สถาบันพัฒนาการเมือง, 2543); ประภาสปิ่นตบแต่ง, "civil disobedience: การดื้อแพ่ง" ใน สิริพรรณ นกสวน และ เอก ตั้งทรัพย์วัฒนา (บรรณาธิการ) คำและความคิดในรัฐศาสตร์ร่วมสมัย (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2546), หน้า 42-46; ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร, ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ ขบวนการเคลื่อนไหวประชาสังคมในต่างประเทศ : บทสำรวจพัฒนาการ สถานภาพและนัยยะเชิงความคิด/ทฤษฎีต่อพัฒนาการประชาธิปไตย (กรุงเทพฯ: ศูนย์วิจัยและผลิตตำรามหาวิทยาลัยเกริก, 2540 ( ต่อมาได้ตีพิมพ์ครั้งที่ 2 โดยสำนักพิมพ์วิภาษา ในปี 2545 ในชื่อ ขบวนการเคลื่อไหวทางสังคมแบบใหม่)


 


นอกจากนั้น สำหรับผู้ที่รังเกียจหรือเห็นว่างานชั้นสองเหล่านี้ยังไม่เพียงพอ และ/หรือ ต้องการถกเถียงเรื่องนี้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น โดยเฉพาะคุณสุริยะใส กตะศิลา และแกนนำพันธมิตรฯ ผู้ประกาศอารยะขัดขืน ก็สามารถที่จะเริ่มต้นด้วยงานชั้นต้น คือ A Theory of Justice ของ John Rawls ได้ (ซึ่งผู้เขียนเองก็ยังไม่ได้อ่าน)


 


อนึ่ง ที่ผู้เขียนแนะนำให้อ่านหนังสือ อารยะขัดขืน ของชัยวัฒน์เอง รวมทั้งงานชิ้นอื่นๆ มิใช่ต้องการเสนอว่า ให้ยึดงานเหล่านี้เป็นหลักแต่อย่างใด เพียงแต่เห็นว่า การเริ่มต้นการถกเถียงที่ดี ควรจะเริ่มต้นจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว แล้วค่อยถกเถียงว่าจะเห็นด้วยไม่เห็นด้วยอย่างไร มากน้อยแค่ไหน ไม่ใช่กำหนดอะไรตามอำเภอใจหรือที่เรียกว่า "มั่วๆ" เอา


 


 


 


เกี่ยวข้อง


อารยะขัดขืนของนักปรัชญา Vs อารยะขัดขืนของพันธมิตร (ตอนที่ 2)


 


 

Comments

อนัตตา

สรุปได้น่าสนใจมากครับ รออ่านต่ออยู่ครับ
ชอบคุณมาก

mr kaew surin

Do not talk alot phanthamit they
are terro whatever terro^*s target they must spoken out ^*^* ^*^* sure man

อ.ทร.

ผมมีความเห็นต่อขอบเขตของ"อายะขัดขืนแบบของผม"ดังนี้

การอดข้าวประท้วง ทรมาณตัวเอง หรือแม้แต่ฆ่าตัวเอง เป็นอารยะขัดขืน

แต่การปิดถนนนั้นไม่ใช่ เพราะเป็นการละเมิดผู้อื่น ทำนองเดียวกับการขับเครื่องบินชนตึก(ซึ่งผู้กระทำก็รับผิดชอบด้วยการสละชีวิตของตัวเอง)

Real man

ก็ไม่ค่อยได้ติดตามข่าวคราวของกลุ่มพันธมิตรสักเท่าไร แต่ได้ยินว่าต้องการขับไล่รัฐบาล ก็เป็นห่วงอยู่อย่างถ้าหากเขาทำสำเร็จ ก็มีคำพถามตามมาว่าและเขาได้มีการ ฟอร์มกลุ่มบุคคลผู้จะเป็นรัฐบาลใหม่ไว้หรือยัง เพราะเกรงจะเกิดสูญญากาศ ทางการเมือง พวกท่านคิดจะทำอะไรควรรอบคอบสักนิด อย่าลืมว่างูไม่มีหัวเลื้อยไม่ได้ ทำได้แต่ขดตัวบิดเป็นเกลียวเชือกเท่านั้นเอง ก็เตือนเท่านี้แหละ

.....

