ฟ้ามีตา จุดพลิกของคดี หมอวิสุทธิ์เผลอรับ ….ผัสพรตายแล้ว

"ประหารชีวิต" เท่านั้นคือคำตอบล่าสุดของความยุติธรรมที่ศาลอุทธรณ์หยิบยื่นให้แก่หมอวิสุทธิ์ จำเลยดังคดีสะเทือนขวัญฆ่าหมอผัสพรผู้เป็นภรรยา

เป็นอีกครั้งที่ย่านตรอกเล่าโจ้ว ในตลาดวโรรส กลางเมืองเชียงใหม่ เต็มไปด้วยเสียงวิพากษ์ วิจารณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะว่าที่นี่คือบ้านเกิดของหมอผัสพรและโชติ วัฒนเชษฐ์ ชายชราวัยใกล้ 90 ปี พ่อของหมอผัสพรยังใช้ชีวิตอยู่ที่นี่เป็นที่มั่นเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้แก่ลูกสาวผู้สาบสูญ

ย้อนกลับไปเมื่อต้นปี 2544 น.พ.วิสุทธิ์ บุญเกษมสันติ สูตินรีแพทย์ รพ.จุฬาลงกรณ์ ตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ลงมือฆ่าและอำพรางศพ พ.ญ.ผัสพร บุญเกษมสันติ ภรรยาของตัวเอง แต่ในชั้นต้นอัยการสั่งไม่ฟ้องเพราะหลักฐานไม่หนักแน่นพอ และแง่มุมกฎหมายที่สำคัญ นั่นคือ การไร้ซึ่งประจักษ์พยาน

นายโชติ วัฒนเชษฐ์ บิดาของหมอผัสพร ต้องออกมาทวงถามความยุติธรรมให้แก่ลูกสาว โดยการยื่นฟ้องเองต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ หลังจากนั้นกินเวลาถึงปีเศษ กว่าที่อัยการสูงสุดจะมีคำสั่งฟ้องหมอวิสุทธิ์เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2545 รวมทั้งสิ้น 6 ข้อหา ได้แก่ ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ลอบฝังซ่อนเร้นทำลายศพเพื่อปิดบังสาเหตุการตาย กระทำให้ผู้อื่นปราศจากอิสรภาพ ข่มขืนใจให้กระทำการใด ปลอมแปลงเอกสาร และใช้เอกสารปลอม

แม้จะเหนื่อยหนักสำหรับชายชราที่ต้องมาใช้ชีวิตบั้นปลายในการเดินทางไปมาเชียงใหม่ - กรุงเทพเพื่อถามคลี่คลายปมปริศนาของลูกสาว แต่ก็มิใช่การต่อสู้ที่สูญเปล่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2546 ให้ลงโทษประหารชีวิตหมอวิสุทธิ์

และแม้จะยื่นอุทธรณ์ แต่ล่าสุดเมื่อเวลาผ่านไปเกือบ 5 ปี วันที่ 4 กรกฎาคม 2548 ศาลอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในคดีนี้โดยพิพากษายืนให้ประหารชีวิตหมอวิสุทธิ์สถานเดียว

นอกเหนือจากการต่อจิ๊กซอว์ของเหตุการณ์อย่างละเอียดยิบแล้ว ประเด็นสำคัญที่ศาลอุทธรณ์ได้พิเคราะห์นั้น คือคำเบิกความของนายโชติ วัฒนเชษฐ์ พ่อของพ.ญ.ผัสพร ที่ชี้ให้เห็นว่าก่อนหน้านี้ทั้งคู่เคยมีเรื่องราวขัดแย้งรุนแรง มีการฟ้องร้องทั้งเรื่องการหย่าร้างและแบ่งทรัพย์สินกันมาแล้ว อันเป็นข้อมูลที่จูงใจให้ก่อเหตุ

โชติ วัฒนเชษฐ์ เคยบอกกับ "พลเมืองเหนือ"ว่า เขาจะไม่ยอมให้ลูกสาวเขาตายฟรี เพราะหากคดีอย่างผัสพรตายฟรี ต่อไปนี้สังคมต้องยุ่งแล้ว

