เหตุผลที่ไม่รับร่าง "รัดทำมะนูน 2550"

อีกหนึ่งบทความโดย "ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช" กับเหตุผลอันรวบรัด ชัดเจนทางแง่กฎหมาย ทำไมไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 2550

 

ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

 

เหตุผลที่ไม่รับร่าง "รัดทำมะนูน 2550"

เเบ่งออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้

 

ส่วนเเรก: เหตุผลทางรูปเเบบเกี่ยวกับที่มาของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ

            1.  กระบวนการได้มาซึ่งสสร. หากเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญ 2540 แล้ว ไม่เป็นประชาธิปไตย เนื่องจากคณะรัฐประหารมีอำนาจในการเเต่งตั้ง มิได้มาจากการประชาชน

            2. วิธีการคัดเลือกสมัชชาเเห่งชาติจำนวนไม่เกินสองพันคนนั้นไม่โปร่งใสเเละขาดหลักเกณฑ์ในการคัดเลือก

            3. ในส่วนของคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ธรรมนูญการปกครองชั่วคราวกำหนดให้คณะรัฐประหารเเต่งตั้งได้อีก 10 ท่าน

 

สรุป กระบวนการได้มาซึ่งสสร.เเละคณะกรรมาธิการยกร่างนั้นล้วนเเล้วให้บทบาทคณะรัฐประหารเข้าไปเกี่ยวข้องทั้งสิ้นไม่มีความเป็นประชาธิปไตยซึ่งเมื่อเทียบกับรับธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๔๐ เเล้วเเตกต่างอย่าสิ้นเชิง ผลก็คือสสร.ชุดนี้ขาดความชอบธรรม ไม่สง่างามเเละประชาชนอาจตั้งข้อสงสัยถึงความเป็นอิสระของการทำงานของสสร.เเละคณะกรรมาธิการได้ แม้ว่าจะมีสสรหลายท่านออกมาชี้แจง อธิบายหรือแก้ตัวว่า การทำงานของสสร. นั้นเป็นอิสระไม่มีใครชี้นำได้ แต่ข้อแก้ตัวนี้ก็ฟังไม่ขึ้น โดยมารยาทแล้วสสร. ควรน้อมรับข้อวิจารณ์ในเรื่องที่มามากกว่าที่ออกมาโต้เถียง ความใกล้ชิดของผู้มีอำนาจย่อมส่งผลให้ประชาชนเคลือบแคลงถึงการทำงานของสสร. อย่างเลี่ยงไม่ได้

 

ส่วนที่สอง: เหตุผลทางเนื้อหา[1]

            1. ที่มาเเละอำนาจของวุฒิสภา

            การให้บทบาทสถาบันตุลาการทั้งสาม (คือ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ผู้พิพากษาในศาลฎีกา เเละตุลาการในศาลปกครองสูงสุด) เข้ามาดำรงตำเเหน่งเป็นองค์คณะกรรมการสรรหาสว.[2] เป็นการขัดต่อหลักการเเบ่งเเยกอำนาจ สถาบันตุลาการมีหน้าที่ในการใช้เเละตีความกฎหมายที่ตราขึ้นโดยฝ่ายนิติบัญญัติ หาใช่มาเกี่ยวข้องกับการเมืองเช่นการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาไม่ อีกทั้งหากคณะกรรมการสรรหาชุดนี้ใช้ดุลพินิจผิดพลาดสรรหาสว.ที่ไม่มีความรู้ความสามารถ หรือประวัติด่างพร้อยเเล้ว  ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือต่อสถาบันตุลาการอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ เพราะว่า ตุลาการทั้งสามศาลที่ดำรงตำเเหน่งเป็นกรรมการสรรหานั้นย่อมเลี่ยงไม่พ้นที่จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ จึงไม่เป็นผลดีต่อสถาบันตุลาการในระยะยาว

            นอกจากนี้แล้ว สว. ยังมีอำนาจถอดถอนประธานศาลรัฐธรรมนูญ[3] และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง  รวมทั้งตุลาการ ผู้พิพากษาและผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง (มาตรา ๒๗๐) ซึ่งย่อมไม่เหมาะสมเพราะผลประโยชน์ทับซ้อนกัน เพราะเหตุว่าสว.ที่ได้รับการคัดเลือกอาจเกรงใจหรือเป็นหนี้บุญคุณต่อบุคคลที่ตนจะถอดถอนเพราะเป็นผู้สรรหาตนมา

 

            2. การตัดโทษประหารชีวิต

            การรับรัฐธรรมนูญจึงอาจมีผลเท่ากับเป็นการยกเลิกโทษประหารชีวิต (Death penalty) โดยปริยายหรืออาจนำไปสู่การยกเลิกโทษประหารชีวิตก็ได้ในอนาคต ซึ่งการยกเลิกโทษประหารชีวิตหรือไม่นั้นเป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบต่อประชาชนคนไทยเป็นจำนวนมาก  ควรเป็นประเด็นที่จัดทำประชามติ แยกเป็นอีกประเด็นหนึ่งออกจากการรับร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ใช่เป็นกรณีที่สสร. เพียงไม่กี่คนซึ่งมิได้มาจากประชาชนด้วยถือโอกาสตัดโทษประหารชีวิตออกซึ่งโทษประหารชีวิตินี้เป็นที่รับรองในรัฐธรรมนูญมาโดยตลอดและยังไม่ขัดต่อ ICCPR ด้วย เนื่องจาก ICCPR มาตรา 6 (1) รับรองว่า การลงโทษประหารชีวิตสามารถกระทำได้ในคดีอุกฉกรรจ์ และอนุมาตรา (4) รับรองว่าบุคคลใดที่ต้องคำพิพากษาโทษประหารชีวิต ย่อมมีสิทธิขออภัยโทษหรือลดหย่อนผ่อนโทษ ซึ่งตามทางปฎิบัติของไทยก็เปิดช่องให้ทำได้อยู่แล้ว อีกทั้งประเทศไทยได้ทำถ้อยแถลงประกอบการตีความในมาตรานี้อีกว่า จำเลยที่มีอายุเกิน 17 ปีแต่ไม่เกิน 20 ปี ศาลสามารถใช้ดุลพินิจลดโทษหรือมาก็ได้ รวมถึงโทษประหารชีวิต ส่วนข้ออ้างที่ว่า การลงโทษประหารชีวิตนั้นจะขัดกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิเสรีภาพนั้น ผู้เขียนเห็นว่า ไม่ขัด หากการลงโทษประหารชีวิตนั้นใช้กับ "ความผิดอาญาอุกฉกรรจ์" (most serious crimes) และได้ผ่านกระบวนการยุติธรรมโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว

 

            3. เเนวนโยบายเเห่งรัฐ

             3. 1 เปลี่ยนจาก "เเนวทาง" มาเป็น "เจตจำนง"

            เเต่เดิมนั้นรัฐธรรมนูญในอดีตรับรองว่า เเนวนโยบายเเห่งรัฐเป็นเเต่เพียง "เเนวทาง" (Guideline) ในการตรากฎหมายหรือการบริหารประเทศ เเละการไม่ปฎิบัติตามนโยบายเเห่งรัฐไม่ก่อให้เกิดสิทธิของประชาชนในการฟ้องร้อง เเต่คราวนี้ร่าง 2550 เปลี่ยนจากคำว่า "เเนวทาง" มาเป็น "เจตจำนง" (Will) ซึ่งเเสดงนัยยะว่า พรรคการเมืองใดก็ตามที่มาเป็นรัฐบาลจะต้องปฎิบัติตามเเนวนโยบายเเห่งรัฐที่กำหนดไว้ การบังคับไว้เช่นนี้อาจเป็นไปไม่ได้ในทางปฎิบัติ เนื่องจากเเนวนโยบายเเห่งรัฐมีมากถึง 10 เรื่องใหญ่ด้วยกัน  อีกทั้ง เป็นการบั่นทอนความหลากหลายหรือความโดดเด่นของนโยบายของพรรคการเมืองเเต่ละพรรค เเละจากโครงสร้างของร่าง 2550 เเละสภาพการเมืองปัจจุบัน เป็นไปได้สูงที่รัฐบาลในอนาคตจะได้รัฐบาลผสม ทำให้พรรคการเมืองต่างๆ ต้องมาประนีประนอมกันว่า "นโยบายของรัฐบาล" จะเป็นอย่างไร  ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อ "นโยบายของพรรคการเมือง" ตามที่ได้หาเสียงกับประชาชนไว้

 

            3.2 การให้ความสำคัญกับงบประมาณของการป้องกันประเทศของทหาร

            รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน 2540 ในส่วนที่เกี่ยวกับนโยบายเเห่งรัฐด้านความมั่นคงนั้นบัญญัติเเต่เพียงให้รัฐต้องจัดให้มีกำลังทาหรเท่านั้น เเต่ร่าง 2550 กลับเพิ่มข้อความว่า "ต้องจัดให้มีกำลังทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ เเละเทคโนโลยีที่ทันสมัยจำเป็น เเละเพียงพอ" คำถามมีว่า มีความจำเป็นมากน้อยเพียงไรที่ต้องเพิ่มงบประมาณให้กับกองทัพมากขนาดนั้น เเละคำว่า "เพียงพอ" หมายความว่าอย่างไร ทำไมไม่ยอมปฎิบัติตามปรัชญาเศรษฐกิจ "พอเพียง" ซึ่งในร่าง 2550 ที่เกี่ยวกับเเนวนโยบายด้านการบริหารราชการเเผ่นดิน มาตรา 78 (1) บัญญัติให้รัฐต้องส่งเสริมการดำเนินการตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไม่เป็นการขัดกันหรือ

 

            3.3 แนวนโยบายการต่างประเทศ แบ่งออกเป็น 2 ประเด็น

                        1) วรรคแรก

            โดยหลักการถือว่าดีที่บัญญัติว่า รัฐต้องปฏิบัติตามสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเป็นภาคี แต่มีข้อสังเกต 2 ประการคือ ประการแรก ทำไมต้องเขียนว่า ไทยต้องปฏิบัติตามสนธิสัญญา ก็ในเมื่อมีหลักกฎหมายว่าประเทศว่าด้วยสนธิสัญญารับรองแล้วว่า รัฐภาคีต้องเคารพและปฏิบัติตามสัญญา ประการที่สอง มองว่าเป็นเจตนาที่ดีของผู้ร่างที่ต้องเน้นย้ำให้รัฐเคารพสิทธิมนุษยชน แต่ก็เกิดปัญหาตามมาว่า บางมาตราของร่าง 2550 อาจขัดแย้งกับกติกาว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งมีบทบัญญัติรับรองเรื่อง Judicial review โดยมาตรา 14 (5) บัญญัติว่า " บุคคลทุกคนที่ต้องคำพิพากษาลงโทษในความผิดอาญา ย่อมมีสิทธิที่จะให้คระตุลาการระดับเหนือขึ้นไปพิจารณาทบทวนและคำพิพากษาโดยเป็นไปตามกฎหมาย" หมายความว่า บุคคลมีสิทธิที่จะได้รับการอุทธรณ์จากศาลที่สูงกว่า แต่มาตรา 278 บัญญัติให้ การตัดสินคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นที่สุด อย่างนี้จะขัดต่อบทบัญญัติเรื่อง Judicial review  ของสนธิสัญญา ICCPR ที่ไทยเป็นภาคีหรือไม่