อ.ชัยวัฒน์เขียนหนังสือเล่มนี้ในบริบทการขับไล่รัฐบาลทักษิณโดยพันธมิตรฯ ช่วงก่อน 19 กันยายน โดยต้องการชี้ให้เห็นว่า แนวคิดนี้มันลื่นไหลมาก คำอารยะขัดขืนถูกใช้เปรอะไปหมด แม้กระทั่งในหมู่กิ๊กก็ยังใช้ ดังตัวอย่างที่อยู่ในบทนำหนังสือ ที่หมู่กิ๊กเขาแซวกันว่า "ถ้ามีปัญหานักเดี๋ยวจะใช้อารยะขัดขืนแบบอ.จุฬาฯ ฉีกบัตร ด้วยการตัดจู๋ทิ้งซะเลย..." สิ่งที่ อ.ชัยวัฒน์ในฐานะนักรัฐศาสตร์ต้องการบอกจึงสำคัญดังบทวามนี้พยายามทำ คือ การดูย้อนกลับไปยัง "ต้นน้ำ" ของแนวคิด ฐานคิด และปฏิบัติการของแนวคืด แม้ อ.ชัยวัฒน์จะไม่ได้พูดถึงพันธมิตรฯ ตรงๆ แต่ถ้าอ่านดีๆ สิ่งที่เราคิดต่อได้คือ ดื้อแพ่ง ของพันธมิตรฯ อาจจะใช้คำที่เหมาะกว่าคือ "ดื้อด้าน"

The Kingdom

หลังจากใช้ถ้อยคำไม่สุภาพมาพักใหญ่แล้วไม่ประสบความสำเร็จ ก็เลยเปลี่ยนมาลองใช้สูตรนี้ดูบ้าง เผื่อจะดี ถือเสียว่าเป็นช่วงภาพชุมนุมฮา ๆ ต่อจากภาพกีฬามัน มันก็แล้วกันครับ เดี๋ยวก็จะมีมุขฮา ๆ มาให้ดูอีกจนกว่าทุนจะหมดนั่นหละ รวยนักทำไมไม่เอาไปบริจาคนะ แปลก...

9v^*so7j^*

พล่ามเข้าไปเหอะ...ไอ้พวกทุนก้าวหน้าไปหาความชั่วชาติ ไอ้พวกนักวิชาเกินชั่วช้า.....แล้วความเป็นจริงก็จะไล่ล่าพวกแก......

ไอ้หัวโจกนอปอกอไอ้พวกเฒ่าตันหากลับไอ้พวกโคแก่เขมือบหญ้าอ่อน....วิสันยทัศน์ชช่างไปด้วยกันกะชีวทัศน์จริงๆนะ...สร้างวาทะกรรมหลอกได้แต่สาวกลูกสิดลูกหาของไอ้นักวิชาเกินชั่วชาติเท่านั้น.....คนรุทันไม่ติดกับทิดสะดีประชาธิปไตยเสียงข้างมากชั่วช้าและทิดสะดีซ้ายๆ ชั่วชาติตีควาสมถูกๆผิดๆเข้าหาประโยดของตัวเองขึ้นเรื่อยๆ.......

ฟฟฟฟฟฟฟ

แสนไชย
Hero Member

กระทู้: 1569

Re: จะยืนอยู่กับสิ่งที่ถูกต้องอย่างไร
« ตอบ #51 เมื่อ: 09 มิถุนายน 2008, 08:32:09 AM » อ้างถึง

--------------------------------------------------------------------------------
ไม่อยู่หลายวัน แต่ก็มีเพื่อนฝูงโทรไปเล่าเกล็ดเล็กเกล็ดน้อยเกี่ยวกับการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงที่ประตูท่าแพให้ฟังอยู่ บ่ายๆ ค่อยมารายงาน แต่ขอนำเสนอด้วยบทรายงานเหตุการณ์วันดังกล่าวจากประชาไทที่นำมาจากคมชัดลึกอีกที

8 มิ.ย.51ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของกลุ่มต่อต้านกลุ่มพันิมิตรที่ จ.เชียงใหม่ บริเวณลานอเนกประสงค์ช่วงประตูท่าแพ จัดโดยสมาพันธ์ชาวเหนือรักประชาธิปไตย สมาพันธ์รากหญ้าและโอท็อป กลุ่มหมู่บ้านคนเมือง กลุ่มคนเดือนตุลาประชาธิปไตยภาคเหนือ และกลุ่ม 24 มิถุนา เพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน มีบรรดาแกนนำผลัดเปลี่ยนขึ้นเวทีปราศรัยโจมตี 5 แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่ประเทศพร้อมเชิญชวนชาวเชียงใหม่และผุ้สัญจรไปมารวมแสดงพลัง

ในการชุมนุมมีการแจกผ้าโพกหัวและผ้าพันคอสีแดง เขียนข้อความว่า "เอารัฐธรรมนูญ 40" คืนมาและจัดเตรียมผ้าสีขาวกว้าง 1 เมตร ยาวประมาณ 30 เมตร มาให้ผู้ร่วมชุมนุมเขียนระบายความในใจและแสดงความคิดเห็น รวมทั้งเปิดตู้ ปณ.เพื่อรับไปรษณีย์บัตรคัดค้านการชุมนุมของพันธมิตร ซึ่งสภาประชาชนภาคเหนือจะนำผ้าไปมอบให้นายสนธิ ลิ้มทองกุล และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ ในวันที่ 8 มิถุนายน ปรากฏว่าประชาชนให้ความสนใจเข้าเวรรับยาวเหยียดรวมทั้งแจกแถลงการณ์ค่าประกาศรวมพลังชาวเหนือจัดตั้งเขตปลอดแกนนำพันธมิตร