ครอบครัวของโชติอยู่ที่ย่านค้าขายสำคัญของเมืองเชียงใหม่ นั่นคือบริเวณตรอกเล่าโจ้ว ตลาดวโรรส ก่อนจะมาปักหลักเปิดร้านขายที่นอน ผ้านวม โชติ วัฒนเชษฐ์ (แซ่เลียว) รอนแรมจากจีนแผ่นดินใหญ่มาถึงเชียงใหม่เมื่อ พ.ศ.2490 เป็นคนงานรับจ้างทั่วไปในตลาดวโรรส ต่อมาก็เริ่มเปิดร้านขายของลงทุนค้าขายผ้า ที่นอน เล็ก ๆ น้อย ๆ

โชติ มีลูก 10 คน เป็นชาย 5 หญิง 5 หมอผัสพรหรือ "อาฮั้ว" เป็นลูกคนที่ 4 ทุกคนอยู่รวมกันที่ตึกแถวหลังที่เป็นร้าน "โชติกุล" ช่วยกันค้าขายเพื่อหารายได้มาเรียนหนังสือ กระทั่งเรียนจบและต่างแยกย้ายไปตามวิถีของตนเอง ขณะที่เขาอยู่ที่บ้านหลังเดิม

โชติเล่าว่า "ผัสพร" เรียนชั้นประถมและมัธยมที่โรงเรียนเรยีนา เชลี แล้วไปเรียนต่อที่กรุงเทพในโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ช่วงนี้เองที่หมอผัสพร ได้รู้จักกับหมอวิสุทธิ์ แต่จากนั้นก็กลับมาเรียนแพทย์ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และทำงานที่โรงพยาบาลรถไฟ โดยครอบครัวหมอผัสพรก็อยู่ด้วยกันราบรื่นดี แต่พอพักหลังที่หมอผัสพรรู้ว่าหมอวิสุทธิ์มีหญิงอื่น ครอบครัวก็มีปัญหา

"ผัสพรยังเคยเล่าให้เพื่อนที่เชียงใหม่ฟังว่าถ้าเขาจะตาย ก็คงตายเพราะถูกคนใกล้ชิดฆ่า เขาก็ระวังตัวอยู่เหมือนกัน เพราะหมอผัสพรเคยถูกบีบคอเกือบตายและเคยถูกวางแผนใส่ยาสลบและก่อนเกิดเหตุประมาณ 4-5 เดือน ทั้งหมอผัสพร และหมอวิสุทธิ์ ก็ต่างคนต่างกลัวว่าจะถูกฆ่า"

โชติเล่าว่า เมื่อข่าวเกิดขึ้น เขาแน่ใจว่าปัญหาครอบครัวที่ลูกเคยเล่าย่อมนำไปสู่การฆาตกรรม วางแผนฆ่า แน่ใจว่าฆาตกรคือใครด้วย และคาดหวังว่าคนผิดต้องได้รับโทษ แต่ทันทีที่อัยการเจ้าของสำนวนสั่งไม่ฟ้องในครั้งแรก โชติบอกว่าเขาตกใจและกลุ้มใจมาก คิดว่าลูกสาวคงตายฟรี แต่ตอนหลังพอรู้ว่ามีสิทธิฟ้องได้ก็ดีใจมาก ปรึกษาลูกสาว (หมอเพียงใจ) และคิดว่าจำเป็นต้องสู้ แม้จะชนะหรือไม่ก็ตาม ฆาตกรจะต้องได้รับโทษ คนตายก็ตายไป แต่คนที่อยู่จะต้องสู้ ถ้าเไม่สู้ผัสพรก็ต้องตายฟรี และหากคดีอย่างผัสพรตายฟรี ต่อไปนี้สังคมต้องยุ่ง

คำอุทธรณ์ของหมอวิสุทธ์ ระบุว่า หมอผัสพรอาจยังไม่ตาย เพียงแค่หายไป แต่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ได้ใช้วิวัฒนาการที่ทันสมัยหักล้าง ทั้งในการตรวจพิสูจน์คราบเลือด เส้นผม เส้นขน และตรวจดีเอ็นเอ ประกอบกับการพบชิ้นเนื้อ กระบังลม ขั้วลำไส้ เชื่อว่าเป็นของผู้ตายและพบในปริมาณมาก เชื่อว่าคนที่เสียอวัยวะขนาดนี้น่าจะตายไปแล้ว นอกจากนี้ ศาลยังฟังพยานแวดล้อม เช่นการพบภาพจากวีดิโอที่ร้านโออิชิ การทะเลาะเบาะแว้งเรื่องพิพาทในทรัพย์สิน เรื่องชู้สาว การไปซื้อถุงดำ ก้อนดับกลิ่น ทำให้ศาลลงโทษจำเลยได้ การจะอ้างเหตุผลว่าไม่มีประจักษ์พยานกลายเป็นเรื่องล้าสมัยไปแล้ว นี่คือบรรทัดฐานใหม่ของวงการพิพากษา