            นอกจากนี้ มาตรา  239 ให้อำนาจคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งก่อนการประกาศผลการเลือกตั้งซึ่งคำวินิจฉัยของกกต. นี้เป็นที่สุด แม้การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจะมิได้เป็นโทษอาญาตามประมวลกฎหมายอาญาก็ตาม แต่ก็มีปัญหามีว่าสมควรหรือไม่ที่กกต. จะมีอำนาจมากมายในลักษณะเชิงตุลาการด้วย และคำวินิจฉัยนั้นเป็นที่สุดด้วย อย่างนี้จะเป็นธรรมแก่ผู้ถูกตัดสิทธิหรือไม่

 

                        2) วรรคสอง

            ในเเนวนโยบายด้านการต่างประเทศมาตรา 82 วรรค 2 นั้นได้กล่าว 2 เรื่องซึ่งไม่เหมือนกัน คือเรื่อง การคุ้มครองคนไทยในต่างแดน (Diplomatic protection) กับ การดูแลผลประโยชน์ของคนไทยในต่างแดนซึ่งเป็นเรื่องของการให้ความช่วยเหลือทางกงสุล ที่เรียกว่า Consular assistance ส่วนที่เป็นปัญหาได้แก่เรื่องการคุ้มครองคนไทยในต่างแดน มาตรา 82 วรรค 2  ได้รับรองให้รัฐต้องให้ความคุ้มครองคนไทยในต่างประเทศ โดยหลักการถือว่าดี เเต่ผู้ร่างมาตรานี้ไม่ทราบว่า การให้ความคุ้มครองคนชาติของตนในต่างเเดนนั้น ใช้ในบริบทเรื่องความรับผิดชอบของรัฐในทางระหว่างประเทศ จึงมิได้ขึ้นอยู่กับกฎหมายไทยอย่างเดียวเเต่ขึ้นอยู่กับกฎหมายของประเทศนั้น ๆ ที่คนไทย ไปอาศัยอยู่ด้วยซึ่งคนไทยผู้นั้นยังต้องพึ่งพากระบวนการยุติธรรมของกฎหมายประเทศนั้นอย่างถึงที่สุดก่อน ต่อเมื่อเกิดกรณีการปฎิเสธความยุติธรรม รัฐบาลไทยจึงจะมีสิทธิหรือใช้ดุลพินิจที่จะเรียกร้องในนามรัฐบาลไทยหรือไม่  การให้ความคุ้มครองคนชาติของตนในต่างประเทศที่เรียกว่า Diplomatic protection ตามกฎหมายระหว่างประเทศนั้น มิใช่เป็นหน้าที่ตามกฎหมาย (Legal duty) แต่เป็นดุลพินิจ (Discretion) หรือเป็นสิทธิ (Right)  ของรัฐที่รัฐเจ้าของสัญชาติ[4] จะใช้ดุลพินิจว่าจะให้ความคุ้มครองหรือไม่ก็ได้ ทั้งนี้โดยชั่งผลได้ผลเสียด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วย การบัญญัติไว้ในเเนวนโยบายเเห่งรัฐ ให้รัฐต้องให้ความคุ้มครองคนไทยในต่างประเทศนั้น สะท้อนให้เห็นความไม่เข้าใจในกฎหมายระหว่างประเทศในเรื่อง Diplomatic protection เเละในทางปฎิบัติก็ไม่อาจบรรลุผลได้อย่างเเท้จริงด้วยเพราะอาจติดขัดปัญหาต่างๆ เช่น งบประมาณ ปัญหาคนสองสัญชาติ หรือปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ

 

            4. การกำหนดให้บำเหน็จบำนาญเเก่องคมนตรีเท่านั้น

            ทำไมจึงบำเหน็จบำนาญของนักการเมืองออกทั้ง ๆ ที่ รัฐธรรมนูญ 2540 ได้รับรองเรื่องนี้ไว้ แต่ร่าง 2550 คงไว้เฉพาะบำเหน็จบำนาญแก่องคมนตรีเท่านั้น ทั้งๆ ที่องคมนตรีส่วนใหญ่เป็นข้าราชการประจำ บางท่านอาจได้บำเหน็จบำนาญในส่วนของข้าราชการอยู่แล้ว จะเป็นการซ้ำซ้อนกันหรือไม่

 

            5. การให้ศาลเสนอร่างพระราชบัญญัติได้

บทบัญญัตินี้ขัดต่อหลักการเเบ่งเเยกอำนาจอย่างชัดเจน เเม้ว่าร่าง 2550 จะจำกัดให้ศาลรัฐธรรมนูญจะเสนอร่างกฎหมายได้เฉพาะพรบ.ประกอบรับธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญก็ตาม โดยปกติเเล้ว ระเบียบหรือข้อบังคับของกระบวนการวิธีพิจารณาความของศาลนั้นจะกระทำในรูปของ rules of court ภายใต้กรอบของกฎหมายที่ตราขึ้นโดยฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่ง rules of court ที่ออกมานั้น ที่ประชุมใหญ่ของศาลก็จะลงมติในการเห็นชอบ rules of court ดังกล่าวเเต่มิใช่ให้ศาลสามารถเสนอร่างกฎหมายวิธีพิจารณาความได้เอง

 

            6.หมวดกิจการการต่างประเทศ

                        6.1 การทำสนธิสัญญา

            มีการจำกัดอำนาจการทำสนธิสัญญาของฝ่ายบริหารมากจนถึงกับมีผลเป็นการเปลี่ยนเเปลงหลักทำสนธิสัญญาซึ่งเเต่เดิมรับธรรมนูญที่มีมาในอดีตเเละเป็นที่รับรองในอนุสัญญาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญาว่าเป็นอำนาจหรือความรับผิดชอบของ "ฝ่ายบริหาร" กลายมาอยู่ที่ "ฝ่ายนิติบัญญติ" เเทน การให้ประชาชนมี Public hearing เป็นสิ่งดี แต่มาตรา 190 กลับใช้กับสนธิสัญญาที่ควรปกปิดเป็นความลับอย่างสนธิสัญญาเขตแดนกับประเทศเพื่อนบ้านด้วย ต่อไปรัฐบาลจะทำสนธิสัญญาเกี่ยวกับเขตแดนก็ต้องเปิดเผยข้อมูลแก่ประชาชนด้วย ซึ่งประเทศเพื่อนบ้านก็จะล่วงรู้ข้อมูลของฝ่ายไทยได้