นพ.เหวง โตจิราการ อดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) กล่าวปราศรัยโจมตีกลุ่มพันธมิตรว่า สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและสังคมของชาติ นอกจากนี้ การชุมนุมที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ เป็นการกระทำผิดกฎหมาย ระดมอาวุธเหมือนมีเจตนาเพื่อก่อความรุนแรง และมีพฤติกรรมการสร้างเมืองอิสระ ซึ่งผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 1 ที่ระบุว่าประเทศไทยเป็นอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ ดังนั้นขอให้ประชาชนต่อต้านด้วย ขอเรียกร้องให้พันธมิตรยอมยุติเพื่อให้เกิดกระบวนการประชามติ

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าการชุมนุมครั้งนี้ กลุ่มต่อต้านพันธมิตรจะชุมนุมอย่างสงบ ซึ่งเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง หลังจากนี้สภาประชาชนของจังหวัดอื่นๆ ในภาคเหนือจะมีการประชุมในระดับจังหวัด เพื่อร่วมหารือกันอีกครั้ง ส่วนจะเคลื่อนพลเข้ากรุงเทพฯ หรือไม่ ตอนนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 17.00 น. มีการจัดพิธีเผาพริกเผาเกลือสาปแช่ง 5 แกนนำพันธมิตร โดยประชาชนที่มาร่วมชุมนุมทยอยนำดอกไม้จันทน์ ซึ่งติดรูปของนายสนธิ ลิ้มทองกุล และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ไปวางไว้บนโต๊ะพิธี ซึ่งมีผู้มาร่วมชุมนุมประมาณ 300 คน ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก จึงทำให้การทำพิธีเป็นไปอย่างทุลักทุเล ส่วนแกนนำของสภาประชาชนภาคเหนือก็ยืนอ่านคำสาปแช่งแกนนำพันธมิตรท่ามกลางสายฝนเช่นเดียวกัน

ชาวบ้านรายหนึ่งในชุมชนนันทาราม ต.หายยา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า การชุมนุมเปิดเวทีปราศรัยของเครือ่ายสภาประชาชน ซึ่งเป็นกลุ่มผู้สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีจะมีขึ้นในช่วงเย็นวันที่ 7 มิถุนายน เพื่อรวมตัวกดดันให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยุติการชุมนุมที่กรุงเทพฯ นั้น มีกลุ่มขั้วอำนาจเก่าพรรคไทยรักไทยจ่ายเงินผ่านหัวคะแนนและประธานชุมนุมเพื่อจ่ายต่อให้แก่ชาวบ้านหัวละ 500 บาท โดยอ้างว่าเป็นเงินค่าเดินทาง แต่หัวคะแนนบางพื้นที่หักเงินบางส่วนและจ่ายให้ชาวบ้านเพียงหัวละ 200-300 บาทเท่านั้น ทำให้ชาวบ้านที่ทราบข่าวไม่พอใจ

ที่มา: http://www.komchadluek.net

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล บันทึกการเข้า

แสนไชย
Hero Member

กระทู้: 1569

Re: จะยืนอยู่กับสิ่งที่ถูกต้องอย่างไร
« ตอบ #52 เมื่อ: วันนี้ เวลา 08:47:06 » อ้างถึง

--------------------------------------------------------------------------------
ไม่อยู่หลายวันเพราะมีอันชีพจรลงเท้า เดินทางจากเหนือไปตะวันออก จากตะวันออกกลับมาเหนือแล้วไปกลาง แต่ทำให้ได้ลาดตระเวณดูความรู้สึกนึกคิดของผู้คนไปด้วย

นับจากเหนือตอนล่างกำแพงเพชร นครสวรรค์ อยุธยา ไม่ว่าไปพักที่ไหนทุกแห่งต้องมีเคเบิลทีวีที่มี ASTV ให้ดู โดยเฉพาะแถบเหนือตอนล่าง อย่างที่สลกบาตรเขตต่อกำแพงเพชรกับนครสวรรค์ แม่ค้าริมถนนหลวงเปิดดูและเฮตามการชุมนุมที่มัฆวานดังลั่น ทำให้ทราบถึงอิทธิพลของเอเอสทีวีแถบภาคเหนือตอนล่างว่ามีไม่น้อย

