เจาะขบวนการทุจริตลำไย เย้ยรัฐปราบคอรัปชั่น

นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ประกาศทำสงครามคอรัปชั่น เมื่อสิ้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา และเมื่อระฆังยกแรกดังขึ้น สงครามคอรัปชั่นจึงเริ่มต้นโดยพลัน และประเดิมดีเดย์ในวันวันอาทิตย์ที่ 3 ตุลาคม 2547 ที่ท่าเรือคลองเตย

ขบวนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน พร้อมตำรวจกองปราบปราม จัดการยึดลำไยอบแห้ง 400 ตัน มูลค่า 16 ล้านบาท ของบริษัทอีเจิ้ง ที่เตรียมลักลอบส่งออกลำไยอบแห้งที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยใช้กล่องบรรจุภัณฑ์ของ อ.ต.ก. บรรจุสินค้า โดยมีเป้าหมายส่งออกไปตลาดจีน

ปัญหาทุจริต "ลำไยอบแห้ง" สินค้าส่งออกสำคัญอีกตัวหนึ่งของประเทศไทย ที่กำลังปะทุอยู่ในเวลานี้ และกลายเป็นปัญหาระดับชาติ ที่กำลังทำให้ภาพพจน์ของประเทศเสียหายอย่างรุนแรง เส้นทางการทุจริตมิได้เพิ่งเกิดขึ้นในวันนี้หรือปีนี้ แต่การทุจริตที่ใช้วิธีการปลอมปนลำไยอบแห้งค้างสต็อกข้ามปีผสมรวมเข้ากับลำไยอบแห้งของใหม่ เป็นขบวนการที่ทำกันมาเป็นเวลานาน และเป็นปัญหาเรื้อรังมายาวนานเช่นกัน เพียงเพื่อให้ได้ปริมาณลำไยเพิ่มขึ้นและนำมาซึ่งผลกำไรก้อนมหึมา

ขบวนการทุจริตของกลุ่มผู้ประกอบการที่ได้รับประมูลบริหารจัดการลำไยอบแห้ง เริ่มส่งกลิ่นมาตั้งแต่ปี 2543 ล่าสุดปีนี้ บริษัท ปอเฮง อินเตอร์เทรด จำกัด เป็นเพียงบริษัทเดียวที่ส้มหล่นได้ประมูลลำไยอบแห้งมูลค่าถึง 4,300 ล้านบาท ซึ่งน่าแปลกที่บริษัทที่รับงานใหญ่ระดับหลายพันล้าน กลับไม่มีแม้กระทั่ง โรงอบหรือโกดังเก็บของเป็นของตัวเอง แต่เมื่อสาวลึกลงไปกลับพบว่าทั้งหมดล้วนเป็นบริษัทที่โยงใยเป็นเครือข่ายเดียวกันทั้งสิ้น

เปิดมาตรการแก้ปัญหาลำไยปี 47
ปีนี้คาดการณ์กันไว้ว่าจะมีผลผลิตลำไยจากภาคเหนือออกสู่ตลาดมากถึง 500,000 ตัน และอาจกล่าวได้ว่าปีนี้การแก้ปัญหาลำไยของรัฐบาลแตกต่างกว่าทุกปี นั่นคือยกเลิกการรับจำนำลำไยอบแห้ง แต่เปลี่ยนแนวมารับซื้อผลลำไยสดจากเกษตรกรในราคากิโลกรัมละ 15 - 10 - 5 บาทตามลำดับของเกรดลำไย เพื่อนำมาอบแห้งภายหลัง โดยมอบหมายให้องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร(อ.ต.ก.) ภายใต้สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้ดำเนินการ

อ.ต.ก.ได้มอบหมายให้บริษัท ปอเฮง อินเตอร์เทรด จำกัด ที่ชนะการประมูลลำไยอบแห้ง เข้ามาดำเนินการบริหารจัดการลำไยอบแห้งแทนแต่เพียงผู้เดียว โดยประมูลได้ในราคากิโลกรัมละ 17 บาท มูลค่าประมาณ 4,300 ล้านบาท