                        6.2 การส่งทหารไทยออกนอกประเทศและการอนุญาตให้ทหารต่างประเทศมาประจำการในประเทศไทย

            2 เรื่องนี้ร่าง 2550 ควรจะมีแต่กลับไม่มี อีกทั้งคณะกรรมาธิการบางท่านอ้างว่า มาตรา 190 เรื่อง "สนธิสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ" นั้นใช้ได้กับเรื่องการส่งทหารไทยไปต่างประเทศได้นั้น ก็ไม่ถูกต้องเนื่องจากการส่งทหารไทยไปต่างประเทศไม่เกี่ยวกับการสนธิสัญญาแต่ประการใดแต่เป็นการกระทำฝ่ายเดียวของรัฐที่เรียกว่า Unilateral act

           

7. การให้ประชาชนเสนอร่างกฎหมายเเละถอดถอนผู้ดำรงตำเเหน่งทางการเมืองได้ง่ายไป

            ประเด็นนี้สสร. ใช้เป็นข้ออ้างว่าร่าง 2550 ส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองแก่ประชาชนมากกว่า รธน. 2540 ด้วยการลดจำนวนประชาชนลงมา อย่างไรก็ตาม ในทางปฎิบัติ อาจมิได้บรรลุผลตามที่สสร. ตั้งใจไว้ก็ไว้ เช่น ร่างที่ประชาชนเสนอมาอาจถูกตีตกไปในชั้นของการพิจารณาก็ได้ หรืออีกแง่หนึ่ง การเปิดโอกาสให้เสนอร่างกฎหมายได้ง่ายมากขึ้น อาจเพิ่มภาระงานแก่สภามากจนขาดความรอบคอบในการพิจารณาร่างกฎหมายก็ได้  หรือในส่วนที่เกี่ยวกับการถอดถอน อาจเพิ่มภาระการทำงานของปปช. ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงมากเกินไป ซึ่งปปช. ก็มีงานที่คั่งค้างมากอยู่แล้ว

           

8. บทเฉพาะกาล เเยกออกเป็นสามประเด็น

            ประเด็นเเรก ควรห้ามสสร.ทั้งหมดมิให้ลงรับสมัครสส.เเละดำรงตำเเหน่งสว. มิใช่จำกัดเฉพาะคณะกรรมาธิการยกร่างเท่านั้น เนื่องจากสสร.ก็ได้อภิปรายให้ความเห็นร่างที่เสนอโดยคณะกรรมาธิการตั้งเเต่ฉบับรับฟังความคิดเห็นเเละร่างที่รับโดยสสร. ฉะนั้นสสร. จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียด้วยและควรห้ามสนช. เป็นสส.เเละสว. ด้วย เพราะอาจเปิดช่องให้มีการสืบทอดอำนาจได้

           

ประเด็นที่สอง การให้ "คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ" มาเป็น "ศาลรัฐธรรมนูญ" (มาตรา ๓๐๐) การกำหนดไว้เช่นนี้ผิดหลักการอย่างยิ่งที่ให้ "ตุลาการเฉพาะกิจ" อย่างตุลาการรัฐธรรมนูญมาเป็น สถาบันตุลาการถาวรอย่างศาลรัฐธรรมนูญ อีกทั้งในเเง่ของความเหมาะสมเเล้ว ก็ไม่ควรอย่างยิ่งที่ให้คณะตุลาการซึ่งเป็นผลพวงของการทำรัฐประหารมาทำหน้าที่เป็นศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งโดยปกติเเล้ว ต้องได้รับการโปรดเกล้าจากพระมหากษัตริย์ เเต่เป็นที่ทราบกันดีว่า คณะตุลาการที่ทำหน้าที่วินิจฉัยคดียุบพรรคนั้น มิได้เป็นศาลรัฐธรรมนูญเนื่องจากไม่ได้รับการโปรดเกล้าจากพระมหากษัตริย์ อีกทั้งมิได้วินิจฉัยคดีในพระปรมาภิไธยเเละมิได้สวมครุยขณะอ่านคำวินิจฉัยด้วย รวมถึงการถูกวิจารณ์ว่าถูกใช้เป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจ ดังนั้น ความชอบธรรม ความสง่างามเเละการยอมรับในสายตาของประชาชนอาจมีปัญหาได้ เเม้มาตรา ๓๐๐ จะกำหนดให้เป็นศาลรัฐธรรมนูญเป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีการเเต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ก็ตามเเต่ก็ไม่ยังไม่เหมาะสมอยู่นั่นเอง

           

ประเด็นที่สาม เรื่องกฎหมายนิรโทษกรรม[5] ขัดกับ มาตรา4 ของรัฐธรรมนูญปี 2517 อย่างชัดเจนที่ห้ามมิให้มีการนิรโทษกรรม มาตรา 309 ของร่าง 2550 เเสดงให้เห็นถึงความหลงเหลือของความเป็นเผด็จการจากการทำรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน อีกทั้งยังเป็นการขัดต่อหลักการนิรโทษกรรมอีกด้วยซึ่งโดยปกติเเล้ว การนิรโทษกรรมจะกระทำต่อเหตุการณ์ในอดีตที่เกิดขึ้นเเละสิ้นสุดลงเเล้ว หาใช่เป็นการมุ่งใช้กับเหตุการณ์ในอนาคตด้วยไม่

 