แถบจังหวัดอยุธยา ชลบุรี ระยองก็มีสัญญาณให้ติดตามสถานการณ์กันได้ตลอด จะมีก็แต่ที่ที่พักในกรุงเทพมหานครนี่แหละ เป็นที่พักในสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง โรงแรมติดเคเบิล แต่มีช่องเดียวที่สัญญาณไม่ชัดไม่มีเสียง ก็ช่องเอเอสทีวี แต่พอเห็นลางๆ ว่ามีคนชุมนุมอยู่สักกี่มากน้อย นี่คงจงใจจะถอดสัญญาณออกบริษัทก็คงกลัวถูกฟ้อง จึงเอาให้มันไม่ชัดไม่เจน (แบบนี้ทำให้คนอารมณ์เสียต้องออกไปดูเองที่มัฆวาน ) แต่พอตอนเช้าเจอคนกลุ่มใหญ่ลงมารอรถ เป็นกลุ่มที่มาจากปักษ์ใต้ราว 40 คน ล้วนแต่มีผ้าเหลือง "กู้ชาติ"

เท่าที่ขี่ม้าลาดตระเวณพอจะประเมินได้ว่า

กลุ่มคนที่ให้ความสนับสนุนหรือให้ความสนใจข่าวสารของฝ่ายพันธมิตรส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านร้านตลาดผู้ประกอบกิจการย่อยทั้งหลาย ส่วนใหญ่เห็นด้วยกันสุดๆ และหลายคนเข้าร่วมเสียด้วยซ้ำ

ส่วนกลุ่มเกษตรกรชาวไร่ชาวสวน แบ่งรับแบ่งสู้ แต่ดูแล้วยังเอนเอียงให้ฝ่ายทักษิณหน่อยๆ

ส่วนปัญญาชนคนมีปัญญาของสังคม "กลัว" กลัวความรุนแรง กลัวบ้านเมืองจะไม่สงบ กลัวจะเป็นเงื่อนไขให้ฝ่ายทหารเข้าทำการรัฐประหาร กลัวสีหนึ่งจะยึดอำนาจบ้านเมืองเบ็ดเสร็จ บ้านเมืองจะยิ่งแย่กว่าเดิม

จิตประไพ โสภาวันดี

พันธมิตร ฯ ไม่ได้ใช้มาตรการ "อารยะขัดขืน" หรอกอย่าไปเชื่อ

น่าจะเป็น "อาระยะขัดดอก" ซะมากกว่า
(อันนี้ยืม สำนวน ด.ช.เฟียม มาใช้)
หวังว่า ด.ช.เฟียม ไม่สงวน ลิขสิทธิ นะคะ

ที่บอกว่า "ไม่เสียภาษีให้รัฐ" ....แน่จริงทำเลย กล้า ๆ หน่อย อย่าทำเป็น ขู่ เพื่อสร้างข่าว

ประกาศชัดเจนแบบนี้ กฎหมายถือว่า มี
"เจตนา" หรือ "จงใจ" จะได้รู้กันไปเลยว่า

พันธมิตร ฯ กับ กรมสรรพากร ใครแน่กว่ากัน

พี่สาวดิฉัน(เป็นข้าราชการ) แค่ลืม(ไม่ได้เจตนาหรือจงใจ) ไม่เสียภาษีมา 7 ปี ยังถูก กรมสรรพากร เล่นงานซะน่วม

เบื่อความเกลียดชัง

"อารยะขัดขืน" คำนี้มันพลาดเพราะอ.ชัยวัฒน์ใช้คำที่ความหมายกว้างมาแทนแต่ต้นแล้วครับ

ถ้าใช้คว่า "พลเรือนดื้อแ่พ่ง" ตามความหมายที่ถูกจำกัดความไว้แต่แรก ก็คงไม่เพี้ยนไปขนาดนี้หรอก

นี่เป็นปัญหาเพราะอยากใส่ความหมายที่ไม่มีตั้งแต่แรกลงไปในการกระทำต่างหาก

หากอ.ชัยวัฒน์จะยอมรับความจรีิงตรงนี้ได้ ผมว่าปัญหาต่างๆของคำนี้ จะลดลงได้บ้างครับ

แด่พวกชั่วบริสุทธิ์

ตอมปัวล์
Sr. Member

กระทู้: 405

มามะ...จู...จุ๊บ

----- ประชาชนตื่นแล้ว-ใครยังไม่ตื่น -----
« ตอบ #300 เมื่อ: วันนี้ เวลา 09:51:12 » อ้างถึง

--------------------------------------------------------------------------------
ประชาชนตื่นแล้ว-ใครยังไม่ตื่น

โดย สุรวิชช์ วีรวรรณ 12 มิถุนายน 2551 13:57 น.