แต่เมื่อเอาเข้าจริง "ปอเฮง" กลับไม่มีเตาอบลำไยเพียงพอที่จะอบลำไยสดที่รับซื้อมาได้ จึงจำเป็นต้องว่าจ้างเอกชนรายอื่นรับลูกช่วงอบลำไยแห้งแทน โดยเสนอราคาให้กับบริษัทรับช่วงต่อกิโลกรัมละ 14 บาท และการตรวจสอบทุจริตก็เริ่มต้นขึ้น เมื่อ อ.ต.ก. เข้าตรวจสอบคุณภาพลำไยอบแห้งในโกดังของผู้ประกอบการเอกชนหลายๆ แห่ง โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดลำพูน และพบหลักฐานว่ามีการนำลำไยเก่าค้างสต็อกของปี 2545 และ 2546 มาปลอมปนเข้ากับลำไยอบแห้งใหม่จำนวนกว่า 20,000 ตัน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 5,000 ล้านบาท ทั้งยังแอบอ้างว่าเข้าร่วมโครงการแทรกแซงลำไยปี 2547 ของรัฐบาล ด้วยการนำกล่องที่มีสัญลักษณ์ของ อ.ต.ก.มาบรรจุลำไยอบแห้งจำหน่าย ทั้งที่ยังไม่ได้รับอนุญาต

ล่าสุด อ.ต.ก.ยกเลิกสัญญาจ้างกับ "ปอเฮง" ในการดำเนินการอบแห้งลำไย ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2547 ที่ผ่านมา เนื่องจากได้ทำผิดเงื่อนไขสัญญา ซึ่งตามสัญญาที่ อ.ต.ก.ทำไว้กับบริษัท ปอเฮงเทรดดิ้ง จำกัด นั้น ทางบริษัทจะรับดำเนินการอบแห้งลำไยสดที่รับซื้อจำนวน 330,000 ตัน และส่งมอบลำไยอบแห้งแก่ อ.ต.ก.จำนวน 100,000 ตัน แต่บริษัทเพิ่งส่งมอบลำไยแห้งให้ อ.ต.ก.ได้เพียง 78,000 ตันเท่านั้น ทั้งนี้ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร หรือ อ.ต.ก.ได้ทำสัญญาว่าจ้าง บริษัท ปอเฮง อินเตอร์เทรด จำกัด แปรรูปลำไยสดเป็นลำไยอบแห้งตามโครงการในปี 2547 ดำเนินการอบมาตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2547 ถึงวันที่ 10 กันยายน 2547 จำนวนลำไยสดกว่า 200,000 ตัน แต่ทางบริษัทส่งลำไยอบแห้งให้เพียง 2 ล้านกล่อง หรือประมาณ 28,000 ตัน อีกทั้งไม่นำหลักประกันการประกันราคา จำหน่ายลำไยอบแห้งวงเงิน 330 ล้านบาท มอบให้ อ.ต.ก. จึงประกาศยกเลิกสัญญาจ้างและจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

เจาะขบวนการอบลำไย
โยงใยเครือข่ายเดียวกัน

แหล่งข่าวเกษตรกรชาวสวนลำไยในจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผย "พลเมืองเหนือ" ว่า การลักลอบปลอมปนลำไยอบแห้งมิใช่เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่เป็นขบวนการที่ทำกันมานานหลายปี เป็นที่น่าสังเกตุว่ากลุ่มผู้ประกอบการที่ได้รับการประมูลลำไยอบแห้งก็ล้วนแล้วแต่เป็นเครือข่ายเดียวกันทั้งสิ้น ย้อนไปเมื่อปี 2543 บริษัท ทีอี อินเตอ์เนชั่นแนล จำกัดได้ประมูลไปเกือบ 100 ล้านบาท จากโครงการรับจำนำลำไย ในปี 2545 มีลำไยอบแห้งที่ค้างสต็อกกว่า 50,000 ตัน โดย บริษัท ซีเต๋อ จำกัด เป็นผู้ประมูลได้ และปี 2546 บริษัท อะโกรโปรดักส์ เน็ทเวิร์ค จำกัด ประมูลได้ไปจำนวน 22,000 ตัน ล่าสุดปีนี้ ที่รัฐบาลยกเลิกการรับจำนำลำไยอบแห้ง แต่เปลี่ยนมารับซื้อผลลำไยสดจากเกษตรกรเพื่อนำมาอบแห้งภายหลัง โดยมีบริษัทที่เข้าร่วมประมูลจำนวน 11 บริษัท และบริษัทที่ชนะการประมูลคือ "ปอเฮง" ที่เมื่อโยงใยแล้วพบว่าทุกบริษัทที่ประมูลลำไยอบแห้งได้ตั้งแต่ปี 2543 ล้วนเป็นเครือญาติกันทั้งสิ้น