ส่วนที่สาม: บรรยากาศของการรับร่างรัฐธรรมนูญ

เเม้เวลาจะลงประชามติใกล้เข้ามาทุกทีเเล้วก็ตาม เเต่ปัจจุบันกลับปรากฎว่า มีการคงกฎอัยการศึก 35 จังหวัด ซึ่งมีผลกระทบต่อการเเสดงความคิดเห็นวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญอย่างยิ่ง นอกจากนี้เเล้ว มีการเเสดงความเห็นของผู้มีอำนาจเป็นระยะๆว่า หากไม่รับร่างรับธรรมนูญนี้ ก็จะไม่มีการเลือกตั้งหรือจะเอารัฐธรรมนูญฉบับคมช. หรือ บรรยากาศเช่นนี้หากเทียบกับตอนจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน 2540 จะถือว่าผิดกันมาก บรรยาศของการลงประชามติร่าง 2550 คราวนี้ประชาชนสามารถรับรู้ถึงบรรยากาศของการข่มขู่ ต่อรอง หรือความมักง่ายที่บอกว่ารับๆไปก่อนเเล้วไปเเก้ทีหลัง บรรยากาศเเบบนี้ล้วนไม่เอื้อต่อการลงประชามติให้รับร่างรัฐธรรมนูญเเต่อย่างใดเลย

 

หากเปรียบเทียบร่าง 2550 เหมือนก้อนเค้กแล้ว เค้กชิ้นนี้ "หน้าเค้ก" สวยดีน่ากิน แต่ "เนื้อเค้ก" บูดเน่าเสียแล้ว เริ่มต้นด้วยการทำรัฐประหาร ล้มรัฐธรรมนูญ แต่ลงท้ายพยามยามทำให้ดูเหมือนเป็น "ประชาธิปไตย" ด้วยการทำประชามติ (จอมปลอม) ร่าง 2550 จึงมีลักษณะหัวมังกุฎท้ายมังกรเช่นนี้เเล….



[1] เนื่องด้วยระยะเวลาจำกัด ผู้เขียนจึงนำเสนอข้อมูลเฉพาะประเด็นที่ใหญ่ๆ

[2] โปรดดูมาตรา 113

[3] มาตรา ๒๐๙ วรรค ๖

[4] โปรดดู Draft articles on Diplomatic Protection, Text adopted by the International Law Commission in 2006, article 2

[5] ผู้เขียนได้เขียนเรื่องนิรโทษกรรมไว้ละเอียดเเล้วในบทความอื่น จึงไม่ขอกล่าวถึงโดยละเอียดอีกในที่นี้

Comments

หนุ่ม

[emo11.gif]

นอกจากโหวด ไม่รับ รธน ๕๐ อันบัดซบสุดๆ ที่ร่างมาจากพวกชาติชั่วแล้ว พวกเราต้องช่วยกันคอยจับตาดูให้ดีๆ อย่าให้พวกเผด็จการมันเปลี่ยนหีบเลือกตั้งเด็ดขาด

[emo11.gif][emo11.gif][emo11.gif]

อนาถใจ

เป็นเรื่องตลกร้ายที่พยายามให้ประชาชนมารับร่างรัฐธรรมนูญในเรื่องที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้อ่านและไม่มีทางเข้าใจ ผลาญเงินหลวงและใช้ผู้คนมากมายเพียงเพื่อจะแสดงว่ามีประชาธิปไตยทั้งๆที่พฤติกรรมที่ผ่านมามันไม่ใช่เลย หลอกประชาชนว่ารับไปก่อนจะได้มีการเลือกตั้ง ทั้งที่จะรับหรือไม่รับก็ต้องเลือกตั้งอยู่ดี

หมาน้อย

เรื่องตลก เราไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ50 บอกว่าเรารับเงิน200บาท เรารณรงค์ไม่ไห้รับร่าง50บอกเรามีท่อน้ำเลี้ยง ทีพวกมันทำ ใช้ทั้งภาษีของเราไปรณรงค์ให้รับร่าง ใช้ทั้งปืนขู่ ใช้ทั้งกฎหมายบังคับ มันบอกเพราะประชาชนยังไม่มีความรู้เลยต้องให้ความรู้เวรจริงๆ

ของดี ไม่ต้องโฆษณา

ตั้งแต่อดีตจนถึงประชาธิปไตยรุ่นสุดท้าย 18 กย 49 พรรคการเมืองที่เสนอเรื่อง การศึกษา สาธารณสุข เป็นอันดับต้นๆจะเป็นที่สนใจและได้รับการคัดเลือกเสมอมา อนาคต ร่างปี 50 มุ่งประเด็นเรื่องความมั่นคงเป็นหลัก ประเทศไทยมีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติโดยที่ไม่(ได้รับความสนใจให้)ต้องบรรจในรัฐธรรมนูญ ซึ่งหมายความว่าการทำศึกสู้รบจะไม่มีและจะไม่เกิดขึ้นถ้าผู้บริหารประเทศไม่ชักศึกเข้าบ้านอย่างเช่นปัจจุบันนี้ที่มีการชักศึกเข้าบ้านโดยเฒ่าหัวหงอก เมื่อรัฐธรรมนูญให้ความสำคัญทางทหารมาก นั่นก็หมายถึงการโกงกินงบลับซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของนายทหารทั้งหลายรวมถึงที่ปรึกษาเฒ่าหัวหงอกด้วย จึงเห็นได้ว่าทหารทั้งหลายมีเงินเป็นร้อยๆล้าน มี่การบุกรุกที่สาธารณประโยชน์ เช่น เขายายเที่ยง เหตุไรจึงเป็นเช่นนี้ เพราะความโลภ หลง ครอบงำอยู่้นั่นเอง จึงเป็นการเห็นชัดแจ้งว่า รัฐธรรมนูญนี้สืบทอดอำนาจทางทหารจึงตั้งงบประมาณทหารเป็นหลักจะได้งาบกันได้อย่างเมามัน เพราะฉนั้น ขอให้ทุกท่านออกไปใช้สิทธิ กา X ในช่อง ไม่เห็นชอบ เท่านั้นุ