ผมอ่านแถลงการณ์ของอาจารย์มหาวิทยาลัย 240 รายชื่อ จากคณาจารย์ 32 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศแล้ว แม้จะดีกว่า นักวิชาการหน่อมแน้มตีกินแห่งริบบิ้นขาวก็บอกได้ว่า “ช้าไปแล้วต๋อย”

โดยเฉพาะข้อ 3 ที่ว่า เพื่อยุติปัญหา อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีการใช้อำนาจโดยมิชอบจริงหรือไม่ ซึ่งเป็นสาเหตุของความขัดแย้งที่ทำให้สังคมไทยแตกแยกในขณะนี้ จะต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย โดยรัฐบาลจะต้องไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรมไม่ว่าด้วยวิธีการใดๆ กระบวนการยุติธรรมควรจะต้องไม่ล่าช้าเกินไป และทุกฝ่ายจะต้องยอมรับผลของการตัดสินที่ออกมา

คำถามของผมถึงคณาจารย์ผู้ทรงเกียรติทั้งหลายก็คือว่า สิ่งที่นักวิชาการส่งเสียงเตือนรัฐบาลว่า “อย่าทำ” นั้น รัฐบาลได้ “ทำ” ไปแล้วไม่ใช่หรือ

น่าประหลาดใจว่า ทำไมนักวิชาการ คนในสังคม และรวมถึงสื่อมวลชนจึงมองไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น และมองไม่เห็นถึงมหันตภัยในข้อนี้

สังคมจะอยู่ได้อย่างไร หากไม่มีความยุติธรรมเป็นตัวกำหนดทิศทางของสังคม ความยุติธรรมที่ต้องมีคุณธรรมและจริยธรรม เป็นตัวกำหนดกฎเกณฑ์ว่าสิ่งไหนเป็นสิ่งที่ดีงาม ถูกต้อง และเหมาะสม

การเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอาจจะมีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย บางคนเห็นด้วยกับแนวทาง แต่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการ บางคนเห็นด้วยในบางเรื่อง และบางคนไม่เห็นด้วยในทุกเรื่อง สิ่งเหล่านี้เป็นสิทธิเสรีภาพที่ไม่อาจก้าวล่วงกันได้ เป็นเรื่องของนานาจิตตัง

สื่อมวลชนก็เช่นเดียวกัน บางฉบับมีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับแนวทางของพันธมิตรฯ แต่ไม่ว่าอะไรก็ตามผมคิดว่า สิ่งที่ทุกคนต้องมีก็คือ การยึดหลักความยุติธรรม และสำนึกต่อความผิดถูกชั่วดี

แต่น่าประหลาดก็คือ สังคมและสื่อมวลชนส่วนใหญ่กลับไม่ได้ตระหนักต่อความพยายามในการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมของฝ่ายที่กุมอำนาจรัฐ ความพยายามที่จะสร้างรัฐตำรวจขึ้นมาข่มขู่คุกคามฝ่ายตรงข้าม และส่งเสียงเตือนให้สังคมตระหนักถึงภยันตรายที่กำลังเกิดขึ้น แล้วลุกขึ้นมาต่อต้านกับความไม่ชอบธรรม

เพราะเสียงเตือนภัยสังคมแผ่วเบาเหลือเกิน ราวกับมองไม่เห็นว่า ความชั่วร้ายเหล่านั้นได้เกิดขึ้นและดำรงอยู่แล้วในสังคม

ไม่มีใครชี้ให้เห็นและส่งเสียงร้องเตือนสังคมที่ยังนิ่งเฉยอยู่ว่า ความพยายามในการออกหมายจับนายสุนัย มโนมัยอุดม อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในข้อหาหมิ่นประมาท พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีนั้นไม่ใช่เรื่องปกติ

ทำไมเราไม่ชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลพยายามใช้เครื่องไม้เครื่องมือที่มีอยู่ในการเล่นงานฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่เป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นการใช้ดีเอสไอเข้าไปเล่นงาน กกต. และ สตง.

แม้ว่า ความพยายามรุกคืบเข้าไปจัดการกับหน่วยงานที่เป็นปรปักษ์ต่อพรรคแกนนำรัฐบาลอย่างพรรคพลังประชาชนจะมีมูลเหตุอยู่บ้าง แต่เราก็ต้องเห็นว่า มาตรฐานในการกระตือรือร้นที่จะจัดการกับเรื่องร้องเรียนเหล่านั้นต่างกับคดีที่เกิดขึ้นกับฝ่ายรัฐบาลอย่างไร

ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า อำนาจรัฐไม่มีสิทธิในการดำเนินคดีหรือยับยั้งการกระทำผิดของฝ่ายใด ไม่ว่ารัฐบาลหรือฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าฝ่ายเขาหรือฝ่ายเรา แต่กลไกของรัฐที่ดำเนินการต่อแต่ละฝ่ายนั้นจะต้องยึดมั่นในหลักยุติธรรมและความเป็นธรรมอย่างเท่าเทียมกันมิใช่หรือ

แต่สิ่งที่ปรากฏก็คือ เจ้าหน้าที่ตำรวจ และดีเอสไอพยายามใช้กฎหมายเร่งรัดเล่นงานฝ่ายตรงข้ามอย่างผิดปกติ แต่กลับล่าช้าในคดีที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายรัฐบาล

ไม่ว่าจะเป็น ความผิดปกติ กรณีที่ตำรวจออกหมายเรียกให้ คตส.ไปรับทราบข้อกล่าวหาหมิ่นประมาทสำนักงานทนายความของทักษิณ หลังจากที่สำนักงานทนายความแห่งนี้ถูก คตส.แจ้งความข้อหาหมิ่นประมาท แล้วสำนักงานทนายความแจ้งความกลับในภายหลัง

เรื่องก็คือว่า สำนักงานกฎหมายนิติเอกราชที่มีหนังสือถึง คตส. เมื่อวันที่ 3 ก.ค.50 ขอให้ยุติการละเมิด หรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง เกียรติยศของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และครอบครัว

จากนั้นเมื่อวันที่ 17 ต.ค.50 นายแก้วสรร อติโพธิ กรรมการ คตส.ให้ฝ่ายกฎหมายเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับสำนักกฎหมายนิติเอกราช ว่า หนังสือที่สำนักงานทนายความแห่งนี้ทำถึง คตส.นั้น เป็นความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ หรือ เพราะได้กระทำตามหน้าที่เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายโดยคดีดังกล่าวพนักงานสอบสวนกองปราบปรามได้ออกหมายเรียกนายยงยุทธ รักษ์หิรัญ และนายอภิศักดิ์ อาภัสสมภพ เจ้าของสำนักกฎหมายนิติเอกราชมารับทราบข้อกล่าวหา

กลายเป็นว่า ทางสำนักกฎหมายนิติเอกราชได้เข้าแจ้งความกลับคณะกรรมการ คตส.ทั้งหมดในข้อหาร่วมกันหมิ่นประมาท และแจ้งความให้ผู้อื่นต้องคดีอาญา

เชื่อไหมครับ ตำรวจอ้างว่า ได้รวบรวมหลักฐานแล้ว กลายเป็นว่า คตส. “ผิด” ที่ไปแจ้งความกล่าวหาว่า ทนายความหมิ่นประมาท ส่วนทนายความที่ถูก คตส.กล่าวหาว่า หมิ่นประมาทนั้น “ไม่ผิด” และตำรวจก็พิจารณาสำนวนที่ทนายความไปแจ้งจับ คตส.เสร็จก่อน คดีที่ คตส.ไปแจ้งความจับทนาย

กรณีดีเอสไอกับ กกต.เพียงแต่ระบอบทักษิณส่งลิ่วล้อไปกล่าวหาว่ามีการฮั้วพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ส.ส.และพิมพ์บัตรเลือกตั้งเกินจำนวน สิ่งที่เราเห็นก็คือว่า ดีเอสไอมีความกระตือรือร้นอย่างมาก เข้าไปแจ้งความวันเดียว วันรุ่งขึ้นมีการส่งทีมงานเข้าไปตรวจสอบและสร้างกระแสในการกดดัน กกต.อย่างรวดเร็วจริงจัง

ผิดกับคดีอื่น เช่น คดีการปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นบริษัท เอสซี แอสแสท จำกัด (มหาชน) ที่พนักงานอัยการมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กลับมาสอบสวนเพิ่มเติม แต่วันนี้ก็ยังล่าช้าไม่ไปไหน โดยมีการอ้างว่า เอกสารบางส่วนต้องมีการยืนยันและรับรองจากหน่วยงานต่างประเทศ และดีเอสไอกำลังเร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

รัฐบาลยังสั่งให้ตำรวจเข้าไปรื้อฟื้นคดีที่เกี่ยวข้องกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อหวังจะสกัดกั้นไม่ให้มีการชุมนุม รวมทั้งความพยายามที่จะใช้ตำรวจมาเป็นเครื่องมือในการสกัดกั้นการออกอากาศของ ASTV

สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่สะท้อนว่า ความพยายามฟื้นรัฐตำรวจของรัฐบาลพลังประชาชนได้เกิดขึ้นเป็นจริงอย่างเป็นรูปธรรมแล้วไม่ใช่หรือ

เรามองไม่เห็นความผิดปกติของ กกต.ซึ่งเป็นองค์กรกึ่งตุลาการอีกแห่งหนึ่งหรือว่า มี กกต.คนหนึ่งพยายามช่วยเหลือพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง มติทุกเรื่องที่เกี่ยวกับพรรคการเมืองนี้จึงถูก กกต.ท่านนี้ยกมือค้าน

และคำถามว่า เงิน 2 ล้านที่พยายามนำไปมอบให้เจ้าหน้าที่ตุลาการนั้นเป็นเงินก้อนแรกแต่ถูกจับได้ หรือเคยเกิดขึ้นมาหลายครั้งแล้ว

คำถามคือว่า ความกระตือรือร้นของพลเมืองที่ลุกขึ้นมาต่อต้านความไม่ชอบธรรมกับคนบางคนที่นั่งอยู่บนหอคอยคอยส่งเสียงเตือนสังคมว่าอย่าทำอย่างนั้นอย่างนี้ อย่างไหนคือ สิ่งที่ต้องกระทำมากกว่ากัน.