แหล่งข่าว กล่าวว่า บริษัท ทีอี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เป็นบริษัทที่รับซื้อลำไยสดเพื่อนำไปอบแห้ง และส่งออกลำไยอบแห้งไปยังประเทศจีน เจ้าของคือผู้ประกอบการส่งสินค้าผ่านเส้นทางแม่น้ำโขงรายใหญ่ในจังหวัดเชียงราย ซึ่งบริษัทนี้เคยถูกตรวจสอบพบว่าเกิดกรณีปลอมปนลำไยอบแห้งตั้งแต่ราวปี 2543 ซึ่งครั้งนั้นทำให้ภาพพจน์ตลาดลำไยอบแห้งของไทยได้รับความเสียหายอย่างมาก

ส่วนบริษัท ซีเต๋อ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทรับซื้อและส่งออกลำไยอบแห้งไปประเทศจีน ก็ถูกตรวจสอบพบเช่นกันกรณีปลอมปนลำไยอบแห้ง ที่ประมูลลำไยอบแห้งที่ค้างสต็อกของปี 2545 ได้จำนวน 50,000 ตัน โดยบริษัทนี้เป็นรวมตัวกันระหว่างนักธุรกิจจากไต้หวันและบริษัทของนักธุรกิจและนักการเมืองท้องถิ่นในลำพูน

ส่วนบริษัท ปอเฮง อินเตอร์เทรด จำกัด ที่ล่าสุดเพิ่งถูก อ.ต.ก.ยกเลิกสัญญารับซื้อลำไยอบแห้งปี 2547 ซึ่งก็เกิดกรณีปลอมปนลำไยอบแห้งเช่นกัน มีสำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ มีนายเอกชัย แสงสันติธรรม เป็นประธานกรรมการบริษัท โดยมีลูกของผู้ประกอบการส่งสินค้าผ่านเส้นทางแม่น้ำโขงรายใหญ่รายเดียวกับที่เคยส่งลำไยอบแห้งไปเมื่อปี 2543 ร่วมบริหารจัดการอยู่เบื้องหลัง

ทั้งนี้ รายงานการตรวจสอบที่มาของ บริษัท ปอเฮง อินเตอร์เทรด จำกัด จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า บริษัทดังกล่าวจดทะเบียนปี 2544 ด้วยทุนจดทะเบียนเพียง 1 ล้าน และมาเพิ่มทุนเป็น 100 ล้าน เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2547 มีนายวัฒนา ศิริพันธ์ และ น.ส. สิริลักษณ์ สุทธิราช เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ ส่วนผู้มีอำนาจตามบัญชีได้แก่ นายปรีชา ชินวัฒนโชติ อย่างไรก็ตาม สัญญาที่บริษัทลงนามกับ อ.ต.ก.ไม่ปรากฏชื่อบุคคลทั้งสาม แต่มีชื่อ นายสมนึก พรหมทัต เป็นผู้ลงนามในสัญญาทั้งหมด บริษัทตั้งอยู่เลขที่ 372/1-2 อาคาร 24 ทาวเวอร์ ชั้นที่ 2 ห้อง 210 ซอยพระราม 9 บางกะปิ เขตห้วยขวาง จดทะเบียนประเภทธุรกิจนำเข้า ซื้อและจำหน่ายสินค้าประเภท น้ำยาเคมี เช่น ก๊าซฟรีออน