สีแดง

ปฎิวัตแล้วจ้างพวพตัวเองเขียนรธน.เพื่อพวกตนได้เข้ามาปกครองแล้วยังมีหน้ามาขอให้ชาวบ้านช่วยกันรับรองตลกจัง โธ่เอ้ย ไม่ต้องเสียเงินเสียเวลาหรอกประกาศใช้ไปเลยประเทศชาติจะได้ฉิบหายเร็วๆหลอกชาวบ้านได้อย่างโง่ๆ ใครไม่เห็นด้วยก็ว่าเป็นพวกทักษิณ คิดได้อย่างเดียวนึกอะไรไม่ออกก็โทษอำนาจเก่าปกครองประเทศมายังไม่ถึงปีชาติเสียไม่รู้เท่าไหร่คนไทยจนลงทุกวันแต่พวกตัวเองรำรวยทุกคน ยังอยากจะสืบทอดอำนาจกันต่ออีกต่ออายุพวกตนเองล่วงหน้าในรธน.เรื่องแบบนี้ใครก็รู้เสียดายภาษี

สามหาว

ไม่รับครับเพราะจะไม่่ยอมเป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธ

สมชาย

ทุกวันนี้ ตื่น่ช้ามาก็อ๊วกแตก
ก่อนกินข้าวทุกมื้อก็อ๊วกแตก
เปิดโทรทัศน์ดูก็อ๊วกแตก
ดูหนังสือพิมพ์ก็อ๊วกแตก
หลับตาก็อ๊วกแตก
ลืมตาก็อ๊วกแตก
ล้มลงนอนก็อ๊วกแตก
ในความฝันก็ยังอ๊วกแตก
ตกลงไม่รู้จะเลิกอ๊วกแตกเมื่อไรกันแน่ ?
สรุปไม่รับร่าง ร ธ น 50 แน่ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

สุเมธ ทองพวง

ติดตามดูชม อ่าน ฟังการดีเบตความเห็นต่างๆทั้งฝ่ายรับฝ่ายไม่รับ ขอบคุณทั้งสองฝ่ายมากครับสำหรับคนที่มีพื้นความรู้น้อยอย่างผม ที่เป็นลูกหลานชาวนาเป็นแค่พ่อค้าธรรมดาๆที่คนแค่บางกลุ่มมองว่าความรู้น้อยด้อยปัญญาแถมถูกดูหมิ่นดูแคลนอีกว่าเห็นแก่ค่าเงินแค่ 100-200 บาทอุตส่าห์ติดตามหาความรู้ความเข้าใจโดยใช้เหตุและผลอย่างมีสติที่เป็นกลางกลั่นกรองมาจนถึงวันนี้กระจ่างมากยิ่งขึ้นแล้ว ยังไงก้อไม่รับแน่ๆครับพ่อแม่พี่น้องผองไทยนี่มิได้หมายความว่าฝักใฝ่ฝ่ายใดหรือแบ่งชนชั้นไหนทั้งสิ้นแต่ไม่ยินดีรับเผด็จการประชาธิปไตยภายใต้อำนาจอภิชนาธิปไตย-อำมาตยาธิปไตย หรือจะให้ลูกหลานไทยเป็นได้แค่รากหญ้าเป็นชนชั้นล่างโง่เขลาเบาปัญญาอย่างที่เขาว่ามาตลอดไป

รับจ้างเลีย

เหตุผลนานับประการเราไม่ฟังท่าน นอกจากคำว่ากุรักเฮี้ยแม้ว

แค่ความเห็น

เผด็จการ คมช กับ ทักษิณ

ถ้าทักษิณเป็นคนดีนะชนะแน่ไม่รับ

แต่ทักษิณเป็นแค่คนหลงอำนาจ ยังไงคนก็ยังเอาเผด็จการ

วันใดที่คมชเลวลงซักครึ่งหนึ่งของทักษิณ

วันนั้นไม่ต้องปลุกให้ยากเลย คนจะไล่เอง

นี่เป็นเพราะทักษิณเลวแท้ๆ คนก็ยังพอรับเผด็จการได้

ชู้ของแม่รับจ้างเลีย

ผมไม่สนอย่างอื่นเลย....นอกจากแม่
ของคนชื่อ"รับจ้างเลีย" มีแม่ดีอย่างนี้จึงเกิดลูก
แบบนี้...แม่มันช่างเหมือนโสเภณี...ต้นมะขามจริงๆ..
ขอให้คุณ"รับจ้างเลีย"ปรับตัวซะ(ไอ้ลูกโสเภณี..)

ปล.ด่ากันเห็นๆ.จะๆๆๆๆแบบนี้แหละ..
[emo2.gif][emo2.gif][emo2.gif][emo2.gif]

kunsue

ผมก็ไม่รับครับ ของโจงยังไงก็ไม่ใช่ของดี

nat

ผมเองก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมถึงไม่รับทั้งๆที่ข้อดีมันก็มีเยอะ แต่บางข้อมันอาจจะดูแล้วขัดหูขัดตาไปซักนิด แต่มันก็มีเหตุผลในตัวของมัน เพราะคนไทยมีอิสระมากเกินไป ประชาธิปไตยไม่ใช่ว่าจะมีสิทธิทำอะไรก้ได้ทุกอย่างน่ะครับ คุณรองไปศึกษาดูประเทศที่เป็นประชาธิปประไตยแบบดั้งเดิมดูสิครับ แล้วจะรู้ว่าเขาใช้ประชาธิปไตยกันอย่างไร แต่ของไทยน่ะประชาธิปไตยเป็นของนักการเมือง และผุ้มีอำนาจเท่านั้น รัฐบาลที่แล้วน่ะใช้ประชาธิปไตยเป็นไงครับเคยศึกษาดูให้ดีไหมครับ เขาเปลี่ยนอะไรไปบ้าง รัฐมนูลฉบับนี้เขาเลยมาอุดช่องโหว่ที่พวกเห็นแก่ตัวมันทำกัน ขายให้หมดสมบัติชาติ แปรงให้หมด ไฟฟ้า ประปา อืนๆ ให้ต่างชาติมันซื้อไปให้หมด ขอเถอะครับพี่น้องตาสว่างกันซ่ะทีประเทศชาติจะได้ พ้นจากมือพวกเห็นแก่ตัวซ่ะที่ พวกไม่รักชาติ เห้นแก่ประโยขน์ส่วนตัวและพวกพ้อง สาธุใครที่คิดร้ายต่อชาติขอให้พวกมั น จง แพ้ภัย และล่มจม และรับกรรมในชาตินี้ด้วยเถอด สาธุ