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000068958

aaaa

มองดูความเป็นจริงซิอย่าทำเป็นคนวิสัยท้ศน์บอด

มันเป็นเช่นนั้น.. จะเบื่อทำไม

ใครก็ได้ จับพวกพันธมิตร ไปสัมมนาที่ซำเหนือที

พวกบักหำแหล่นี่ ไม่รู้เรื่องอะไรเลย

พวกมันโค่นล้ม โดยใช้วิธีการปลุกระดมมวลชน แลวก็บีบบังคับประชาชนให้เดือดร้อน..ให้ประชาชนยอมจำนนกับพวกมัน
ปิดไม่ให้ใช้ถนน แกล้งให้คนที่ไม่เข้าร่วมลำบาก ต่อไปจะแกล้งให้ไม่มีน้ำไม่มีไฟ

อีกด้านหนึ่ง...พันธมิตรจัดตั้งกองกำลังแบบสะสมอาวุธอยู่มัฆวานประกาศโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตลอดเวลา
(สะสมมีด ไม้ หนังสะติ๊ก..ส่วนปืนรถถังให้ทหารสะสมไว้ในกองทหารแล้วเรียกให้เอาออกมาจัดการรัฐบาล)

ทุกวันนี้...สิ่งที่ไม่ดีนั้น(อำมาตย์ศักดินา)...ต้องมองด้วยปัญญาระดับสูง...จึงจะเห็นการหลอกลวง..และการอยู้เบื้องหลังความทุกข์ยากของประชาชน

เข่น... เห็นการอยู่เหนือรัฐ(เอาเปรียบทางการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย)

เห็นการมีหุ้นในธุรกิจต่างๆ การกดขี่ขูดรีดแรงงาน ค่าเช่า..เอาภาษี เอาส่วย..รุกที่ดิน รุกป่า...รุกที่บนภูเขา...การขึ้นราคาน้ำมัน (เห็นการเอาเปรียบทาง เศรษฐกิจ)

เห็นการหลอกลวงแบ่งชั้นวรรณะ เห็นฟุ่มเฟือยตั้งแต่เกิดจนตาย เห็นการส่งเสริมพิธีโบราณไม่เป็นวิทยาศาสตร์ (เห็นการเอาเปรียบทางสังคม)

มีแต่ผู้มีปัญญาเลิศเท่านั้นจึงจะมองเห็นการเป็นเผด็จการของศักดินาทั้ง 3 ด้าน

มองตื้นๆ ตามภาพถ่าย บทกวี ตามป้าย.สื่อมวลชน ...ก็จะคิดแบบพวกงมงายนั่นแหละ

ส่วนพวกพันธมิตร ชาวปักษ์ส่วนใหญ่ พวก ปชป. นั้นส่วนใหญ่โง่

ส่วนแกนนำอาจฉลาดบ้าง...แต่ที่รับใช้อยู่..เพราะหากินร่วมกัน

ว ณ ปากนัง

*อารยะอะไรไม่รู้เรื่อง
อารยะขัดเคืองเรื่องขัดขืน
อารยะขัดขวางทางคนอื่น
อารยะขัดขืนนั่งยืนทน

*มีอะไรให้เห็นเป็นอารยะ
เพียงเกะกะกีดขวางทางถนน
ทำลายล้างคนคิดข้างต่างจากตน
ไม่ใช่คนอารยะประชาธิปไตย

*อารยะขัดขืนยั่งยืนจริง
เขายังนิ่งอยู่ได้ไม่เคลื่อนไหว
นอนอยู่บ้านผ่องใสสบายใจ
รักษาไว้ซึ่งระบอบอันชอบธรรม

JJ.

พูดมามีแต่เรื่องเก่ง ๆ มาสู้กันในสภาดีไหม
ประชาธิปไตยบนถนนราชดำเนิน มาลงสมัครแข่งขันกันเข้ามาในสภา ดี ๆ เขาว่าถูกต้อง เลือกตั้งก็รู้อยู่ว่าเขาชนะ ก็ให้เขาบริหารประเทศ พวก 5 ตัว และกลุ่มที่จ้างวานมานั้น คิดว่าจะทำอย่างไรให้ ปชป.ได้เป็นรัฐบาลใช่ไหม เห็นขึ้นเวทีด้วยกัน น่าสงสารพวกแก เลือกอีก แพ้อีก เลยไม่กล้าสู้ สู้แบบนี้ดีกว่า นี่หรือ อารยะขัดขิน น่าจะเนชรียกว่า อารยหน้าด้าน