ส่วนบริษัท อะโกรโปรดักส์ เน็ทเวิร์ค จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่เปิดขึ้นมาเพื่อประมูลรับซื้อลำไยเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เป็นการรวมตัวกันของ 3 กลุ่มคือ ซึ่งล้วนแต่โยงใยในผู้บริหารของบริษัที่กล่าวไปแล้วทั้งสิ้น

ส่วนกรณีล่าสุดที่เพิ่งเกิดขึ้นสด ๆ ร้อน ๆ เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2547 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นำกำลังเจ้าหน้าตำรวจกองปราบ บุกจับ บ.อี้เจิง เจ้าของเป็นนักธุรกิจชาวไต้หวัน ที่ทุจริตสวมสิทธิ์ลำไยอบแห้งของอ.ต.ก. ที่กำลังเตรียมส่งออกขายจีนรวม 25 ตู้คอนเทนเนอร์ ที่ท่าเรือคลองเตย บริษัทดังกล่าวนำกล่องบรรจุภัณฑ์ ที่มีฉลากภายใต้ชื่อของ อ.ต.ก. ตามโครงการรับจำนำของรัฐบาล โดยอยู่ในระหว่างเตรียมนำไปบรรจุลำไยอบแห้งที่ไม่ได้มาตรฐาน เพื่อรอทำการส่งออกไปประเทศจีน ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการจงใจใช้ฉลากของ อ.ต.ก. เพื่อนำลำไยไม่ที่ไม่ได้มาตรฐานไปสวมสิทธิ์ขายสินค้า จากการตรวจสอบในเบื้องต้นพบว่าบริษัทดังกล่าวมีความสัมพันธ์กับบริษัทเอกชนถึง 11 ราย ซึ่งอาจจะอยู่ในกลุ่มการเดียวกัน

ทั้งนี้ จะเห็นว่าลำไยแห้งที่สต็อกไว้ตั้งแต่ปี 2545 - 2546 มีจำนวนมากถึงกว่า 70,000 ตัน ซึ่งเมื่อนำมาปลอมปนเข้ากับลำไยล็อตใหม่จะได้ปริมาณสินค้าเพิ่มขึ้น นั่นก็หมายถึงผลกำไรที่จะมากขึ้นมหาศาลเป็นเงาตามตัว

แหล่งข่าวจากกลุ่มองค์กรเครือข่ายชาวสวนลำไยภาคเหนือ กล่าวกับ "พลเมืองเหนือ" ว่า ช่องทางการทุจริตนั้นทำได้ไม่ยาก เมื่อมีเจ้าหน้าที่รัฐบางคนหนุนหลัง วิธีการที่บริษัทต่าง ๆ เหล่านี้ทำกันก็คือ การเอากล่องบรรจุลำไยอบแห้งของ อ.ต.ก.มาใส่ลำไยเก่าที่ค้างสต็อกไว้นานหลายปี หรือเปลี่ยนเอาของใหม่ออกและเอาของเก่าสวมใส่แทนที่ หรือเอาลำไยเก่าปลอมปนเข้าไปกับลำไยใหม่ครึ่งต่อครึ่งเพื่อเพิ่มปริมาณและมูลค่าสินค้า พฤติกรรมของผู้ประกอบการที่นำลำไยเก่าในปี 2545-2546 มาปลอมปนกับลำไยที่ผลิตได้ในปี 2547 เนื่องจากต้องการให้ได้กำไรในการจำหน่ายสูง ลำไยที่ค้างสต็อกเก่าเป็นลำไยที่ไม่ได้มาตรฐาน อีกทั้งยังมีราคาถูกกิโลกรัมละประมาณ 2-5 บาท ซึ่งหากนำมาปนกับของใหม่ จะสามารถจำหน่ายได้ในราคากิโลกรัมละ 40-70 บาท ซึ่งถือเป็นการเอาเปรียบเกษตรกรและทำให้ประเทศไทยเสียชื่อเสียง และสูญรายได้ในการส่งออกให้กับผู้นำเข้ารายใหญ่อย่างจีนเป็นจำนวนมาก