นอกจากนั้น ต้องเชื่อว่าฟ้ามีตาเมื่อ หมอวิสุทธิ์ เผลอรับว่าหมอผัสพรได้เสียชีวิตแล้วด้วย

นายวีรศักดิ์ โชติวานิช ทนายความของนายโชติ เปิดเผยว่า นายชัชวาลย์ บุญเกษมสันติ บุตรคนโตของหมอวิสุทธิ์ยื่นคำร้องขอจัดการมรดกของหมอผัสพร โดยอ้างว่า ผู้ร้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของหมอผัสพรผู้ตาย ต่อมา ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 23 มี.ค. 44 รายละเอียดในมรณบัตรปรากฏท้ายคำร้อง ทั้งนี้ ผู้ร้องไม่สามารถจัดการทรัพย์สินได้ เพราะเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินให้ ผู้ร้องไปร้องศาลขออำนาจจัดการมรดกเสียก่อน และในท้ายคำร้องได้มีหนังสือให้ความยินยอม ว่า นายชัชวาล ซึ่งได้มาร้องศาลขอจัดการมรดกของหมอผัสพรผู้ตาย เป็นทายาทผู้ตาย และหมอวิสุทธิ์ ได้ทราบเรื่องที่นายชัชวาลยื่นคำร้องขอจัดการมรดกของผู้ตายแล้ว พร้อมลงชื่อท้ายคำร้องเป็นลายเซ็นของหมอวิสุทธิ์เอง

นายวีรศักดิ์คาดว่า น.พ.วิสุทธิ์คงให้ บุตรชายเข้าจัดการมรดกทรัพย์สินมีค่าทั้งหมดซึ่งเป็นสินสมรสของหมอผัสพร ศาลแพ่งได้ไต่สวนนายโชติ วัฒนเชษฐ์ ซึ่งได้ร้องคัดค้านการขอจัดการมรดก ซึ่งมีทรัพย์สินเป็นที่ดิน 1 แปลง ในกรุงเทพฯ ราคาหลายล้านบาท ต่อมา ศาลมีคำสั่งให้นายชัชวาลและนายโชติเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน

เหตุการณ์ครั้งนี้นำไปสู่ประเด็นปัญหาข้อกฎหมายในคดีฆ่าหมอ.ผัสพรทันที คือหมอวิสุทธิ์ได้ยอมรับเป็นครั้งแรกว่าหมอผัสพร ถึงแก่ความตาย และรายละเอียดการตายปรากฏในมรณบัตรซึ่งมรณบัตรดังกล่าว ออกโดยอาศัยรายงานของนิติเวชวิทยาว่าหมอผัสพรถูกคนร้ายฆ่าและชำแหละศพ

เมื่อหมอวิสุทธิ์ไปยอมรับในคดีแพ่งว่า ภรรยาเสียชีวิตแล้ว ทนายของนายโชติจึงไปขอต่อศาลอาญากรุงเทพใต้เพิ่มเติมคำแก้อุทธรณ์ โดยระบุรายละเอียดว่า ที่จำเลยเคยแถลงต่อศาลว่า หมอผัสพร ยังไม่ถึงแก่ความตาย รายงานการตรวจพิสูจน์ทางนิติเวช ถึงชิ้นเนื้อและดีเอ็นเอรับฟังไม่ได้ แต่หมอวิสุทธิ์กลับได้ลงนามในหนังสือให้ความยินยอมแก่นายชัชวาล บุตรชาย ในการร้องจัดการมรดกหมอผัสพร ว่าหมอผัสพรตายแล้ว ดังนั้นก็รับฟังได้เป็นข้อยุติว่าหมอตายไปแล้ว ดังนั้น คดีที่อัยการและนายโชติฟ้องจำเลย จึงรับฟังได้ ขอให้ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนต่อไป

อย่างนี้ใช่หรือไม่ที่ว่า ฟ้ามีตา !