แตรชัย

คุณแค่อ้าปากนิดๆ ก็เห็นลิ้นไก่หลายแฉกแล้ว
แต่อย่าห่วงนักเลยเพราะที่พันธมิตรจะทำนั้นก็เป็นไปตามหลักทั้งเจ็ดนั่นแหละ
และหากว่าจะขาดจะเกินหลักดังกล่าวไปบ้าง ก็ไม่ใช่ประเด็นหลัก
คุณจึงไม่ควรติดยึดมากนักกับหลักที่ฝรั่งวางไว้

อนารยะขัดขืน

ภาษาไทยวันละคำ อจ น่าจะศึกษาเรื่องอนารยะขัดขืนของแอฟริกา หรือ ละติน หรือ โจรป่า บ้างนะ พวกชาวเผ่าหน้าคล้าย อจ จุฬา บางคน เขาก็ทำกันนะ อารยันเขาไม่ทำกันหรอก อ้อ คือ พวกที่มีวัฒนธรรมสูง เรียกว่า อารยะ พวกนอก กม เรียกว่า อนารยะ

ชาวบ้าน

ถ้ามันเป็นอารยะ หรือไม่เป็นอารยะแล้ว

จะทำให้ราคาข้าวสารมันยุติธรรมกับคนปลูก คนกินใหมเนี่ย...

สงสัยจริงๆ....

ใก้ลแล้ว

คงใกล้ถึงเวลาที่ไทยจะแบ่งแยกเป็นรัฐอิสระ ไทยพันธมิตร ไทยล้านนา ไทยอิสานไทยกลางไทยมุสลิม คุณจะอยู่รัฐไหนกันดีถ้าใข้อารยะขัดขืนแบบมาร
เร่งสร้างความแตกแยกกันเข้าไปประเทศเป็นของคนไทยทุกคนจะได้
รับผลกรรมโดยทั่วหน้าข้าวยากหมากแพงยังไม่พอเอาให้มันฉิบหายไปเลย

t.

ของ พันธมิตร น่าจะเรียกว่าดื้อ และแถ มากกว่า

จตุพร

การโกงเลือกตั้งมีมาทุกสมัย หากแต่ว่าในปัจจุบัน การโกงเลือกตั้งมันทวีความรุนแรงมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว ชาวบ้านที่เคยได้รับการแจกเงิน บอกว่า รู้สึกง่ายและสบาย เคยถามกลับไปว่า พวกพี่ไม่รู้สึกอายบ้างเหรอในการขายเสียง คนพวกนี้แจกเงินแค่เศษสตางค์ของเค้า แต่พวกนี้จะกลับเข้ามาเอาคืนเป็นหมื่นพันล้าน พี่คนนี้บอกแต่ว่า ชั้นไม่สนใจ ใครแจกเงินชั้นก็เลือก และไม่เคยมีใครแจกเงินได้มากขนาดนี้ นี่คือความฉิบหายของระบอบประชาธิปไตยของไทย อันเนื่องจากประชาชนมีการศึกษาไม่เท่าเทียมกัน ความอ่อนแอขององค์กรตรวจสอบ การแทรกแซงการทำงานของข้าราชการ การใช้เงินซื้อทุกสิ่งทุกอย่างได้ ดังน้้นหากคุณจะเรียกร้องให้พวกคนข้างถนนเข้าเลือกตั้งก็น่าจะยากค่ะ ที่จะได้รับชัยชนะ เนื่องจากเค้าไม่มีเงินทองมากพอ อีกประการหนึ่ง ประชาชนที่ไปร่วมชุมนุมกับพันธมิตรนั้น ทุกคนมีจุดยืนเดียวกันคือ ลากคอใครบางคนที่คอรัปชั่น จะต้องขึ้นสู่กระบวนศาลตามกฎหมาย มิใช่ได้รับการยกเว้น หรือเข้าแทรกแซงเพื่อให้ตัวเองรอดพ้นจากคดี นี่คือ จุดที่ทำไมคนถึงเข้าร่วมกับพันธมิตรมากมาย

ตีรวน

คห.๑๑ ไม่น่าเชื่อว่าคุณจะใช้คอมพิวเตอร์เป็น เพราะที่เขียนๆ อยู่นี่ นึกว่ามาจากยมโลก ทุกคนสามารถมีความเห็นต่างได้ ,แต่ที่คุณว่าคนอื่นโง่ได้ ดิฉันก็ยังงงๆๆ อยู่ว่าสิ่งที่คุณเขียนประเด็นให้สับสนไปหมด เดี๊ยวก็พันธมิตรสะสมอาวุธ, เดี๊ยวก็ระบบศักดินา, เดี๊ยวก็ระบอบอำมาตฯ ควรจะไปเช็คสมองที่โรงพยาบาลบ้างค่ะ จะได้ไม่หลงประเด็น ว่าจะเขียนอะไร ไป๊เหอะไปให้ไกลๆ