"ผมคิดว่าถ้าไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐหนุนหลัง เรื่องทุจริตคงทำได้ยากมาก เพราะการผลิตแต่ละขั้นตอนก็มีคณะกรรมการตรวจสอบอย่างใกล้ชิด สำหรับการตรวจสอบคุณภาพตั้งแต่ลำไยสดจนถึงลำไยอบแห้งนั้น ทางกระทรวงเกษตรฯ ได้ขอความร่วมมือมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นผู้ดำเนินการทั้งระบบ หลังจากที่ตรวจสอบลำไยแล้วเสร็จ จะมีการปิดกล่องด้วยระบบบาร์โค้ด ซึ่งจะส่งผลให้ลำไยอบแห้งทุกกล่อง ไม่สามารถเปิดเพื่อทำการตรวจสอบได้อีก เลี่ยงปัญหาการขึ้นรา อันเกิดจากการปิดและเปิดภาชนะบรรจุหลายครั้ง ลดขั้นตอนช่วยแก้ปัญหาทุจริตกันได้ ถ้าระบบราชการยังมีการคอรัปชั่นกันมากกว่านี้ ผมมองว่าการแก้ปัญหานี้คงทำแบบไม่สิ้นสุด ซึ่งรัฐบาลควรลงมาเอาจริงเอาจังกับปัญหานี้ เพราะเรื้อรังมานาน และต้องเอาผิดกับผู้กระทำผิดจริง ๆ อีกด้านหนึ่งเกษตรกรชาวสวนลำไยเองควรต้องหาทางรวมตัวรวมกลุ่มกันให้แข็งแกร่ง และบริหารจัดการขบวนการผลิตต่าง ๆ กันเอง ใครจะมารับซื้อก็ให้ผ่านองค์กรหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ที่กลุ่มตั้งขึ้นมากันเอง" แหล่งข่าว กล่าว

"สมศักดิ์" ไล่บี้สอบกลุ่มลักลอบ
ความคืบหน้าล่าสุดของการปราบปรามขบวนการทุจริตลักลอบส่งออกลำไยอบแห้งที่ไม่ได้มาตรฐาน นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า อยู่ระหว่างการรอผลสรุปการโยงใยความสัมพันธ์ระหว่างกรรมการบริษัทเอกชนจำนวน 12 แห่ง โดยนางสาวสุพัตรา ธนเสนีวัฒน์ รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าทีมตรวจสอบข้อเท็จจริง คาดว่าจะใช้ระยะเวลาอีกไม่นานจะสามารถสรุปข้อมูลทั้งหมดได้

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า การตรวจสอบในครั้งนี้จะไม่เน้นเรื่องมาตรฐานของลำไย เนื่องจากประเด็นสำคัญอยู่ที่กล่องบรรจุภัณฑ์ของอ.ต.ก. ที่ถูกลักลอบนำมาใช้ ซึ่งสถานการณ์ราคาสินค้าลำไยอบแห้งของไทยที่ส่งออกไปจีน ประสบปัญหาราคาตกต่ำ โดยมีราคาเพียง 43-44 บาทต่อกิโลกรัม

ขณะนี้ จีน ซึ่งเป็นตลาดนำเข้าลำไยอบแห้งแหล่งใหญ่ของไทย เริ่มเข้มงวดคุณภาพสินค้าของไทยมากยิ่งขึ้น เพราะที่ผ่านมาผู้นำเข้าจากจีนได้ร้องเรียนเรื่องคุณภาพสินค้าไม่ได้มาตรฐานมาโดยตลอด ก่อนที่ภาพพจน์ของประเทศไทยจะเสียหายและอาจถูกลดความน่าเชื่อถือลงในเวทีการค้าโลก และรัฐบาลจะต้องสูญเสียเม็ดเงินจำนวนมหาศาลไปมากกว่านี้ น่าจะถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องเร่งทบทวนและหาทางแก้ไข "ขบวนการทุจริตลำไยอบแห้ง" แบบเบ็ดเสร็จโดยเร็วที่สุด.

********************
โครงการความร่วมมือด้านข่าวภูมิภาค
พลเมืองเหนือ-ประชาไท