งง

แล้วตกลงที่รับหรือไม่รับ ถามจริงๆ ว่าเกี่ยวไรกับทักษิณ
มันคือประเด็นระหว่างเผด็จการกับประชาธิปไตยต่างหาก
ทักษิณไม่ดี คมช. ก็เลวชาติพอกัน สรุปว่าถึงแม้เรื่องนี้จะมีทักษิณมาเกี่ยวหรือไม่ ก็ไม่รับร่างฯ 50 แน่นอน

เด็กดีป่วน

ร่างนี้มีผลเสียหรือผลดี คุณบอกว่าไม่รับร่าง คุณอ่านร่างดูรึยัง อย่าให้คนอื่นจูงจมูกคุณ ประชาธิปไตยของคนไทยต้องไม่ใช่ แบบชี้นำ คิดดูละกันว่าคุณคิดจะรับหรือไม่รับเหตุผลที่เเท้จริงของพวกคุณคืออะไร อย่าคิดเเต่ว่า คมช. เป็นเผด็จการเเล้วร่างรัฐฯ ของเราจะเป็นเผด็จการไปด้วย เราไม่ได้เข้าข้างใครนะ เเต่เพียงเห็นว่าคนส่วนใหญ่ไม่อ่านร่างกันหรอกเพราะว่ามันเยอะมาก เราก็เลยนำส่วนนึงของร่างที่ ได้เปลี่ยนแปลงจากเดิม ของปี 2540 มาอ่านกัน แล้วคิดดูอีกทีนะว่า เราควรจะรับหรือไม่รับ ...

ในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ในหมวดว่าด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ได้ผิดแผกหรือแตกต่างไปจากรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ สักเท่าไหร่ นั่นก็คือ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังคงหลักการการกระจายอำนาจไว้เช่นเดียว ให้มีคณะกรรมการการกระจายอำนาจ ให้มีกฏหมายว่าด้วยการกระจายอำนาจ ให้มีคณะกรรมการบริหารงานบุคคลท้องถิ่นเหมือนเดิม แต่มีข้อปลีกย่อยที่สำคัญหลายอย่างที่แตกต่างไปจากรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ นอกจากการเปลี่ยนหมวดจากหมวดเดิมหมวดที่ ๙ เป็นหมวดที่ ๑๔ และเป็นหลักการที่สำคัญอันเป็นประโยชน์ต่อพนักงานส่วนท้องถิ่นโดยรวม ได้แก่
(๑) เปลี่ยนชื่อพนักงานส่วนท้องถิ่น ซึ่งเดิมมีการเรียกแตกต่างกันไป เช่น พนักงานเทศบาล พนักงานส่วนตำบล ข้าราชการกรุงเทพมหานคร ข้าราชการอบจ. พนักงานเมืองพัทยา ให้เป็นชื่อเดียวกัน เรียกว่า "ข้าราชการส่วนท้องถิ่น" ทั้งนี้ เป็นไปตามคำเรียกร้องของพนักงานส่วนตำบลที่ต้องการให้ พนักงานส่วนท้องถิ่น มีศักดิ์ศรีความเป็นข้าราชการเช่นเดียวกันกับข้าราชการพลเรือน
(๒) เปลี่ยนถ้อยคำกรณีการบรรจุ แต่งตั้ง การให้พ้นจากตำแหน่งของข้าราชการส่วนท้องถิ่น จากเดิมใช้คำว่า "...ทั้งนี้ เป็นไปตามความต้องการของท้องถิ่น" เปลี่ยนมาใช้คำว่า "....ทั้งนี้ เป็นไปตามความเหมาะสมของท้องถิ่น" ซึ่งเป็นการแก้ไขหลักการที่ว่า ข้าราชการส่วนท้องถิ่นเกิดที่ไหนตายที่นั่น เพราะ หลายปีที่ผ่านมา ข้าราชการส่วนท้องถิ่นประสบปัญหาการโอน (ย้าย) สับเปลี่ยนระหว่างกัน โดยที่มีการแปลความหมายของคำว่า "เป็นไปตามความต้องการของท้องถิ่น" คำว่าท้องถิ่นนั่น มีการแปลความหมายถึง ผู้บริหารท้องถิ่น ทำให้เกิดปัญหาหลากหลายทั้งเรื่อง การใช้เงินใช้ทองในการบรรจุ แต่งตั้ง โยกย้าย หรือการกลั่นแกล้งกัน ทำให้ข้าราชการท้องถิ่นทุกระดับตกอยู่ภายใต้การอำนาจของผู้บริหารท้องถิ่น จนไม่กล้าขัดใจแม้จะเห็นว่า สิ่งนั้นไม่ถูกต้องตามระเบียบ กฎหมาย หรือหลักคุณธรรมก็ตาม ดังนั้น การใช้คำว่า "ตามความเหมาะสมของท้องถิ่น" นั้น จะเป็นการปูทางไปสู่การแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้คลี่คลายในกฎหมายลูกต่อไป
(๓) เพิ่มผู้แทนข้าราชการส่วนท้องถิ่นในคณะกรรมการข้าราชการส่วนท้องถิ่น จากเดิมมาจาก ๓ ฝ่าย คือ ฝ่ายส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ฝ่ายผู้ทรงคุณวุฒิ และฝ่ายท้องถิ่น (หมายถึงฝ่ายการเมืองรวมกับฝ่ายข้าราชการประจำ) เรียกว่า ไตรภาคี ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้แยกฝ่ายท้องถิ่น ออกเป็น ฝ่ายการเมือง กับฝ่ายข้าราชการส่วนท้องถิ่น ออกจากกัน รวมเป็นสี่ฝ่าย ซึ่งจะทำให้การต่อรองหรือการใช้เสียงในคณะกรรมการฯ ของฝ่ายข้าราชการส่วนท้องถิ่นมีน้ำหนักมากขึ้นกว่าปัจจุบัน ที่ฝ่ายข้าราชการส่วนท้องถิ่นนั้นเสียเปรียบมาโดยตลอด
(๔) การเพิ่มองค์กรพิทักษ์ระบบคุณธรรม จะเป็นหลักประกันความมั่นคงและศักดิ์ศรีของข้าราชการส่วนท้องถิ่น ให้มีความเป็นอิสระในวิชาชีพได้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ (อาจ) เป็นการปูทางไปสู่การผลักดันให้มี "สำนักงานข้าราชการส่วนท้องถิ่น" เพื่อให้มีศักดิ์ศรีและสิทธิต่าง ๆ เท่าเทียมกับสำนักงานข้าราชการพลเรือน หรือ ก.พ. ในอนาคต อันจะทำให้ข้าราชการส่วนท้องถิ่นนั้น ไม่ต้องขวัญผวากับการแทรกแซงการทำงานของฝ่ายการเมืองหรืออิทธิพลของกลุ่มบุคคลใดอีกต่อไป
(๕) มีการกำหนดแนวทางการกำกับดูแลให้ชัดเจนขึ้น โดยกำหนดขอบเขตในการกำกับดูแลว่า "ให้มีการกำหนดมาตรฐานกลางเพื่อเป็นแนวทางให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเลือกไปปฏิบัติได้เอง...." ซึ่งเป็นจะแนวทางนำไปสู่การออกกฎหมาย หรือระเบียบ หลักเกณฑ์ ต่างของกระทรวงมหาดไทยที่ต้องกำหนดไว้เป็นกลาง ๆ เพื่อให้ท้องถิ่นซึ่งมีความแตกต่างกัน สามารถนำไปออกเป็นระเบียบหรือหลักเกณฑ์ของตนได้อย่างเหมาะสมกับท้องถิ่นนั้น ๆ ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาปัจจุบันที่ระเบียบหรือหลักเกณฑ์ที่กระทรวงมหาดไทยออกมานั้น บังคับใช้ไปทั่วประเทศซึ่งไม่สอดคล้องกับสภาพของแต่ละท้องถิ่น ที่มีความแตกต่างกันทั้งเรื่อง ศาสนา วัฒนธรรม พื้นที่ รายได้ ภูมิอากาศ เป็นต้น
ครับ นี่เป็นเพียงแค่ ๕ ประเด็นเท่านั้น ที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้มองเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศ แม้กระทั่งองค์กรเล็ก ๆ เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล คณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็มองเห็น ดังนั้น จึงน่าจะสรุปได้ว่า ประเด็นสำคัญ ๆ ที่เป็นปัญหาของประเทศตลอดช่วงระยะเวลา ๑๐ ปีที่ใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ ที่ผ่านมา ทำไม สสร.จะไม่แก้ไขให้เป็นไปในทิศทางทีดีขึ้นล่ะ และหากทุกคนอ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แล้วลองนำไปเทียบกับปี ๒๕๔๐ แล้ว จะทราบได้ทันทีว่า ประเด็นที่เป็นปัญหานั้น รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้อุดช่องโหว่ ช่องว่าง ไว้หมดสิ้นแล้ว ดังนั้น การที่สสร.อุดช่องว่างช่องโหว่ โดยปรามาจารย์ด้านกฎหมายอย่างเช่น อาจารย์วิชา มหาคุณ ซึ่งได้พูดถึงองค์การบริหารส่วนตำบลไว้อย่างน่าประทับใจในรายการของ ASTV เมื่อคืืนวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๕๐ ที่ผ่านมาว่า "พนักงานส่วนตำบลหลายท่านได้ส่งหนังสือมาหาท่าน เ่ล่าเรื่องถึง การถูกผู้บริหารท้องถิ่นย่ำยีศักดิ์ศรี กระทั่งเอาปืนจ่อหัวเพื่อให้เซ็นต์เอกสารหรือเซ็นต์เช็คให้ พนักงานส่วนตำบลเหล่านี้ มีองค์กรเล็ก ๆ ที่ดูแลอยู่ไม่เหมือน ก.พ. หรือ ก.ตร. หรือ ก.ต. ที่เป็นองค์กรใหญ่ รัฐธรรมนูญนี้จึงเพิ่มให้มีองค์กรพิทักษ์ระบบคุณธรรมเพื่อช่วยดูแลพวกเขา" ซึ่งผู้เขียนซาบซึ้งในความเข้าใจของการเป็นข้าราชการในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เหมือนกันของท่านแม้พวกเราจะเป็นข้าราชการเล็ก ๆ ที่อยู่ตามชนบทห่างไกลก็ตาม แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้กลับคุ้มครองพวกเราเสมอเหมือนกันทุกคน นอกจากนั้น ก็ยังมี ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ ศ.นรนิติ เศรษฐบุตร ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ดร.การุณย์ ใสงาม รศ.วุฒิสาร ตันไชย ซึ่งล้วนเป็นปรามาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย และเข้าใจสังคมไทยดี โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดังนั้น จึงไม่เห็นมีเหตุผลใดที่พวกเรา ข้าราชการส่วนท้องถิ่น พนักงานจ้าง และลูกจ้างประจำ รวมตลอดจนครอบครัวของพวกเราจะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ข้าพเจ้าจึงขอสนับสนุนให้พวกเรารับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไว้ ณ ที่นี้ด้วย ด้วยเหตุผลที่ไม่อาจหาเหตุผลใดมาหักล้างในเหตุผลข้างต้นได้.....หรือท่านยังเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ดีพออีกหรือ????